สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 คลำโดนต้นกระบองเพชร?

            “เป้าหมายอยู่ในห้องนั้น”

            นี่คงจะเป็นความหมายที่เจ้าลมกรดจะสื่อ

            ซุนเฟยหัวเราะอย่างเย็นชาในใจ

            เขารู้สึกได้ว่า หลังจากฮาซึงจินเข้าไปในห้องโถงนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเงาร่างคนจำนวนหนึ่งผ่านหน้าต่าง ดูเหมือนว่าในห้องโถงนั้นจะมีคนอยู่ที่นั้นไม่น้อยเลยจากกลิ่นอายที่แผ่ออกมาความแข็งแกร่งของคนที่อยู่ด้านในมีมากกว่าพวกผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านนอกภายในห้องโถงมีแสงสว่างจ้า มีเงาคนเดินขวักไขว่ บางครั้งก็ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวเหมือนกำลังจัดงานเลี้ยงอยู่

            “โฮ่ ดูสิว่าบิดาฉลาดแค่ไหนเห็นได้ชัดว่าพวกลูกหมามันคงคาดไม่ถึงว่าบิดาจะมาจึงรับมือไม่ทัน!แม้แต่การป้องกันก็ไม่มี!”

            ซุนเฟยตัดสินใจไม่ให้อีกฝ่ายได้มีเวลาเตรียมตัว

            เขากระโดดลงจากหลังของลมกรดทมิฬ ร่างของซุนเฟยเหมือนกลายเป็นภาพเบลอในอากาศเขารีบพุ่งตัวเข้าไปทันที เขามั่นใจว่าตัวการที่อยู่เบื้องหลังของนักฆ่าคนนั้นจะต้องอยู่ที่นี่ดังนั้นตัวเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจยกเท้าขึ้นถีบบานประตูไม้ยักษ์ที่แกะสลักอย่างงดงามจนมันหักคาเท้าก่อนจะกระเด็นออกไป...

            ปึง!

            ทันใดนั้นห้องโถงก็เงียบ

            ทุกคนต่างถูกฉากเมื่อกี้ทำเอาตกตะลึงจนเงียบสงบในระยะเวลาสั้นๆก่อนจะมีเสียงร้องอย่างโมโหออกมา ‘ชิ้ง’ เสียงกระชากดาบและประกายอาวุธดังขึ้น

            “ใครบังอาจ?”

            “ช่างกล้านัก ไม่รู้หรือไงว่าองค์ชายเป็นแขกที่เชิญมา?”

            “ผู้คุ้มกัน ไปจับตัวไอ้สวะนี่ให้ข้า!”

            ท่ามกลางแสงไฟที่ส่องสว่างปฏิกิริยาตอบสนองของผู้คนที่อยู่ในงานเลี้ยงเร็วมากสาวใช้แปดนางที่นุ่งน้อยห่มน้อยกับผู้คุ้มกันและนักรบอีกสิบคนก็พลันพลิกโต๊ะหินและเก้าอี้หินตรงหน้าให้คว่ำลงก่อนจะพากันไปล้อมรอบคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานอย่างรวดเร็ว...

            โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!

            สุนัขยักษ์สีดำพลันทะยานเข้ามาก่อนจะแยกเขี้ยวมันคำรามขู่อยู่ในลำคอท่าทางคุกคามทันทีที่สุนัขยักษ์สีดำเข้ามาก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในงานต่างพากันตกตะลึงพวกเขาถูกสัตว์ตรงหน้าขู่จนขวัญกระเจิง มันเป็นม้าหรือสุนัขกันแน่? ทำไมตัวใหญ่แบบนี้?

            “เจ้าเป็นใคร?”

            เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่มีใบหน้าหล่อเหลา สวมเสื้อผ้าหรูหรา ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยพวกผู้คุ้มกัน ชี้หน้าตะโกนถาม

            ซุนเฟยหัวเราะอย่างเย็นชา

            คราวนี้เขาตัดสินใจที่จะจับโจรพร้อมของกลางเลย

            ดังนั้นปฏิกิริยาแรกหลังจากที่พุ่งเข้ามาไม่ใช่ค้นหาว่าใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังในห้องโถงแต่เป็นควานหาไอ้นักฆ่าที่มาสังหารตัวเองและกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เขาพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วดุดันปลดปล่อยพลังน่าเกรงขามของคนเถื่อนเลเวล 21 ออกมา ในห้องโถงก็พลันเกิดลมกรรโชกขึ้นมา

            ตูม!

            ก่อนจะชกอย่างดุเดือด

            แผ่นหินที่อยู่ใต้เท้าก็ถูกโจมตีจนเกิดรอยแตกปริแตกบนพื้นออกมา

            ซุนเฟยหัวเราะพลางยื่นมือลงไปกระชากฮาซึงจินที่อยู่ในสภาพปางตายและพยายามหลบหนีขึ้นมาซุนเฟยกระชากหัวฮาซึงจินขึ้นมาจากด้านในชั้นใต้ดินเหมือนดึงแครอท

            ปึง!

            ฮาซึงจินที่อยู่ในสภาพปางตายก็ถูกโยนไปตรงกลางห้องโถง

            เปลวไฟสีส้มลุกโชนขึ้นมาร่างของชายร่างยักษ์ก็กลายเป็นของเหลวคิดจะหลบหนีอีกครั้งแต่ลมกรดทมิฬไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสทำแบบนั้น มันแยกเขี้ยวเผยฟันขาวแวววาว ก่อนจะกระโจนเข้าไปกัดข้อเท้าของฮาซึงจินชายร่างยักษ์ร้องโหยหวนก่อนจะสลบไป

            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นและจบลงภายในเสี้ยววินาที

            ไม่ว่าจะเป็นท่าทางเหี้ยมโหดของซุนเฟยหรือดุร้ายของสุนัขยักษ์สีดำก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงตัวสั่น

            เดิมทีมีผู้คุ้มกันบางคนอยากจะประจบเอาใจเจ้านายด้วยการสั่งสอนคนตรงหน้าสักเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นฉากตรงหน้า พวกเขาก็พากันขาสั่นพั่บๆ ไม่กล้าขยับตัว ผู้ชายที่บุกเข้ามาตรงหน้าแข็งแกร่งเกินไปพวกเขาไม่สงสัยเลยว่าหากตัวเองพุ่งเข้าไป แค่อีกฝ่ายชกตัวเองหมัดเดียวมีหวังร่างพวกเขาคงกลายเป็นซากแน่ๆ

            “พูดมา พวกเจ้าเป็นใคร ทำไมส่งนักฆ่ามาสังหารข้า?”

            ซุนเฟยเหยียบไปที่หน้าของฮาซึงจินที่เปรอะไปด้วยเลือดและเศษดินสองมือเท้าเอวก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ มองหน้าทีละคนแต่ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

            ในตอนนั้นพวกผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านนอกก็วิ่งเข้ามา

            ในห้องโถงเกิดเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ ทำให้พวกทหารที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงทั้งหมดเสียงฝีเท้ายิ่งดังขึ้น ทหารจำนวนมากก็พากันวิ่งเข้ามาดุจกระแสน้ำเชี่ยวกรากพวกเขาโอบล้อมซุนเฟยไว้ ดาบ หอก กระบี่ต่างหันไปทางซุนเฟยอย่างหนาแน่นประกายแสงเย็นเหยียบจากใบดาบส่องประกาย ท่าทางของพวกทหารอยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่

            ฉากนี้เหมือนกับเซี่ยจว่าจวี๋ที่ผลิบาน

            โดยมีซุนเฟยและสุนัขยักษ์สีดำเป็นเกสรดอกไม้ที่เปราะบางกลางดอกไม้

            แม้ว่าซุนเฟยถูกล้อม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงรู้สึกปลอดภัยสักนิดนั่นรวมไปถึงเด็กหนุ่มที่สวมอาภรณ์หรูหราและอยู่ตรงกลางวงล้อมของพวกผู้คุ้มกันใบหน้าของเขากลายเป็นไม่น่าดูขึ้นมา เพราะพลังอันน่าเกรงขามที่พรั่งพรูออกมาจากร่างของซุนเฟยอย่างไม่ปิดบังมันทำให้พวกเขารู้ว่า ต่อให้พวกเขาทุกคนร่วมมือกันก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของหนึ่งคนหนึ่งสุนัขได้

            โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!

            ‘ลมกรดทมิฬ’ ตอนนี้แสดงท่าทางหมาที่อาศัยอิทธิพลบารมีของนาย1 มันเห่าช่วยเจ้านายข่มขู่พวกเขาอย่างถือดีเสียงขู่คำรามดังอยู่ในลำคอ ทำให้บางคนเกิดภาพหลอนว่าเจ้าสุนัขที่กำลังอ้าปากอีกครั้งเป็นเทพมังกรกำลังพ่นไฟออกมาล้างโลก

            “ใครเป็นหัวหน้ามัน ออกมายืนตรงหน้าบิดา!”

            คราวนี้ซุนเฟยแสดงนิสัยอันธพาลออกมาอย่างเต็มที่เนื่องจากว่าที่นี่ไม่มี ‘คนคุ้นเคย’ ดังนั้นจึงปลดปล่อยนิสัยออกมาที่โลกเก่าเขาไม่ค่อยเปิดเผยนิสัยอันธพาลแบบนี้ พอมาโลกนี้ก็ต้องเก็บไว้เพราะสวมบทเป็นราชาแต่ตอนนี้ซุนเฟยได้โยนมารยาทที่ชนชั้นสูงควรจะมีทิ้งไปทั้งหมดเขาเหยียบยอดหน้าของฮาซึงจินด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ดูอย่างไรก็ยิ่งเหมือนโจรที่ชอบดักปล้นข้างถนนขาดอยู่แค่ประโยค ‘หยุดนะนี่คือการปล้น ไม่อยากตายก็ทิ้งเงินไว้ซะ’

            “แฮ่มๆๆ...” ในขณะที่ความเงียบกลืนกินไปทั่วบริเวณในที่สุดก็มีบางคนเปิดปากพูด “ฝ่าบาท ท่าน...”

            “อย่ามาตีสนิท ใครเป็นฝ่าบาทเจ้า?” ซุนเฟยสวนกลับไปประโยคหนึ่ง“พวกเจ้าส่งคนมาสังหารบิดา แล้วยังเห็นบิดาเป็นราชาอยู่อีกเหรอ?” ด้วยความโกรธซุนเฟยกะจะด่าอีกสักยก แต่จู่ๆ ก็ชะงักเสียงที่พูดเมื่อกี้ฟังดูคุ้นเคยเล็กน้อย เสียงนี้เหมือน...เหมือน...หือ?

            ซุนเฟยพลันตัวแข็งทื่อ

            วินาทีต่อมาเขาก็เห็นชายวัยกลางคนเดินแหวกฝูงชนออกมา มองซุนเฟยเหมือนไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี“ฝ่าบาท...ท่าน”

            หงิ๋ง หงิ๋ง หงิ๋ง หงิ๋ง!

            เมื่อเห็นคนที่ออกมา ผู้ที่มีปฏิกิริยาตอบสนองคนแรกคือ ‘ลมกรดทมิฬ’

            เมื่อหนึ่งวินาทีก่อนเจ้าสุนัขยักษ์สีดำยังทำตัวเป็นมังกรผู้เลืองอำนาจแต่มาตอนนี้ก็พลันเหี่ยวเฉาลง

            ตอนนี้ จากสัตว์เลี้ยงที่เย่อหยิ่งดุร้ายกลายเป็นน่ารักหางของมันแกว่งไปมาเหมือนกังหันลม แสดงท่าทางออดอ้อนออเซาะเต็มที่มันเดินมาตรงหน้าชายที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนจะหมอบกับพื้น แล้วช้อนสายตาขึ้นมองดวงตาของสุกสกาวราวกับได้พบหน้าแม่ของมัน

            ซุนเฟยเองก็ไม่ต่างกัน อยากจะเผ่นหนีไปจากตรงนี้ตอนนี้เสียด้วยซ้ำ

            “เอ่อ...นั่น...เอ่อ...ท่าน...อ่า ท่านอาเบสท์ ท่านทำไมอยู่ที่นี่?” เขาถามก่อน ก่อนจะรีบยกมือปิดหน้า

            หน้าขายหน้าที่สุด

            ดูเหมือนว่าน่าจะเข้าใจผิดไปเสียแล้ว

            คนที่เดินออกมาจากฝูงชนคือเบสท์ พ่อตาในอนาคตของซุนเฟย มุมปากของเบสท์กระตุกสองสามทีก่อนจะฟื้นฟูความสงบกลับมาเหมือนเดิมแล้วโค้งให้ จากนั้นก็ตอบอย่างฉะฉานว่า“รายงานฝ่าบาท ท่านนี้คือหนึ่งใน ‘สิบวีรบุรุษ’องค์ชายมอดริช!”

            ซุนเฟยรู้สึกเหมือนเห็นฟ้าดินพลิกกลับตรงหน้า

            เวรเอ๊ย นี้ข้าเข้าใจผิดไปไกลแค่ไหนเนี่ย?

            จากความเข้าใจก่อนหน้านี้ของซุนเฟยอาณาจักรเล็กซัสเป็นมิตรกับเมืองแซมบอร์ดมาร้อยปี สนิทชิดเชื้อราวกับเป็นพี่น้องเคยช่วยเมืองแซมบอร์ดไว้นับครั้งไม่ถ้วน ในการซ้อมรบที่ราชอาณาจักรเซนิทเมื่อครั้งที่แล้วก็ได้อาณาจักรเล็กซัสแอบช่วยเมืองแซมบอร์ดไว้ และองค์ชายมอดริชก็เป็นตัวแทน‘มิตรภาพระหว่างเมืองแซมบอร์ด’ ทั้งยังได้รับความนิยมในอาณาจักรอีกด้วย...อาณาจักรนี้คนคนนี้ ไม่ว่าทางใดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะส่งนักฆ่ามาสังหารตัวเอง

            ดูเหมือน...จะทำเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว

            คิดไม่ถึงว่า การคลำหาแตงไปตามเครือ นอกจากจะคลำไม่เจอแตง ยังคลำไปโดนต้นกระบองเพชรอีก

            ซุนเฟยคิดว่าตัวเองฉลาดที่คิดจะใช้ชายร่างยักษ์ที่ถูกตัวเองกระทืบปางตายค้นหาต้นตอ

            โชคดีที่เบสท์เป็นพวกรู้จักเอาตัวรอด

            บนใบหน้าของเบสท์ไม่มีท่าทางลำบากใจสักนิด เพียงคำพูดไม่กี่คำก็สามารถหาทางลงให้แก่ลูกเขยในอนาคตที่ชอบทำตัวมุทะลุได้จากนั้นก็หันไปแนะนำเหล่าผู้คุ้มกันที่ปกป้ององค์ชายเมื่อคู่ให้ซุนเฟยรู้จักองค์ชายมอดริชเป็นองค์ชายลำดับสามของอาณาจักรเล็กซัส อาณาจักรบริวารระดับสามของราชอาณาจักรเซนิทพวกเขาต่างเป็นมิตรกับเมืองแซมบอร์ด

            บรรยากาศในห้องโถงกลับมาเป็นปกติหลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายของเบสท์

            พวกทหารต่างเหงื่อแตกทั่วร่างพวกเขาต่างพากันตกตะลึงก่อนจะพากันถอยออกไป

            งานเลี้ยงก็ดำเนินต่อ

            ทุกคนมองซุนเฟยด้วยสายตาแปลกๆ นี่เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันจริงๆไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงว่าผู้บุกรุกที่พาสุนัขดุร้ายพรวดพราดเข้ามาจะเป็นองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ของเมืองแซมบอร์ด ไม่ใช่ว่าอเล็กซานเดอร์เป็นเด็กปัญญาอ่อนที่มีสติปัญญาเท่าเด็กเจ็ดแปดขวบหรือ? แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้กลายเป็นยอดฝีมือขึ้นมาได้?

            โชคดีที่องค์ชายมอดริชเป็นคนที่สุภาพอ่อนโยนมากบนใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มนุ่มนวล กริยาท่าทางสง่างาม น้ำใจกว้างขวางเมื่อเทียบกับท่าทางอันธพาลของซุนเฟยเมื่อครู่แล้ว ต่างกันราวกับฟ้าและดิน

            บรรยากาศงานเลี้ยงค่อยๆ เริ่มคึกคักอีกครั้ง

            ซุนเฟยรู้สึกอับอายเล็กน้อย เขาค่อยๆ อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟัง

            “อืม คนคนนี้ข้ารู้จักนะ?”

            หลังจากที่ดื่มไปเล็กน้อย องค์ชายมอดริชครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะชี้ไปทางร่างโทรมๆ ของชายร่างยักษ์ที่ถูกโซ่เจาะตามรยางค์ทั้งสี่2“คนคนนี้น่าจะเป็นฮาซึงจินเป็นผู้คุ้มกันข้างกายคนหนึ่งขององค์ชายโอบินนาแห่งอาณาจักรเธรซ มันเป็นหนึ่งในยอดฝีมือสี่ดาวของอาณาจักรเธรซ”

            ---------------------

            1 หมาที่อาศัยอิทธิพลบารมีของนาย อุปมาว่าอาศัยอิทธิพลและบารมีของเจ้านายเที่ยวข่มเหงรังแกผู้อื่น

            2 รยางค์ทั้งสี่ หมายถึง แขนขา