บทที่ ห้าสิบสี่
อาณาเขตแม่น้ำสู่หลุมอนธการไม่ได้เป็นอย่างที่คิดสักเท่าไรอิงหมิงคิดว่าจะมีบรรยากาศน่ากลัวกว่านี้เสียอีก เช่นท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศเป็นพิษหรือป่าทึบน่ากลัวแต่เบื้องหน้านี้แทบไม่ต่างจากเดินเที่ยวในป่าวันอากาศแจ่มใสชัดๆ
แม้จะดูปลอดภัยแต่ก็ไม่อาจวางใจถ้าเป็นสถานที่ต้องห้ามก็ต้องมีอุปสรรคบางอย่างขนาดทางเข้าหากไม่ใช่พรายน้ำเป็นผู้นำทางมาคงไม่รอดตั้งแต่แรกแล้ว
“ท่านว่าเราไปทางนี้จะดีหรือ?” ผ่านมาจะชั่วยามอิงหมิงเดินตามเด็กชายอย่างเดียวไม่ได้พูดคุยกันสักคำจนตอนนี้ต้องเอ่ยถามอยากสงสัยบ้าง
“เจ้าอยากไปทางอื่นหรือ เช่นนั้นก็นำทางได้เลย”จอมมารร่างเล็กผายมือให้อิงหมิงเดินนำไปแต่นางส่ายหน้าเป็นพัลวัน
“ข้าแค่อยากรู้ เห็นท่านเดินไม่ลังเลเลยคิดว่าต้องมีเหตุผล”
“เจ้าสังเกตไหมที่นี่มีแสง แต่ไม่มีพระอาทิตย์”พอได้ยินเช่นนี้นางก็เงยหน้ามองท้องฟ้า เป็นความจริงอย่างที่ว่า ไม่เห็นดวงอาทิตย์เลยแต่ทำไมถึงมีแสง ผู้เป็นปีศาจจิ้งจอกก้มหน้ามองพื้นที่ยืนอยู่ก็เห็นเงาที่ทอดไปเบื้องหน้า
“จริงด้วย แล้วแสงมาจากไหน”
“ไม่รู้ แต่ที่นี่คงไม่ได้ราบรื่นเหมือนตอนเข้าประตูลับอีกแล้ว”
นางเห็นด้วยเต็มๆเรื่องนี้ “แล้วที่เดินไปทางนี้เพราะอะไร?”
“เพราะเงาชี้ไป ทิศเหนือใต้ไม่อาจแยก แต่เงากลับชี้ไปทางเดียวเป็นไปได้ว่าทางนั้นคือหลุมอนธการ” หลุมอนธการเป็นหลุมที่อยู่ในสุดสายน้ำไหลลงไปในนั้นก็จะสลายหายไปไม่แน่ว่าไม่เพียงแค่สายน้ำแต่ทุกอย่างที่นี่ก็กำลังถูกหลุมอนธการดูดเข้าไป
พอเข้าใจเหตุผลแล้วก็เดินทางกันต่อผ่านไปหลายชั่วยามแสงที่สว่างไสวไม่มีวี่แววเบาลงไม่แน่ว่าที่นี่อาจจะไม่มีกลางคืนไม่รู้ว่าท่านจอมมารร่างกายแข็งแรงดั่งหินผาหรืออย่างไรแต่เวลานี้นางอยากนั่งพักสักหน่อย สักก้านธูปก็ยังดีนางอ้าปากเตรียมจะเอ่ยปากแต่เสียงเด็กน้อยก็ดังขึ้นก่อน
“พักกันสักหน่อย”
“ดีเลย” หญิงสาวทรุดตัวลงทันทีหลังคำนั้น นางพิงศีรษะอิงต้นไม้“เราน่าจะเตรียมเสบียงสักหน่อย” ตอนนี้อย่าว่าแต่เสบียงเล็กๆ น้อยๆแต่น้ำให้ดื่มก็ยังไม่มี ทั้งที่เดินในป่ามาตั้งนานแม่น้ำหรือบึงเล็กๆไม่มีให้เห็นเลยนอกจากทางน้ำที่นางเข้ามาตอนแรก
“หิวหรือ?”
“ไม่หรอก แค่ถ้ามีก็คงจะดี”หญิงสาวที่อิงต้นไม้อยู่เริ่มหลับตาอย่างอ่อนล้า
เด็กชายเห็นเซียนสาวที่เพลียจัดก็ไม่อาจจะให้นางฝืนตัวเองเดินทางต่อ“เจ้าจะงีบหลับไปก่อนก็ได้”ไม่มีเสียงตอบกลับไม่แน่นางอาจจะหลับก่อนที่เขาพูดด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่านางเผลอหลับไปนานเท่าไรพอตื่นมาก็ไม่เห็นเด็กน้อยเสียแล้วอิงหมิงลุกขึ้นยืนมองหารอบตัวเดินหาบริเวณใกล้ๆ ก็แล้วก็ไม่พบ
“ท่านจอมมาร” นางเอ่ยเรียกเบาๆไม่กล้าทำเสียงดังเกรงจะเรียกสิ่งอื่นเข้ามาพบแทน “ท่านมาร อยู่ไหน?”
เงียบสนิทไม่มีอะไรตอบกลับ ไม่มีเสียงอะไรเลยเสียงลมยังไม่มี มันนิ่งเกินไปแล้ว..
“อิงหมิง” อยู่ๆ ก็มีเสียงเรียกมาจากด้านหลัง เด็กชายตัวน้อยยืนอยู่ตรงนั้น
“อยู่นี่เอง ท่านไปไหนมา”จอมมารวัยเยาว์ไม่ตอบอะไรแต่เข้ามาประชิดแล้วจับมือนางก่อนจะดึงให้เดินตามไป“ไปไหนหรอ?”
“นั่น” เขาเอ่ยเบาๆ แล้วยังเดินต่อไป ต่อไป อิงหมิงก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังเดินตามไปทั้งที่ในใจรู้สึกแปลกประหลาดจนร่างเล็กหยุดลง “นั่น” เด็กน้อยชี้ไปที่โพรงถ้ำแห่งหนึ่ง
“อยากไปที่นั่นหรอ?” อิงหมิงถาม
“ไปที่นั่น” จอมมารตัวน้อยเงยหน้ามองนาง จ้องลึกเข้ามาดวงตา
เสียงดังลั่นของสัตว์ร้องคำรามไม่รู้ว่าตัวอะไรทำคนที่นอนหลับสะดุ้งตื่นนางลุกขึ้นยืนพรวดพราดมองหาคนที่เดินทางรวมกัน พอเห็นจอมมารอยู่ไม่ไกลก็เบาใจเมื่อครู่คงเป็นความฝัน แต่ก่อนอื่นเสียงเมื่อครู่คืออะไรนางหันไปสบตากับอีกคนเขาก็ส่ายหน้าเหมือนรู้ว่านางคำถามในใจ
“แต่อยู่แถวนี้คงไม่ดี” เขาเอ่ย
แม้จะได้พักไปครู่เดียวแต่เสียงสัตว์เมื่อครู่แสดงว่าแถวนี้ไม่ปลอดภัยมันจะต้องเป็นสัตว์ร้ายแน่ๆ ฟังเสียงคำรามถึงได้ดังขนาดนั้น
ทั้งสองออกเดินทางเร่งความเร็วมากขึ้นกว่าเดิมแต่มันคุ้นๆ เหมือนว่าอิงหมิงเคยผ่านทางนี้มาก่อน แม้จริงที่ตลอดทางจะเป็นเพียงป่ามีเพียงต้นไม้ใบหญ้าก้อนหิน แต่มันก็ยังรู้สึกว่าแปลก เหมือนในฝันเลย
“ช้าก่อน” อิงหมิงเรียกให้อีกคนหยุดฝีเท้าจอมมารเลิกคิ้วสูงอยากไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้หยุดเดิน แต่เขาก็รออย่างใจเย็น“เมื่อครู่ตอนเผลอหลับข้าฝันในฝันมีท่านจูงมือข้าให้เดินมาทางนี้แล้ว..ด้านหน้าจะมีถ้ำ คนที่เหมือนท่านในฝันบอกให้เข้าไปในถ้ำนั้น”
“ฝัน?”
“ใช่ ทางเดินเหมือนแบบนี้เลย”แบบนี้ไม่รู้ว่าฝันมันคือการชี้นำหรือไม่แต่ชี้นำที่ดีหรือเปล่าต่างหาก
“แต่เราก็ไม่ควรกลับไปทางเสียงคำรามนั้นทั้งทางนี้เป็นเส้นทางที่ข้าต้องการจะไปอยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรคงต้องไป เดินทางต่อเถอะ”
“ได้”
ยังไม่ทันได้ก้าวเดินเสียงย้ำพื้นดังกรอบของใบไม้ดังมาจากด้านหลังทั้งสองหันไปมองก็เห็นสัตว์ตัวใหญ่ขนรุงรังใบหน้าใหญ่ปากกว้างชนิดที่ถ้ากัดคนที่เป็นผู้ใหญ่ก็กินหมดในไม่เกินสองคำและเหมือนจะไม่ใช่แต่เพียงทั้งสองที่เห็นมันก็น่าจะเห็นพวกเขาเช่นกัน
ปากกว้างๆอ้าออกเตรียมคำราม เขี้ยวยาวใหญ่น่าหวาดกลัวแค่เห็นก็เหงื่อตกแล้ว
โฮก
เสียงคำรามของสัตว์ตัวนั้นดังสนั่นป่าไม่ต้องพูดอะไรอีก อิงหมิงและจอมมารหันไปที่เส้นทางเดิมและออกวิ่งทันทีแต่ฝีเท้าของจอมมารช้าไป พลังของเขายังคงไม่ฟื้นเช่นเดิม อิงหมิงคว้าตัวเด็กน้อยเข้ามาแล้วใช้พลังของปีศาจจิ้งจอกออกวิ่งสัตว์ร้ายที่ตามหลังมาก็ฝีเท้าเร็วไม่น้อย เรียกได้ว่าสูสีเลยทีเดียว
วิ่งมาได้ไม่นานก็ถึงถ้ำนั้นอย่างที่เจอในฝันจริงๆ หรือว่านั้นจะฝันบอกเหตุมาถึงขนาดนี้แล้วต้องยอมเชื่อตามฝันแล้ว หญิงสาวมุ่งหน้าเข้าไปที่โพรงถ้ำแม้ปากถ้ำนั้นจะอยู่สูงจากพื้นขึ้นไปสักหน่อยแต่นางคิดว่าตนกระโดดถึง
จิ้งจอกน้อยมาถึงทางเข้าหน้าถ้ำก็กระโดดขึ้นไปแล้วดันร่างของเด็กน้อยเข้าไปด้านในแต่พอนางจะก้าวตามเข้าไปเท้าที่เหยียบโดนเศษใบไม้แล้วพลันลื่นร่วงไปด้านล่างสัตว์ร้ายที่ตามมาด้านหลังก็ตามมาถึงพอดีมันกระโดดเกาะชะง่อนผาเหนือถ้ำเพราะปากถ้ำเล็กเกินกว่ามันจะเข้าได้การที่นางลื่นเมื่อครู่นับว่าเป็นโชคไม่เช่นนั้นคงโดนเขี้ยวคมๆ ได้ฝังในร่างแล้ว
การจู่โจมเมื่อครู่พลาดไปทำให้สัตว์ร้ายโมโหหนักส่งเสียงคำรามยกใหญ่ตะกุยหน้าผาจนชะง่อนนั่นถล่มลงมา
“ไม่ๆๆ” ถล่มไม่พอมันหล่นมาปิดทางเข้าด้วยจอมมารที่อยู่ในนั้นเท่ากับถูกขังแต่ยังไม่ใช่เวลามาสนคนที่ปลอดภัยในถ้ำควรสนตัวเองก่อนอิงหมิงไม่สามารถเข้าไปหลบในถ้ำได้แล้วจึงออกวิ่งอีกครั้งในเมื่อไม่ต้องกลัวว่าจอมมารจะรู้ว่านางไม่ใช่ท่านเซียน อิงหมิงจึงแปลงกายกลับรูปลักษณ์เดิมเป็นจิ้งจอกหิมะที่เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่า
จิ้งจอกตัวน้อยวิ่งไปตามที่เงาพาดชี้เส้นทางอย่างที่จอมมารกล่าวแม้จะกลับร่างเป็นจิ้งจอกแล้วแต่สัตว์ร้ายตัวนั้นก็ยังสามารถไล่ล่าตามมาได้อยู่ดีไม่ว่าจะอย่างไรก็สลัดไม่หลุด
โฮกเสียงคำรามยังดังมาเป็นพักๆ แต่ที่ทำให้รู้สึกไม่ดีเลยคือมันดังเขามาใกล้เรื่อยๆ
วี้ดๆพอมันคำรามหนึ่งทีจิ้งจอกน้อยก็ร้องรับอีกที คาดหวังว่ามันจะฟังออกสิ่งที่อิงหมิงร้องมันแปลได้ว่า ‘ละเว้นข้าเถอะ’ ‘อย่ากินข้าเลย’
แต่ในเมื่อนางฟังเจ้าสัตว์ร้ายไม่ออกเวลามันคำรามมันก็คงฟังสิ่งที่จิ้งจอกร้องไม่ออกเช่นกัน
ร่างก้อนขนสีขาวนุ่มสลวยที่วิ่งนำสัตว์ร้ายตัวใหญ่ขนรุงรังขะมุกขะมอมนางวิ่งมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ด้านหน้ารู้สึกถึงความเย็นชุ่มฉ่ำเสียงของน้ำไหลดังเข้าโสตประสาท แต่พอยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งรู้สึกถึงความแปลกสายน้ำที่ไหลอยู่เบื้องหน้ามีสีแดง
“แม่น้ำสีชาด” ความกว้างของแม่น้ำไม่เล็กไม่ใหญ่อิงหมิงคิดว่าถ้าหากยังต้องหนีต่อไปแบบนี้นางต้องกระโดดข้ามไป
จิ้งจอกน้อยหันกลับไปมองเจ้าสัตว์ขนรุงรังที่ตามมาไม่ลดละพอหันไปมองครั้งนี้นับว่าใกล้เกินไปแล้วนี่มันไม่กี่จั้งเองนะอิงหมิงหันหน้ากลับมาตั้งสมาธิอยู่ตรงหน้ากัดฟันวิ่งสุดฝีเท้าจนมาถึงริมน้ำแล้วเตะเท้าอย่างแรงหมายจะกระโดดข้ามด้านหลังเงียบไปชั่วครู่สัตว์ใหญ่เลิกคำรามระหว่างที่นางลอยตัวข้ามแม่น้ำตอนนั้นเองก็รู้สึกถึงแรงกระชากรุนแรง
วี้ดดดดเสียงร้องโหยหวนของจิ้งจอกน้อยดังเพราะหางถูกสัตว์ตัวนั้นงับแล้วกระชากจนหลุดแรงส่งที่กระโดดข้ามชะงัก ร่างจิ้งจอกน้อยตกลงกลางลำธารสีชาดส่วนเจ้าสัตว์ร้ายขนรุงรังก็หยุดตามเสียดื้อๆ เหมือนไม่อาจข้ามลำธารนี้ได้
ร่างเล็กค่อยๆตกลงไปที่ก้นลำธาร ความเจ็บปวดทำให้นางไม่สามารถขยับได้ดั่งใจอาการขาดอากาศเริ่มทำให้นางสำลักน้ำนั้นทำให้นางได้สติขึ้นมาเล็กน้อยกลับสู่ร่างมนุษย์แล้วตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงผิวน้ำแล้วไหลตามน้ำจนไปติดที่หินริมฝั่งจากนั้นก็หมดสติไป
อิงหมิงคิดว่าตนเองเริ่มฝันอีกแล้วแต่ความฝันนี้มันช่างยาวนาน
“สระบัวเริ่มบานแล้ว ไม่นานคงบานสะพรั่งทั้งสระ”หญิงสาวในชุดสีขาวทับด้วยชุดคลุมสีเขียว นางนั่งอยู่ที่สะพานทอดข้ามสระบัวบนไหล่มีนกเย่ยิงที่ตักมีตะกร้าสานที่ในนั้นมีงูสีดำนอนขดอยู่
ภาพต่างๆไหลเข้ามายาวนานเหมือนเป็นร้อยปี หลายเหตุการณ์ เยอะจนรับรู้ได้ว่านี้ไม่ใช่ฝัน
“เสี่ยวหรง?” หญิงสาวเอ่ยกับชายหนุ่มชุดสีแดงปลายชุดถูกผูกไว้ติดกันที่จะหมายถึงครองรักไม่แยกจากกันนิรันดร์ รอบตัวตกแต่งอักษรมงคล
นี่ไม่ใช่ความฝันหากแต่เป็นอดีตชาติของใครคนหนึ่ง คนที่จิ้งจอกน้อยรู้จักมานานจากบันทึกบัดนี้กลายมาเป็นอดีตชาติของนาง
“เริ่มการประหารได้” หญิงสาวคนเดิมยืนอยู่บนแท่นประหารหลังเสียงทุ้มสั่งการกระบี่เซียนเก้าเล่มก็ทะลุผ่านร่างภาพตรงหน้าที่แสนยาวนานดับวูบ
ร่างหญิงสาวที่นอนอยู่ริมธารสะดุ้งตื่นยกมือขึ้นคลำเนื้อตัวจุดที่กระบี่แทงทะลุผ่านเข้าไป แต่ไม่พบร่องรอยใดๆไม่มีแม้แต่รอยเลือดด้วยซ้ำ
“ข้าๆ” นางไม่ได้รอดตาย นางตายไปแล้ว และมาเกิดใหม่แล้วต่างหาก“ข้าคือลู่อิงหมิง”
แต่นางไม่ใช่เซียนชายขอบอีกต่อไปนางเป็นปีศาจจิ้งจอกไปเสียแล้วในนิยายเคยมีกล่าวถึงแต่ไม่เคยมีตัวละครปีศาจจิ้งจอกออกมามีบทบาทแล้วทำไมนางถึงได้มารับบทเป็นจิ้งจอกได้ล่ะ
ลู่อิงหมิงกลับคืนร่างจิ้งจอกอีกครั้งบัดนี้หางของนางเหลือสองหางอีกครั้ง เจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นมันกัดหางของนางขาดไปเท่ากับพลังของตนเองก็น้อยลงไปอีกครั้ง กว่าจะได้มาสามหางก็ยากทำไมถึงหายไปง่ายๆแบบนี้ แต่พอคิดไปถึงวิธีการชิงปราณมาเป็นพลังตัวเองก็เริ่มขัดเขินถ้าตอนนี้นางอยู่ในร่างมนุษย์คงตัวแดงไปทั้งตัว
‘เป็นเซียนชายขอบจะดีกว่าหรือไม่นะ’ นางเริ่มคิดเพราะถ้าจะเพิ่มหางนางก็ต้องร่วมสัมพันธ์กับ.. ‘ไม่ๆ หยุดคิดได้แล้ว’
เมื่อตั้งสติได้ลู่อิงหมิงก็กลับร่างมาเป็นมนุษย์อีกครั้งแล้วเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมแต่ระวังตัวมากขึ้น นางไม่อยากเจอเจ้าสัตว์ขนรุงรังตัวนั้นอีกและที่ต้องกลับไปก็เพราะจอมมารคนนั้น อยู่ในร่างเด็กอีกแล้วสิเนี่ย
ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดตัวติดกันมาหลายวันแต่สำหรับลู่อิงหมิงเหมือนแสนนานนางไม่คิดว่าจะได้เจอสวีจ้าวหรงอีกแล้วตั้งแต่วันที่ถูกลงโทษประหาร
ลู่อิงหมิงเดินเท้ากลับมาถึงหน้าถ้ำจนได้ชะง่อนผาที่ถูกถล่มลงมาทับยังอยู่ที่เดิม เด็กน้อยด้านในคงไม่มีแรงมากพอดันมันออกถ้าเป็นสวีจ้าวหรงคนปัจจุบันกะพริบตาหินพวกนี้คงแหลกสลายแล้ว
เวลานี้ถึงแม้นางจะเป็นปีศาจจิ้งจอกแต่พลังก็ยังมีไม่มากให้ทำลายทิ้งคงไม่ไหวแต่ให้ดันทิ้งน่าจะพอไหวลู่อิงหมิงตอนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องโคจรพลังอีกแล้วเคยเป็นเซียนมาเกือบร้อยปีแค่นี้สบายๆ
โครม
เสียงหินก้อนใหญ่ถูกดันตกลงไปที่พื้นฝุ่นตลบอบอวลหน้าถ้ำจนมองไม่เห็นสิ่งใด
“ท่านจอมมาร” นางเอ่ยเรียกคนด้านใน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาลู่อิงหมิงรอจนฝุ่นเริ่มจางแล้วเดินเข้าไปด้านใน
พอเดินเข้ามาก็ไม่พบใครแต่นางดันเด็กคนนั้นเข้าไปแล้วนี่หรือว่าเขาจะไม่รออยู่ด้านหน้าถ้ำแล้ว “เฮ้อจะเดินหายไปไหนอีกนะ” นางจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในถ้ำเดินไปก็เรียกอีกฝ่ายไปด้วย
ลู่อิงหมิงเดินเข้ามาได้พักไม่ถึงก้านธูปก็ได้ยินเสียงจากด้านในดังออกมาเป็นเสียงคนเดิน“ท่านจอมมาร?”
“อือ ข้าเอง” เสียงของเด็กน้อยตอบกลับหญิงสาวหยุดฝีเท้ารอจนอีกฝ่ายเดินออกมาถึงจุดที่ตนยืนอยู่ “เก่งนี่คิดว่าเจ้าจะไม่รอดแล้ว”
“เช่นกัน ข้าก็คิดว่าจะไม่ได้เจอกันแล้ว” อดไม่ได้ที่จะคว้าร่างเด็กน้อยมากอดเอาไว้จนแน่นสำหรับลู่อิงหมิงมันคือการแยกกันตั้งแต่บนเขาจั๋วเหลียงสำนักเหนิงซือ
“...”ผู้เป็นจอมมารนิ่งไป ไม่คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายคว้าไปกอดแต่อย่างไรเขาก็ปล่อยให้หญิงสาวกอดจนพอแล้วแล้วปล่อยออก
“เดินทางกันต่อเถอะ”