ไม่เป็นมันแล้วนางรองผู้แสนดี

    บทที่ 27 สัตว์ในพันธะ

    บทที่ 27 สัตว์ในพันธะ


    ฟากป่าฝั่งตะวันตกของเมืองหลวง ศิษย์ชั้นปีสองกำลังรวมกลุ่มรอสัญญาณอนุญาตเข้าป่า ต้นไม้สูงใหญ่ถูกรายล้อมด้วยหมอกหนาบดบังสายตาไม่ให้คนภายนอกสอดส่องไปภายใน มีเพียงไป๋ลี่เฟยเท่านั้นที่รู้ว่าภายในเป็นอย่างไร


    สัตว์เทพและสัตว์อสูรมีสติปัญญาเกือบทัดเทียมมนุษย์ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความอันตรายดั่งเช่นสัตว์ป่าทั่วไป แต่หากคนผู้ใดไม่รักตัวกลัวตายหวังจะครอบครองสัตว์พันธะที่เกินอำนาจบารมีของตนย่อมถูกสั่งสอนให้หลาบจำ


    บริเวณด้านข้างมีเสิ่นหรงฮวา และไป๋ซินหยานกำลังช่วยกันแจกจ่ายผลึกธาตุดั่งที่ลั่นวาจาพนันไว้ แต่ไป๋ลี่เฟยไม่ได้เดินเข้าไปรับมา เพราะเพียงเท่านี้คุณหนูเสิ่นก็ดูหัวเสียมากเหลือเกินแล้ว 


    “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ มารับผลึกสิเจ้าคะ” ไป๋ซินหยานร้องเรียกเมื่อเห็นว่าไป๋ลี่เฟยไม่ยอมเดินเข้าไป


    “ไม่เป็นไร” ลี่เฟยส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วเดินเลี่ยงออกไปหาฉือจี้ผ่าที่ยืนอยู่ไกลๆ


    “ข้าตื่นเต้นจังลี่เฟย หากไม่ได้เชื่อมพันธะเท่ากับไม่ผ่าน กดดันนัก” ฉือจี้ผ่าที่ปากบอกว่ากังวล แต่คอของนางกลับยืดยาวพยายามมองทะลุม่านหมอกนั้น 


    “คิดแค่ว่าเข้าไปหาสหายที่พลัดพรากก็เพียงพอแล้ว หากใครตั้งมั่นว่าเข้าไปแล้วต้องต่อสู้ เมื่อเข้าไปก็จะต้องต่อสู้จนรู้แพ้รู้ชนะ” ไป๋ลี่เฟยบอกในสิ่งที่นางจับสังเกตมาได้ หากเข้าไปในป่าด้วยความเชื่อเช่นไร ก็จะได้พบเจอกับสิ่งนั้นอย่างน่าอัศจรรย์


    “ศิษย์ทั้งหลายโปรดจงตั้งมั่นอยู่ในการกำหนดลมปราณ เมื่อเดินเข้าไปแล้ว สหายที่เดินเข้าไปด้วยกันจะหายไป ขออย่าตกใจ จงทำหน้าที่หาสัตว์เชื่อมพันธะให้สำเร็จ” อาจารย์ใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าคณะเดินทางประกาศออกมา


    “เจ้าค่ะ/ขอรับ” ศิษย์ทั้งหลายตอบโดยพร้อมเพรียง


    “หากไม่อาจอดทนอยู่ในป่าต่อไปได้ ดึงเชือกที่กระบอกนี้ เมื่อตัวลอยขึ้นมาพ้นความสูงของต้นไม้ จางย่าของข้าจะโฉบไปรับพวกเจ้าเอง” อาจารย์ประจำวิชาสัตว์ในพันธะเอ่ยตาม 


    จากนั้นก็มีการให้สัญญาณเริ่มต้นเข้าป่าได้ ศิษย์ชั้นปีที่สองรุ่นนี้มีเวลาสิบวันในการตามหาสิ่งที่ตนเองต้องการ และมีความผูกพันอยู่ในสายใยบุญกรรมเดียวกัน ฉือจี้ผ่าและไป๋ลี่เฟยเดินเข้าป่าไปพร้อมกัน และไม่ผิดคาดเมื่อเข้ามาแล้วจี้ผ่าที่เดินมาข้างกันก็หายไปเฉยๆ 


    ภายในต่างกับภายนอกอย่างสิ้นเชิง จนเหมือนไม่ใช่ป่าเดียวกัน ป่าเวทมนต์นี้มีความคิดเป็นของตนเอง และดูเหมือนจะอ่านใจคนได้ เพราะสิ่งที่นางเห็นคือบึงน้ำมากมายเรียงรายกันเป็นระยะ ต้นไม้สูงขึ้นสลับกัน มีเสียงนกร้องคลอเคลียอย่างที่จินตนาการไว้ว่าอยากไปเยือนป่าเช่นนี้ดูบ้าง 


    ดีจริงที่ไม่ได้นึกถึงทะเลทรายร้อนระอุ หรือป่าที่ต้นไม้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนา


    ไป๋ลี่เฟยมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ริมบึง นางเลือกที่จะนั่งพักผ่อนรอคอยให้สัตว์เทพหรือสัตว์อสูรที่มีชะตาต้องกัน เป็นฝ่ายเข้ามาหานางเอง ชาติก่อนลี่เฟยเชื่อว่านางจะต้องตามหาสัตว์ในพันธะอย่างเหน็ดเหนื่อย คุณหนูไป๋ผู้มีพลังปราณสูงส่งก็ต้องตามหาจนวันสุดท้ายจึงจะได้พบมี่เก๋อ


    เมื่อยามได้ออกไปแลกเปลี่ยนกับสหายร่วมชั้นปี ก็พบว่าแต่ละคนมีประสบการณ์ในป่าหมอกแตกต่างกันไป ชาตินี้ไป๋ลี่เฟยจึงขอเชื่อว่าตนเองจะได้พบมี่เก๋ออย่างไม่ลำบากยากเข็นจะดีกว่า


    คุณหนูไป๋นั่งลงซึมซับบรรยากาศรอบข้างอย่างสบายใจ ในมือหยิบเกาลัดคั่วที่เตรียมมาเข้าปากไม่หยุดหย่อน ไม่นานนักก็มีนกน้อยสีสันสดใสเข้ามาหยุดอยู่ที่ข้างกายของนาง


    “เจ้าจะเอาหรือ” ลี่เฟยหยิบเกาลัดเม็ดหนึ่งวางไว้บนใบไม้ 


    เจ้านกน้อยที่เดินอยู่บนเส้นทางการแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์เทพจิกกินเกาลัดนั้นอยู่เคียงข้างคุณหนูไป๋ ด้วยความสงบเรียบร้อย 


    ลี่เฟยรอจนเจ้านกน้อยสีน้ำเงินอิ่มจึงออกปากถาม “หากเห็นจิ้งจอกขาวบอกให้มาหาข้าด้วยได้หรือไม่” 


    นกตัวน้อยมิได้ตอบออกมาเป็นคำพูด แต่ตอบรับออกมาด้วยเสียงร่ำร้องทำนองดนตรีอย่างนก และบินออกไปบนท้องนภาสดใสทันที


    สายลมเอื่อยพัดโบกให้ร่างกายรู้สึกเบาสบาย เสียงของใบไม้ที่กระทบกันเป็นดั่งเสียงขับกล่อม คุณหนูไป๋ที่อิ่มหนำแล้วหนังตาเริ่มหนัก จึงตัดสินใจนอนหลับพักสายตาใต้ร่มไม้เดิม

    .

    .

    .

    เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าจิ้งจอกขาวตัวหนึ่งหลับอยู่บนตักของตนเอง “มี่เก๋อ” 


    จิ้งจอกน้อยยืดเหยียดกายออก จากนั้นก็เดินปราณ จนมีสายใยปราณออกมาจากตำแหน่งจิตใจ ไป๋ลี่เฟยเห็นเช่นนั้นจึงเดินปราณของตัวเองเพื่อมาประสานกับปราณเส้นนั้น 


    ทันทีที่ปราณทั้งสองประสานกันก็เกิดแสงประกายสว่างจ้าขึ้น และมีสัญลักษณ์เป็นรูปดอกเหลียนฮวาปรากฎขึ้นบริเวณกลางอกของทั้งคู่


    “ท่านมาช้า” เสียงของมี่เก๋อดังขึ้น


    หลังจากเชื่อมพันธะสำเร็จแล้ว ลี่เฟยและมี่เก๋อสามารถสื่อสารกับทางจิตได้โดยไม่มีกำแพงใดขวางกั้น


    “เอ๋…แต่นี่พึ่งเป็นวันแรกของการเข้าหาสัตว์อสูร” ลี่เฟยไม่ปิดปังความสับสน


    “ท่านย้อนกลับมาถึงสองปีแล้ว แต่กลับไม่มารับข้า น่าน้อยใจนัก” จิ้งจอกขาวออกอาการโกรธเคือง


    “มี่เก๋อจำได้หรือ!” ไป๋ลี่เฟยรุดเข้าไปกอดสัตว์ในพันธะของตัวเองแน่น


    “เมื่ออยู่ในพันธะสิ่งได้เกิดกับท่านย่อมเกิดกับข้า” มี่เก๋อกล่าว


    “เช่นนั้นขออภัยที่ข้ามาช้าจนทำให้เจ้าต้องเหงาแต่ผู้เดียว มี่เก๋ออยากเข้ามาเลยหรือไม่” เมื่อขออภัยแล้วจึงถามเอาความว่าสัตว์เทพของตนต้องการแฝงเข้ามาในร่างเลยหรือไม่


    แม้จะขาดอิสระในช่วงที่แฝงในกาย แต่สัตว์ในพันธะ เมื่อแฝงอยู่ในร่างมนุษย์ จะขยายปัญญาให้มากขึ้น จึงมีสัตว์เทพสัตว์อสูรที่ยอมอยู่กับมนุษย์ และออกมาในเวลาที่ได้รับอนุญาต หรือออกมาเพื่อต่อสู้เท่านั้น ส่วนมนุษย์ที่มีสัตว์พันธะแฝงในกายย่อมได้พลังปราณเพิ่ม


    “…” มี่เก๋อไม่ตอบโต้อันใด แต่เลือกก้มหัวลง ซึ่งเป็นท่าทางก่อนเริ่มวิชาสัตว์แฝง


    หลังเสร็จสิ้นการแฝงในร่าง ลี่เฟยก็รับรู้อารมณ์ตื่นเต้นของมี่เก๋อได้ทันที “เป็นอย่างไรเล่า ปราณข้าภายในสองปี เท่ากับเมื่อตอนที่ข้าจากมาไม่มีผิดเพี้ยน และข้าได้วิชาสวมธาตุมาใหม่” กล่าวจบลี่เฟยก็แสดงให้มี่เก๋อดู ว่าสองปีที่จิ้งจอกน้อยรอคอยนั้นไม่ได้ผ่านไปอย่างไร้ค่า ปราณสีเหลืองขั้นกลาง ทั้งยังสามารถใช้ธาตุได้ครบครันโดยไม่ต้องหยิบยืมผู้ใด “กับดักในสุสานจักรพรรดิ น่ากลัวน้อยลงแล้วหรือไม่” 


    “ท่านมีแต่ข่าวดีให้มี่เก๋อ แต่มี่เก๋อมีเพียงข่าวร้าย” มี่เก๋อที่แฝงในร่างเอ่ยออกมา ทั้งยังอารมณ์ดิ่งลงจนน่าใจหาย


    “ข่าวร้ายใดกัน” ลี่เฟยที่กำลังร่ายลูกธาตุทั้งหกโอ้อวดสหายรักที่พลัดพรากหยุดชะงักทันใด