ตอนที่ 42 เก็บกวาด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เซียนกระบี่
นามนี้ไม่ใช่ชื่อของเซียนผู้ใช้กระบี่ แต่เป็นผู้ที่ฝึกฝนกระบี่จนกลายเป็นเซียน
การฝึกฝนของพวกเขาอยู่เหนือขอบเขตของการบ่มเพาะทั่วไป
ลูกรักของสวรรค์บางคนเกิดมาด้วยกายเซียน แม้พวกเขาไม่ได้ฝึกฝนวิถีบ่มเพาะใดๆ แต่มุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางกระบี่ พวกเขาก็สามารถเป็นเซียนกระบี่ได้เช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้บ่มเพาะพลังก็ตาม
ตำนานหนึ่งเคยเล่าว่ามนุษย์ธรรมดาสามารถสำเร็จเป็นเซียนกระบี่โดยไม่ได้บ่มเพาะพลัง ท้ายที่สุดแล้วเขาสามารถเข้าถึงวิถีกระบี่ที่สิบสามได้ จนร่างคนธรรมดาของเขาไม่อาจทนรับได้ไหวจึงแตกสลายไป แต่ทว่าวิญญาณของเขากลับกลายเป็นวิญญาณของเซียนไปแล้ว
แม้ร่างกายจะสลายก็ไม่นับว่าตายได้
ด้วยเหตุนี้เซียนกระบี่จึงอยู่ในฐานะที่แตกต่างจากเซียนทั่วไป
พลังของพวกเขาคือของจริง ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับขั้นพลังการบ่มเพาะ
การที่เฟิร์สสามารถสำเร็จวิถีกระบี่ขั้นที่หนึ่งได้ แม้พลังบ่มเพาะของเขาจะยังคงเป็นเพียงดาราขาวสามแฉก แต่ผู้บ่มเพาะดาราขาวทั้งเก้าระดับก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่แล้ว
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้มีกายเซียนมาตั้งแต่กำเนิด เขาจึงต้องบ่มเพาะกายที่แข็งแกร่งนั้นขึ้นมาเอง
โจรกลุ่มนี้เป็นผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ พวกเขากล้าที่จะบุกบ้านของว่าที่เซียนกระบี่ ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นภาพที่เห็น
ความเร็วของผู้เข้าสู่วิถีกระบี่ไม่ใช่อะไรที่เวเนเตอร์ดาราขาวจะตามได้ทันที
เฟิร์สที่มีขั้นกระบี่คนกับกระบี่รวมเป็นหนึ่ง สามารถบังคับควบคุมกระบี่ร้อยอสูรได้ดั่งใจ กระทั่งสามารถบังคับกระบี่บินในระยะสิบเมตรรอบตัวได้อีกด้วย
ในตอนที่สองโจรที่ดูต้นทางเข้ามา เฟิร์สกลับหาสนใจพวกเขาไม่ ร่างของเขาพุ่งไปหาหัวหน้าโจรแทน
แต่กระบี่ร้อยอสูรของเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น มันถูกบังคับให้บินเคลื่อนไหวเข้าสังหารชายทั้งสองที่พึ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเด็กหนุ่มเข้าถึงตัวผู้เป็นหัวหน้าโจร กระบี่ร้อยอสูรก็พุ่งกลับมาอยู่ในมือและจ้วงแทงหัวหน้าโจรจากด้านหลัง โดยที่เจ้าตัวไม่ทันจะได้ตอบโต้เลยด้วยซ้ำ
เฟิร์สสังหารคนทั้งห้าด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบเยือกเย็น
จริงอยู่ที่ในโลกนี้ นี่คือการฆ่าคนครั้งแรกของเขา แต่ในอีกโลกหนึ่งมือของเขานั้นเปื้อนเลือดมานับไม่ถ้วน การสังหารคนทั้งห้าจึงไม่ได้ทำให้อารมณ์ของเขารู้สึกกระทบเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาอันเรียบสงบกวาดมองโลหิตที่สาดกระจายไปทั่วแล้วส่ายศีรษะไปมา
“ช่างยุ่งยากเสียจริง ไม่ว่าเป็นที่ไหนก็มักจะมีตัวปัญหาเหล่านี้เสมอ”
เขานั้นต้องการความสงบ หาคนเหล่านี้ไม่หาเรื่องใส่ตัว พวกเขาคงจะไม่ต้องตาย
อีกอย่างเขาไม่ต้องการให้เรื่องพลังรบของตนเองถูกแพร่งพรายออกไป หากเขายังไม่สามารถบรรลุขั้นพลังบ่มเพาะดาราแดง หรือเข้าสู่วิถีกระบี่ที่สองได้ เขาก็ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความสามารถของตนเอง
เรื่องของการบ่มเพาะนั้นไม่สามารถรีบร้อนได้ นี่ไม่ใช่เกมส์หรือนิยายที่จะทำมันได้อย่างปุบปับ ดังนั้นเฟิร์สจึงต้องทำทุกอย่างอย่างรอบคอบและใจเย็น
“ต้องกำจัดศพกับคราบเลือดเหล่านี้ก่อนสินะ” เด็กหนุ่มมองซากศพและคราบเลือดที่สาดกระจายไปทั่วอย่างเป็นปัญหา
เขาหยุดคิดชั่วครู่ ก่อนจะลงมือทำบางสิ่ง
หากเป็นเมื่อก่อนเขาย่อมไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้แน่ เพราะร่องรอยคราบเลือดที่เด่นชัดเกินไป การฆ่าคนของเขาจะต้องถูกพบโดยเร็วอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้นั้นไม่เหมือนกัน เฟิร์สเก็บกระบี่ร้อยอสูรที่ลิงโลดหลังจากได้ดื่มเลือดไว้ในแหวนมิติเก็บของ เขาใช้สองมือทำมุทรา แล้วสร้างวงแหวนอักขระวงหนึ่งขึ้นมา
วงแหวนนั้นเปล่งแสงสีฟ้าและลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
“รวม!”
ตอนนั้นเองวงแหวนอักขระที่ถูกกระตุ้นก็ถูกขับเคลื่อนโคจรจนอากาศรอบด้านถูกหมุนจนกลายเป็นวังวน ดูดสิ่งที่เฟิร์สได้ทำการระบุไว้เข้าไป
นั่นก็คือเลือดเนื้อของกลุ่มโจรนั่นเอง
การใช้วงแหวนอักขระสามารถตั้งกฎเกณฑ์ให้กับมันได้ หากผู้สร้างมีศักยภาพมากพอ ซึ่งเฟิร์สเป็นผู้มีคุณสมบัตินั้น
เขาได้ระบุเลือดเนื้อที่อยู่บริเวณรัศมีนี้ให้มารวมกันที่วงแหวนอักขระ
ด้วยความสามารถของวงแหวนอักขระมันน่าอัศจรรย์ยิ่ง เลือดเนื้อทั้งหมดถูกดึงดูดให้มาหลอมรวมกัน แม้แต่คราบเลือดที่เลอะบนพื้นยังหลุดลอกออกมา
วิธีการนี้เฟิร์สใช้มันเหมือนกับเวทย์ทำความสะอาด ซึ่งในอีกโลกหนึ่งเขาสามารถใช้เวทย์นี้ทำความสะอาดร่างกายหรือเสื้อผ้าได้ เหล่าจอมเวทย์จึงไม่ได้ดูสกปรกแม้พวกเขาจะเดินทางในป่าลึกหรือทะเลทรายเป็นเวลานาน
เพียงแต่วงแหวนอักขระของเฟิร์สนั้นมีอานุภาพที่กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างมาก
เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ สวนหลังบ้านของเฟิร์สก็ปราศจากซึ่งคราบเลือดและเศษเนื้อ เห็นจะลงเหลือแค่ร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อยที่แทบจะสังเกตไม่เห็น
เฟิร์สทำมุทราใส่วงแหวนอักขระอีกครั้งหนึ่ง เลือดเนื้อเหล่านั้นก็ถูกกลั่นหลอมแปรจนกลายเป็นผลึกโลหิตก้อนหนึ่ง
เขาคว้ามันมาไว้ในมือแล้วใส่ลงในแหวนมิติเก็บของของตัวเอง
“ผลึกโลหิตนี้ยังมีพลังชีวิตที่ไม่สูญสลายไป ไม่แน่ว่าโอกาสข้างหน้าฉันอาจจะได้ใช้มัน” เด็กหนุ่มเอ่ยพึมพำ ก่อนจะกวาดสัมผัสออกไปรอบๆ รอบหนึ่งแล้วค่อยปลดม่านพลังให้สลายไป
ค่ำคืนกลับมาสงบเงียบอีกครั้ง
เฟิร์สทะยานออกไปสำรวจรอบๆ อีกหนึ่งรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีพวกโจรคนอื่นอยู่แถวนี้อีก
ไม่นานเขาก็มาปรากฏตัวในบ้านของตัวเอง
เด็กหนุ่มเดินไปเช็คพ่อของเขาจนแน่ใจว่าไม่เป็นอันตราย จากนั้นก็เตรียมตัวเข้านอน เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
“เห็นทีว่าพรุ่งนี้ก่อนที่ฉันจะออกไปปลีกวิเวกบ่มเพาะ ฉันควรวางค่ายกลตรวจสอบที่บ้านเอาไว้ โชคดีที่ถ้ำกระบี่อยู่ไม่ไกล หากเกิดอะไรขึ้น ฉันแน่ใจว่าตัวเองสามารถกลับมาที่นี่ได้ทันแน่นอน” เฟิร์สวางแผนคร่าวๆ เอาไว้ อย่างไรก็ตามเขานั้นยังเป็นห่วงพ่อของเขาอยู่
แต่ด้วยพลังรบของเขาในตอนนี้ เฟิร์สแน่ใจว่าเขาสามารถปกป้องครอบครัวของเขาได้อย่างแน่นอน
ในวันรุ่งขึ้น สองพ่อลูกยังใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม
“เฟิร์สวันนี้ลูกจะออกไปบ่มเพาะแล้วใช่ไหม รักษาตัวด้วยล่ะ ถ้ามีอะไรให้รีบกลับบ้านทันที”
“คร๊าบพ่อ” เด็กหนุ่มตอบรับอย่างทะเล้น
คุณหมอสมคิดมองลูกชายแล้วถอนหายใจออกมา
“เอาล่ะๆ พ่อไปทำงานแล้ว”
คนเป็นพ่อกล่าวก่อนจะปลีกตัวออกไปจากโต๊ะอาหาร เขาจัดเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่อยู่หน้ากระจกครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระเป๋าทำงานแล้วออกไป
“ขับรถดีๆ นะพ่อ” เฟิร์สตะโกนไล่หลัง จากนั้นสายตาของเขาก็หันมาจับจ้องที่หน้าจอทีวี
แม้ในยุคนี้ผู้คนจะดูโทรทัศน์น้อยลงมาก แต่ก็ยังมีช่องรายการต่างๆ ออกอากาศอยู่
เฟิร์สชมข่าวที่ออกอากาศอยู่ตรงหน้าอย่างสนใจ
“หลังจากที่อบิสแห่งนี้ปรากฏขึ้นมาในเขตภาคใต้ รัฐบาลก็ประกาศให้พื้นที่แห่งนั้นเป็นเขตอันตรายขั้นสูงสุด ในที่สุดแคลนบัญชาฟ้าก็ออกมาจากอบิสระดับสีน้ำเงินมาแล้วค่ะ นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถเคลียร์อบิสแห่งนี้สำเร็จ สมแล้วที่เป็นแคลนอันดับหนึ่งของประเทศ ...”
แล้วภาพก็ตัดมาทางสถานการณ์ภาคสนาม นักข่าวที่เป็นเวเนเตอร์รออยู่หน้าอบิสที่แผ่พลังสีน้ำเงินโพยพุ่งออกมาราวกับภาพของแสงเหนือ
นักข่าวเวเนเตอร์หลายสำนักรวมตัวกันอยู่ที่นั่น
ไม่นานชายผู้มีร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ด้วยผิวสีแทนทำให้เขาดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม เขาก้าวเดินออกมากับคนกลุ่มหนึ่งที่ดูแล้วแต่ละคนล้วนมีพลังรบที่ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
เฟิร์สหรี่ดวงตาลงและคาดคะเนในใจ
‘ดูเหมือนว่าฉันในตอนนี้จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่คนเดียว’
เสียงกลุ่มนักข่าวเอ่ยปากถามขึ้น เมื่อพวกเขารู้ว่าชายคนนี้มาเพื่อให้สัมภาษณ์
“คุณบัญชาเมฆคะ ไม่ทราบว่าการปฏิบัติภารกิจอบิสระดับสีน้ำเงินครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้วรึงยัง? มันเป็นไปด้วยดีใช่ไหมคะ?” นักข่าวสาวคนหนึ่งถาม
ชายผู้มีผิวสีแทนและมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ คนนี้แท้ที่จริงแล้วก็คือ “บัญชาเมฆ” เวเนเตอร์อันดับหนึ่งของประเทศไทย และเป็นเวเนเตอร์ที่ถูกจัดอันดับเป็นที่เก้าสิบห้าของโลก
บัญชาเมฆ เวเนเตอร์ระดับโลก