หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 คนป่าเถื่อน

            เล่มที่ 2 บทที่ 36 คนป่าเถื่อน

            เมื่อเห็นจื่อเตียวที่กลายเป็นแสงสีม่วงตัวนี้ในฝูงชนก็มีเสียงร้องตกใจดังขึ้นอีกครั้ง

            “สัตว์ร้ายขั้นหก จื่อเตียวทองคำ!”

            “จื่อเตียวทองคำกินเงินทองเป็นอาหารมิเพียงแต่ความเร็วสูงสุดขีด ทั้งยังมีฟันแหลมคมอย่างยิ่งกระทั่งทองคำก็ยังถูกมันกัดเป็นเสี่ยงๆ ได้ในคำเดียว ยิ่งมิต้องกล่าวถึงร่างกายคน”

            “สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือในฟันของจื่อเตียวทองคำยังมีพิษกนกซ่อนอยู่ด้วย เป็นพิษที่ไวต่อโลหิตมากแม้จะถูกกัดเป็นเพียงแผลถลอก พิษกนกก็สามารถไหลตามโลหิตเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วยากจะรักษาได้!”

            “ศิษย์สายนอกก็มีสัตว์ร้ายขั้นหกในครอบครองแล้วช่างน่าอิจฉาจริงๆ เพียงมีพี่ชายดีๆ สักคนก็แตกต่างเพียงนี้แล้วหรือ!”

            สัตว์ร้ายเองก็มีการแบ่งระดับสูงต่ำเช่นกันเพื่อให้สะดวกแก่การจำแนก นักพรตได้แบ่งระดับของสัตว์ร้ายออกเป็นเก้าขั้นเทียบเท่ากับระดับเบิกปราณเก้าขั้น

            สัตว์ร้ายขั้นหกเทียบเท่ากับนักพรตระดับเบิกปราณขั้นหก!

            ไม่ว่าจะเป็นศาสตราอาคมระดับสองหรือสัตว์ร้ายขั้นหก อย่าว่าแต่ศิษย์สายนอกเลย กระทั่งศิษย์สายในเองก็ยังยากที่จะมีสิ่งของระดับนี้ในครอบครองพร้อมกันได้

            เมื่อฟางยั่วหลินใช้โล่ป้องกันระดับสองคอยป้องกันตัวเองไว้อย่างแน่นหนาเช่นนี้นางก็แทบจะไร้ทางพ่ายแล้ว ครั้นนางใช้สัตว์ร้ายขั้นหกที่โดดเด่นเรื่องความเร็วเข้าโจมตีเจียงอวิ๋นอีกฝูงชนต่างก็จินตนาการออกได้แล้วว่า เกรงว่าการประลองครั้งนี้กำลังจะรู้ผลแล้ว!

            ทว่าในเวลานี้เองดวงตาเจียงอวิ๋นพลันเปล่งประกายอำมหิตออกมาแวบหนึ่งกลิ่นอายคาวเลือดอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกจากร่างกายเขาถาโถมไปทางจื่อเตียวทองคำที่กำลังพุ่งเข้ามาตรงๆ

            ขณะเดียวกัน เจียงอวิ๋นก็ชักนิ้วที่ถูกโล่เกล็ดทมิฬต้านทานไว้กลับไปทันทีจากนั้นก็เปลี่ยนจากดัชนีเป็นกำหมัด ชกเข้าใส่โล่เกล็ดทมิฬอย่างดุดัน!

            “เปรี้ยง!”

            “แกร็ก!”

            เกิดเสียงดังขึ้นติดต่อกันสองเสียง

            เสียงแรก คือเสียงปะทะกันระหว่างหมัดของเจียงอวิ๋นกับโล่เกล็ดทมิฬเสียงที่สอง เป็นเสียงที่เกิดขึ้นพร้อมรอยแตกร้าวขนาดใหญ่บนตัวโล่และเสียงที่สามก็ได้ดังขึ้นตามมาติดๆ!

            “เพล้ง!”

            ศาสตราอาคมระดับสองโล่เกล็ดทมิฬได้แตกหักออกเป็นสองท่อนจากรอยแตกร้าว ประกายแสงสีดำมอดดับ จากนั้นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นส่งผลให้ฟางยั่วหลินเผยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวออกมา

            ส่วนสัตว์ร้ายขั้นหกจื่อเตียวทองคำตัวนั้นก็ได้หมอบคลานอยู่แทบเท้าของเจียงอวิ๋นไปนานแล้ว มันหดตัวลงเป็นก้อน สั่นเทาอย่างรุนแรงไปทั้งตัว!

            ทั่วทั้งนิกายแสวงมรรคได้จมสู่ความเงียบงันอีกครั้ง!

            ผู้คนทั้งหมดต่างเบิกตาโตอ้าปากค้างมองทางโล่เกล็ดทมิฬที่หักเป็นสองท่อนบนพื้นและจื่อเตียวทองคำที่กำลังนอนหมอบตัวสั่นอยู่บนพื้นไม่กล้าเชื่อสายตาของตนอย่างสิ้นเชิง

            ใช้พลังกายเนื้อชกศาสตราอาคมระดับสองจนแหลกตรงๆเพียงถลึงตาใส่ก็ทำให้สัตว์ร้ายขั้นหกหวาดกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าโจมตีอีกนี่มันเรื่องอะไรกัน?

            ต้องรู้ว่าแม้แต่นักพรตระดับธรณีมงคลก็ไม่มีทางใช้เพียงพลังกายเนื้ออย่างเดียวในการทำลายศาสตราอาคมระดับสองจนแหลกได้ในครั้งเดียวยกเว้นแต่จะเป็นผู้บำเพ็ญกายโดยบริสุทธิ์

            ยิ่งมิต้องกล่าวถึงการใช้เพียงแววตาข่มขู่สัตว์ร้ายขั้นหกจนหวาดกลัวเลยแม้แต่ศิษย์สายในที่แท้จริงของยอดเขาร้อยสิงสาก็ยังไม่อาจทำได้เลย!

            ในตอนที่ฝูงชนต่างก็ตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกนั้นในแสวงมรรคห้ายอด พลันมีเสียงชายชราชุดน้ำเงินดังขึ้น “ศิษย์น้องซ่งเจ้าแน่ใจหรือว่าเมื่อครู่นี้เจ้าไม่ได้มองผิด? เด็กคนนี้กายมรรคไม่เปิด ไร้คุณสมบัติวิญญาณเพียงแค่มีเส้นลมปราณเล็กและบางกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อยเท่านั้นจริงๆ หรือ?”

            หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเสียงพูดที่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยถึงดังขึ้น “ศิษย์พี่หลานข้าเป็นถึงนักพรตระดับถ้ำสวรรค์ จะมองเรื่องแค่นี้ผิดไปได้อย่างไร?”

            “ศิษย์น้องอย่าถือสาข้ามิได้มีเจตนาจะสงสัยศิษย์น้องอยู่แล้วทว่าความเข็งแกร่งที่เด็กคนนี้เผยออกมาให้เห็นตอนนี้ ช่างผิดสามัญสำนึกมากจริงๆ”เสียงของชายชราชุดน้ำเงินหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอีกครั้ง “ศิษย์น้องว่านในฐานะที่เจ้าเป็นยอดเขาร้อยสิงสา เจ้าอธิบายเรื่องจื่อเตียวทองคำได้หรือไม่?”

            “เรื่องนี้ข้าอธิบายได้!” เสียงพูดหนาหนักพลันดังขึ้น“ตอนที่เจ้าหนูผู้นี้ถลึงตาเมื่อครู่นี้ สัตว์เลี้ยงของข้าบอกว่า บนตัวเขาได้มีกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมากลิ่นอายเช่นนี้พวกเราไม่อาจรับรู้ได้ ทว่าสัตว์ร้ายกลับอ่อนไหวสุดขีดซึ่งจะมีกลิ่นอายเช่นนี้ได้จากการสังหารสัตว์ร้ายจำนวนมหาศาลเท่านั้น!”

            ชายชราชุดน้ำเงินกล่าวด้วยความตกใจ “หรือก็คือ ก่อนที่เด็กคนนี้จะเข้าสู่นิกายแสวงมรรคเขาเคยสังหารสัตว์ร้ายจำนวนมหาศาลมาก่อนหรือ?”

            “ปฏิกิริยาของเขารวดเร็วยิ่งนักทั้งยังลงมือเด็ดขาดชัดเจน แม้วิธีการโจมตีจะเรียบง่ายป่าเถื่อนแต่กลับใช้ได้ผลเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่าเคยกรำศึกมาไม่น้อย ประสบการณ์ต่อสู้จริงเต็มเปี่ยมคิดว่าน่าจะประมาณนี้!”

            “สังหารสัตว์ร้ายจำนวนมหาศาล...”ชายชราชุดน้ำเงินพึมพำ ครู่ต่อมาถึงได้เอ่ยปากว่า“สถานที่ที่มีสัตว์ร้ายรวมตัวกันมากที่สุดในมลรัฐหนานซานมีเพียงภูเขาหนึ่งแสนไพศาล! ทว่าภูเขาหนึ่งแสนไพศาลนั่นเป็นถิ่นของเผ่าอสูร เป็นพื้นที่ต้องห้ามของเผ่ามนุษย์เรา เจียงอวิ๋นหรือว่าจะออกมาจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาล?”

            เมื่อพูดถึงช่วงสุดท้ายกระทั่งตัวตนระดับชายชราชุดน้ำเงินก็ยังมีน้ำเสียงตื่นตกใจเสี้ยวหนึ่งอย่างอดไม่ได้

            ภูเขาหนึ่งแสนไพศาลกระทั่งตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างพวกเขาก็ยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไปโดยประมาทดังนั้นพวกเขาจินตนาการไม่ออกอย่างสิ้นเชิงว่าหนุ่มน้อยเผ่ามนุษย์ที่มีคุณสมบัติดาษดื่นเช่นเจียงอวิ๋นจะมีชีวิตรอดอยู่ในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลได้อย่างไร?

            ทันใดนั้นพลันมีเสียงพูดอันสุขุมลุ่มลึกอีกเสียงดังขึ้นมา“ศิษย์น้องทั้งหลายคงจะคาดเดาถูกต้องแล้ว คงมีเพียงความเป็นไปได้เช่นนี้เท่านั้นจึงจะอธิบายได้ว่าเหตุใดเด็กคนนี้ถึงมีพละกำลังอันน่าเหลือเชื่อถึงเพียงนี้และยังสามารถข่มขู่สัตว์ร้ายได้ด้วย!”

            “เมื่อจบจากการทดสอบซ้ำแล้วรีบส่งคนไปตรวจสอบที่มาที่ไปของเด็กคนนี้อย่างละเอียดทันที หากเขามาจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาลจริงๆเช่นนั้นก็หมายความว่าเขาต้องมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าอสูรเป็นแน่ หรือบางทีอาจจะเป็นไส้ศึกที่เผ่าอสูรส่งมายังนิกายแสวงมรรคเราก็เป็นได้!”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้วกลุ่มคนก็ตกใจอย่างอดไม่ได้เพราะเสียงนี้เป็นเสียงของประมุขยอดเขาหลักยอดเขาวิถีกระบี่ไม่คิดว่าการประลองเล็กๆ ในครั้งนี้จะถึงกับดึงความสนใจของเขาได้

            แต่เมื่อพวกเขานึกถึงฐานะของฟางยั่วหลินแล้วพอจะเข้าใจได้อย่างไรเสียฟางอวี่เซวียนก็เป็นลูกศิษย์ที่ประมุขยอดเขาวิถีกระบี่รักและเอ็นดูมากที่สุดดังนั้นเขาย่อมต้องให้ความสนใจต่อฟางยั่วหลินอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

            แต่คำพูดสุดท้ายของประมุขยอดเขาวิถีกระบี่กลับทำให้พวกเขาเกิดความระแวงขึ้น

            เผ่ามนุษย์กับเผ่าอสูรเป็นดั่งไฟกับน้ำที่ต่อสู้แย่งชิงกันมาโดยตลอดไม่เคยหยุดเรื่องที่เผ่าอสูรซื้อตัวมนุษย์ให้มนุษย์แฝงตัวเข้าไปเป็นไส้ศึกในนิกายมรรคของเผ่ามนุษย์มันก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วหลายครั้ง

            แน่นอนว่าในเมื่อเผ่าอสูรซื้อตัวเผ่ามนุษย์ได้เผ่ามนุษย์เองก็ซื้อตัวเผ่าอสูรได้เช่นกัน

            แต่ไม่ว่าจะเป็นเผ่าใด กับผู้ที่เป็นไส้ศึกเช่นนี้ทันทีที่พบเจอ ประหารทุกประการ

            “เข้าใจแล้ว ศิษย์พี่!” ชายชราชุดน้ำเงินพยักหน้ารับแต่ก็ยังเอ่ยถามอย่างเสียดายว่า “ทว่า หากไม่มองเรื่องที่เด็กคนนี้มาจากที่ใดละก็ด้วยความแข็งแกร่งที่เขาเผยออกมาให้เห็นตอนนี้ เขาไม่มีค่าให้บ่มเพาะเลยจริงๆ หรือ?”

            เสียงพูดอันสุขุมลุ่มลึกกล่าวอย่างเฉยชา“พละกำลังมากหน่อย ข่มขู่สัตว์ร้ายได้สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ทักษะของคนป่าเถื่อนเท่านั้น! เส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคให้ความสำคัญกับคุณสมบัติมากที่สุด หากไร้ซึ่งคุณสมบัติ ทุกอย่างล้วนไร้ความหมาย!”

            เห็นได้ชัดว่าประมุขยอดเขาวิถีกระบี่ผู้นี้ค่อนข้างไม่ถูกใจเจียงอวิ๋นเลย

            ชายชราชุดน้ำเงินจึงถอนหายใจเบาๆ อย่างอดไม่ได้“เสียดายแทนเด็กคนนี้จริงๆ หากมิใช่เพราะคุณสมบัติแย่เกินไปละก็ข้าก็รู้สึกอยากรับเขาเป็นศิษย์อยู่เหมือนกัน! แต่ว่า ศิษย์น้องว่านในเมื่อเขามีความสามารถในการข่มขู่สัตว์ร้ายให้เข้าร่วมกับเจ้ามิใช่ว่าเหมาะสมพอดีหรือ?”

            เสียงพูดอันหนาหนักดังขึ้นอีกครั้ง“ศิษย์พี่หลานล้อเล่นแล้ว เด็กคนนี้เข้าร่วมกับยอดเขาใดก็ได้แต่มีเพียงยอดเขาร้อยสิงสาเราที่เข้าไม่ได้เด็ดขาดเมื่อครู่นี้ศิษย์น้องซ่งก็บอกแล้วว่า เด็กคนนี้ไร้ซึ่งคุณสมบัติวิญญาณทว่าวิถีแห่งการฝึกสัตว์ ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติวิญญาณมากที่สุดมิใช่ความสามารถในการข่มขู่สัตว์ร้าย!”

            ชายชราชุดน้ำเงินกล่าวอย่างช่วยไม่ได้“ถูกของเจ้าแล้ว เช่นนั้นก็รอดูก่อนแล้วกัน!”

            เสียงพูดหล่านี้ค่อยๆ เงียบลงอีกครั้งและบนลานกว้าง เมื่อเกราะเกล็ดทมิฬพังเสียหายและจื่อเตียวทองคำยอมสยบเจียงอวิ๋นก็ได้ชี้นิ้วจ่อไปที่ลำคอของฟางยั่วหลินอีกครั้ง

            ฟางยั่วหลินหน้าซีดเผือดทว่านางก็ยังไม่ตื่นตระหนกลนลานมากเกินไป ต่อจากนั้นก็เห็นว่านางกัดฟันบนมือขวาที่ว่างอยู่ได้มีแผ่นยันต์สีเหลืองสว่างปรากฏขึ้นอีกแผ่น จากนั้นก็โยนไปทางตันเถียนของเจียงอวิ๋น