อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

เจรจา

ความเงียบงันบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา  ฉากการทำลายล้างอันน่าตื่นตะลึง ทำให้มู่เชียนที่ผ่านการสู้รบอย่างยากลำบากมาทั้งวัน ได้แต่มองตาค้าง ..


ระดับกึ่งเทพยุทธ์นั้น ไม่ต่างจากราชาแห่งปราณธาตุ   ผู้ฝึกตนสามารถทำให้ปราณไร้เจ้าของทั้งมวลศิโรราบ ทั้งยังสามารถควบคุมปราณในร่างของสิ่งมีชีวิตอื่นได้อีกด้วย  


มิน่าเล่าแต่ก่อนเสี่ยวจิ้งเคยบอกนาง  เหล่าเทพอสูรจิตวิญญาณแห่งปราณธาตุทั้งเจ็ด อดีตก็ล้วนอยู่ในระดับกึ่งเทพยุทธ์ทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เยว่เทียนหงจะสามารถควบคุมปราณธาตุมืดได้อย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจนัก


ที่นางสะเทือนใจที่สุดก็คือความแตกต่างของพละกำลังระหว่างนางกับเขาต่างหาก…   มู่เชียนคิดว่านางควรจะต้องเร่งฝึกปรือฝีมือขึ้นโดยเร็วก่อนที่เขาจะเก่งไปกว่านี้  หาไม่วันหน้าหากปราณมืดในร่างเขาอาละวาดขึ้นมา นางอาจไม่สามารถช่วยเขาสะกดปราณธาตุมหาศาลอันบ้าคลั่งลงได้


มู่เชียนเพิ่งคิดถึงประเด็นนี้ ฉับพลันร่างกายของชายหนุ่มด้านหลังก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง หญิงสาวรู้สึกตัวก็รีบหันไปหา เมื่อเห็นดวงตาสีดำสนิทวูบวาบแดงฉาน อีกทั้งปราณมืดที่ล้นทะลักแล่นเปรี๊ยะออกจากร่างเขาอีกครั้งอย่างมิอาจควบคุมได้ก็รีบดึงมือของเขามากุมไว้ ก่อนจะถ่ายปราณอี้เจ๋อของตนเองลงไปอย่างรวดเร็ว



“เทียนหง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ เมื่อรับได้ถึงมือแกร่งที่สั่นสะท้านอยู่ในมือของนาง  จึงรีบส่งปราณสีทองเข้าไปอีกระลอกใหญ่ เพื่อให้ร่างสูงสามารถควบคุมปราณธาตุรุนแรงในร่างลงให้ได้โดยเร็ว 


“ข้าไม่เป็นไร..” เสียงทุ้มฟังแล้วแหบพร่ากว่าปกติเล็กน้อย  ชายหนุ่มหลับตาลงหมายจะรวบรวมสติ  มือหนาบีบกระชับมือเล็กของนางแน่นขึ้นก่อนหยุดนิ่งนาน  เยว่เทียนหงอาศัยปราณอันอบอุ่นที่แล่นผ่านเข้ามาในร่าง เพื่อช่วยให้ความบ้าคลั่งของตนสงบลง   


ผ่านไปครู่เดียวเท่านั้น รอบกายของเขาก็ไม่ปรากฏปราณที่ล้นออกมาแล้ว ร่างสูงลืมตาขึ้น ดวงตาสีเทาเกือบดำคู่นั้นแม้จะเข้มกว่าปกติอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีสีแดงวูบวาบอีกแล้ว


“ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ ?”


“อืมม..”  เสียงทุ้มขานรับในลำคอหนึ่งครั้ง  ทั้งที่รอบด้านเต็มไปด้วยโลหิตมาร ทว่าปราณบ้าคลั่งของเขากลับสามารถควบคุมได้เร็วกว่าครั้งก่อนมาก เยว่เทียนมองดวงหน้าเล็กที่ยังคงขมวดคิ้วจนยับย่นแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ


“วางใจเถิด  ร่วมเตียงกับเจ้ามาหลายเดือนย่อมมีประโยชน์อยู่บ้าง..!”


มู่เชียนชะงักค้าง ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงฉานด้วยความเขินอายอย่างมาก มู่เชียนนึกยินดีอยู่ในใจที่รอบเกาะยามนี้มีพวกเขาสองคนเท่านั้น  จึงไม่มีใครได้ยินประโยคที่ตีความได้ลึกซึ้งกว่าความจริงเช่นนั้น 


เห็นอาการของเขาสงบลงแน่นอนแล้ว มู่เชียนจึงหันมองรอบด้าน แม้ไร้สัตว์อสูรแล้ว ทว่าทะเลโลหิตยังคงอยู่ตรงนั้น น่าแปลกที่ทะเลสีดำดูเงียบสงบอย่างน่าประหลาด  แม้แต่อสรพิษโลหิตตัวเล็กตัวใหญ่หลายตัวนั้นก็ล้วนหายไปจนหมดสิ้น


“งู..พวกนั้นหายไปไหน” เสียงใสเอ่ยถาม แน่นอนนางไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบง่ายๆเช่นนั้น เหตุเพราะทะเลโลหิตยังคงขดพันรอบร่างของเทพอสูรลำดับสี่นิ่งอย่างไม่ยอมปล่อยไป 


เยว่เทียนหงหรี่ตามองไปรอบด้าน  จากนั้นราวกับรับรู้ถึงอะไรบางอย่างใบหน้าหล่อเหลาชะงักค้าง ก่อนจะเหลือบสายตาแข็งกร้าวขึ้นมองจุดหนึ่งบนก้อนเมฆสีดำนั้นอย่างรวดเร็ว


“ออกมา !!” เสียงทุ้มเย็นเยียบเอ่ยธรรมดา ทว่ากลับส่งผลถึงกระแสลมโดยรอบ พวกมันพัดผ่านรอบกายของพวกเขาก่อนจะเลยออกไปถึงผืนทะเลโลหิตสีดำทมิฬที่อยู่ใกล้ๆ 


ริ้วเล็กๆค่อยๆก่อตัวขึ้นบนผิวทะเลโลหิตมาร ก่อนจะทวีความรุนแรงขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นพายุวนโหมกระหน่ำ หมุนตัวขึ้นไปรวมอยู่บนท้องฟ้า  การเคลื่อนไหวของกระแสน้ำสีดำนั้นยิ่งนานก็ยิ่งเร็ว ยิ่งหมุนแรงขึ้นอย่างมาก  


ไม่นานมู่เชียนก็สังเกตุเห็นว่าโลหิตสีดำจำนวนมหาศาลที่รายล้อมเกาะค่อยๆลดลงอย่างช้าๆ จนเกือบจะเหือดแห้งไป 


บนท้องฟ้านั้นพวกมันทั้งหมดกำลังพุ่งเข้าหาวัตถุทรงกลมปริศนาชิ้นหนึ่ง  …วงกลมสีดำสนิทนั้นขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เพียงเท่ากับปลาวาฬตัวย่อมๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันกลับสามารถดูดเอาทะเลโลหิตรายล้อมอยู่รอบเกาะฉีหลินไปได้จนหมดสิ้น !!


 

ฟึ่บ… 


หลังโลหิตหยดสุดท้ายไหลเข้าสู่วงกลมนั้น รอบด้านก็บังเกิดความเงียบสงัด  เกาะกลางทะเลกว้างไร้สีสัน ไร้เสียงคลื่น ไร้แม้เสียงลมพัด  ทุกสรรพสิ่งพลันเงียบงัน หากหลับตาลงฟังนั้น คงไม่ต่างจากพวกเขาถูกกักขังอยู่ในห้องเล็กๆอันว่างเปล่า 



เยว่เทียนหงจับมือของมู่เชียนไว้ก่อนจะดึงไปด้านหลังอย่างระแวดระวัง  …. ทันใดนั้นวงกลมสีดำสนิทก็กระพริบวาบก่อนจะเปิดออกตามแนวขวาง ดวงสีดำพาดแดงปรากฏขึ้นอีกครั้งต่อหน้าต่อตาพวกเขา การปรากฏตัวของมันเงียบสงัดเช่นทุกครั้ง ทว่าคราวนี้รูปลักษณ์ของมันชัดเจนกว่าเดิมมาก


‘หึหึ…..  ผิดคาดจริงๆ  ไม่นึกว่าอยู่ท่ามกลางทะเลโลหิตมารเจ้ายังทนได้’ 


เสียงแสบระคายหูที่ก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้า ช่างเป็นเสียงอันแปลกประหลาดที่สุดที่เคยได้ยิน   ราวกับว่ามันเกิดขึ้นจากการประสานเสียงของมนุษย์และปีศาจต่างเพศต่างวัยนับร้อยนับพันร่าง ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนเองกำลังสั่นพ้องตามเสียงนั้นอย่างน่าขนลุก


มู่เชียนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่จิตวิญญาณ  ทันใดนั้นหญิงสาวพลันหันมองเยว่เทียนหงด้วยความกังวลอย่างมาก แม้แต่วิญญาณของนางยังได้รับผลกระทบจากเสียงนั้น แล้วเขาที่มีปราณมืดไหลเวียนอยู่ในร่างเล่า จะต้องได้รับอิทธิพลเพียงใด


คิดไม่ถึงเยว่เทียนหงยังคงท่าทีสงบนิ่งไว้ได้ ดวงตาสีดำลึกล้ำราวกับลูกแก้วใสนั้นไร้ซึ่งประกายสีแดงของปีศาจร้าย ทำให้มู่เชียนโล่งใจขึ้นมาก 


นางไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงกว่าสิบปีที่ผ่านมา เสียงปีศาจนี้เคยล่อลวงเขามาแล้วกี่ครั้ง แรงต้านทานในดวงวิญญาณของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก


“มารรัตติกาล.. มาถึงนี่เลยหรือ ?” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายก่อนจะคลี่ยิ้มร้ายกาจ   ปราณธาตุมืดบริสุทธิ์ถูกเขาปล่อยออกมาจากร่างเช่นกัน ..สายฟ้าสีดำแล่นครืนครานไปทั่วท้องทะเลกว้าง  นี่อาจเป็นศึกครั้งแรกระหว่างปราณธาตุมืดและปราณรัตติกาลก็เป็นได้ 


เยว่เทียนหงมิได้เกรงกลัวดวงตาประหลาดคู่นั้น ขอเพียงร่างของมันอยู่นอกกระจกเขาก็สามารถจัดการมันได้…  แม้จะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่การสังหารมันอย่างแท้จริงก็ตาม !


กระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเขา กระบี่ระดับเทพเล่มนี้คืออาวุธประจำตัวที่แท้จริงของราชาแห่งต้าเยว่…. ‘สายฟ้าดำ’ 


มู่เชียนจ้องมองกระบี่ทรงอานุภาพเล่มนั้นนิ่ง … นางไม่เคยเห็นเขาใช้มาก่อน หากจะให้หาเหตุผลก็คงเพราะว่าด้วยความสามารถของเยว่เทียนหงแล้ว   เขาไม่เคยพบศึกที่ต้องใช้อาวุธเข้าช่วย !



ร่างสูงสง่าถือกระบี่นิ่ง ก่อนจะถ่ายเทปราณในร่างลงไป ทันใดนั้นสายฟ้าสีดำขนาดราวภูเขาลูกย่อมๆ ก็ฟาดลงมาใส่กระบี่ในมือของเขาอย่างรุนแรง 


เปรี้ยงงงง…. !!  


สายฟ้าเส้นยักษ์นั้นมิอาจทำอันตรายต่อร่างสูงและกระบี่ได้ นอกจากนั้นพวกมันถูกสูบเข้าไปในกระบี่เล่มนั้นจนหมดสิ้น  มู่เชียนมองเปลวเพลิงสีดำจางๆ ที่ลุกไหม้อยู่รอบกระบี่เล่มนั้นอย่างสนใจ


ครืนนนนน….  เสียงสายฟ้าแล่นครืนครานอยู่บนท้องฟ้า ยามนี้เยว่เทียนหงไม่ต่างจากราชาแห่งธาตุมืด  เพียงกระบี่ในมือฟาดฟันออกไป มันย่อมนำพาปราณธาตุมืดทั้งหมดในบริเวณนี้เข้าโจมตีเป้าหมายโดยพร้อมเพรียงกัน … ใต้หล้านี้ยังจะมีสิ่งใดต้านทานการโจมตีอันรุนแรงเยี่ยงนี้ได้อีก !! 


แน่นอนว่ามารรัตติกาลย่อมรู้ถึงความจริงข้อนี้ดี และมันก็มิได้ถ่อมาไกลถึงเพียงนี้เพื่อถูกเยว่เทียนหงฟาดทำลายในดาบเดียว


‘ใจเย็นก่อนสิเด็กน้อย… หึหึ…   ข้ามิได้มีเจตนาร้าย เพียงมาเพื่อต้องการเจรจาเท่านั้น’  คำพูดของมารรัตติกาลทำให้มู่เชียนชะงักงัน เยว่เทียนหงก็เช่นกัน คิ้วคมขมวดมุ่นอย่างไม่ไว้ในเจตนาชั่วร้ายที่พามันมาถึงที่นี่


“เจรจาอันใด ?” เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยถาม ทว่าเปลวเพลิงบนกระบี่ยังคงลุกไหม้  พร้อมจะฟาดฟันออกไปอยู่ตลอดเวลา


‘มู่เชียน…’ เจ้าของชื่อเบิกตากว้างด้วยถูกดวงตาปีศาจเอ่ยชื่อนางอย่างคาดไม่ถึง 


‘หากข้าตาย เขาก็ไม่อาจรอด เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ?’ 


ประโยคสะเทือนใจที่มาพร้อมกับกระแสอันล่อลวงจิตวิญญาณ สร้างระลอกคลื่นขนาดยักษ์ให้ตีวนในใจหญิงสาวอย่างรุนแรง


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ?” เสียงใสที่เอ่ยถามนั้นทั้งแข็งกร้าวและสั่นพร่า จนเยว่เทียนหงรู้สึกได้ มือแกร่งกระชับมือบางแน่นขึ้นไว้ ก่อนจะหรี่ตามองไปที่ดวงตาด้านบนด้วยความไม่พอใจ 


“อย่าไปฟังมัน..” เสียงทุ้มเอ่ยเตือนสตินาง ทว่ามารรัตติกาลย่อมรับรู้ถึงความหวั่นไหวของศัตรูอันดับหนึ่งของมันได้ 


หากจะเล่นงานศัตรูผู้แข็งแกร่งนางนี้ จุดอ่อนอันเปราะบางที่สุดในใจนางก็คือเรื่องที่ ‘นางรักเยว่เทียนหง !’


‘ฮ่าฮ่า… ยังจะไม่ฟังได้หรือไร..​ ? ความจริงที่ว่าหากข้าตายวิญญาณของเจ้าย่อมสลายไปด้วยนี้ เป็นสิ่งที่นางควรต้องรับรู้ไว้สิ !’ เสียงหัวเราะกึ่งเย้ยหยันกึ่งล่อลวงจากปีศาจร้าย สะเทือนไปยังประสาทสัมผัสทั้งห้าของพวกเขา 


‘มู่เชียน … พวกเจ้าอยากอยู่ด้วยกันใช่หรือไม่ ?  ให้เขายอมแบ่งร่างให้ข้าสิ…’ น้ำเสียงของมันเปลี่ยนไปเป็นแผ่วเบาพลิ้วไหว เชิญชวนให้คล้อยตามอย่างยิ่ง  


‘อนาคตเจ้าจะเป็นอมตะ เขาเองก็เช่นกัน พวกเจ้าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป.. ความฝืนทนอันใด.. ความเสียสละอันใด… ล้วนเป็นเพียงสิ่งเลื่อนลอยไร้สาระ… มีเพียงคนตรงหน้าที่เจ้าควรไขว่คว้าไว้…. หากสู้รบกันจริงเขาย่อมต้องตายตกไป… ไม่ต้องพูดถึงว่าเทพอสูรธาตุมืดอยู่กับข้า ความพยายามของพวกเจ้าสุดท้ายจะกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น’ 


ดวงตาหญิงสาวยามนี้เหม่อลอยแห้งผาก แน่นอนว่านางรู้ดีว่ามันมีเจตนาร้าย ทว่าการต่อสู้ของนางกับมารตนนี้… หากต้องแลกมาด้วยความตายของเขาจริง  นางยังคิดไม่ออกว่าสุดท้ายตนเองจะสามารถลงมือได้หรือไม่ ?

 

“หึ..​หากข้ายอมเป็นร่างมารก็เท่ากับถูกกลืนวิญญาณ.. เช่นนั้นจะต่างอะไรกับความตายเล่า” น้ำเสียงของเยว่เทียนหงเรียบเฉยอย่างยิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นหรือแม้แต่ความประหลาดใจใดๆทั้งนั้น…  ราวกับเขาทราบ และทำใจยอมรับความจริงข้อนี้มานานแสนนานแล้ว 


‘หึหึ… ข้าถึงได้มาที่นี่เพื่อเจรจากับพวกเจ้าอย่างไร..  ยามนี้ข้ายังแข็งแกร่งไม่มากมาก หากเจ้ายอมแบ่งร่างให้ข้า ไม่แน่ว่าเจ้าอาจสามารถคงสติที่เหลือไว้ได้’ ดวงตามารพยายามเอ่ยเชื้อเชิญด้วยข้อเสนออันเย้ายวนใจ


‘เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่านางสามารช่วยเจ้าควบคุมข้าได้… ขอเพียงเปิดใจให้ข้า อย่างน้อยก็ดีกว่าทางเลือกสุดท้าย ที่ต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอนใช่หรือไม่ ?’ มารร้ายเอ่ยด้วยสุ้มเสียงทอดอาลัยราวกับหวังดีเสียเต็มประดา 


เห็นจอมปีศาจมีท่าทางเสแสร้งเพียงนี้ มู่เชียนพลันเกิดความไม่เชื่อถือขึ้นมา   “ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ทำลายเจ้าแล้ว…. ข้าจะหาวิธีช่วยเขาไม่ได้ !” 


‘ฮ่าๆๆ  ธิดาเทพน้อยช่างไร้เดียงสา พันธะของวิญญาณไม่มีสิ่งใดคลี่คลายได้ทั้งนั้น เยว่เทียนหง…. เจ้าเองก็รู้ดี !’ 


มู่เชียนหันมองร่างสูงด้านข้างเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันของเขามีร่องรอยของความวิตกอยู่เบาบาง  หญิงสาวพลันจ้องเขาค้างราวกับไม่เชื่อสายตา  “เรื่องนี้จริงหรือ ?!” 


เยว่เทียนหงรับรู้ถึงความตกใจของร่างบางจึงหันมาหา รอยยิ้มร้ายกาจพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มปลอบประโลมทันตา.. ราวกับมีสองหน้าในร่างเดียว 


“หึหึ… เจ้าทำให้เชียนเชียนของข้ากลัวแล้ว…” เสียงทุ้มเรียบเรื่อยเอ่ยเบาสบาย คล้ายกำลังกล่าววาจากับสหาย  ทว่ามือแกร่งกลับสะบัดกระบี่ของตนออกไปบนท้องฟ้าอย่างแรง


“เปรี้ยงงงงงงงง …. !!”  


สายฟ้าสีดำขนาดยักษ์ นับพันหมื่นสายกรีดร้องยามแล่นผ่านอากาศ เพื่อตรงไปโจมตีทำลายดวงตาแปลกประหลาดดวงนั้นนั้นจนแหลกสลายไปจนสิ้น ก่อนจะกลายเป็นควันสีดำสนิทก้อนใหญ่ พุ่งวาบหายไปทางทิศเหนือ 


จุดหมายของมันจะเป็นที่ใดนั้น เยว่เทียนหงกลับไม่มีเวลาสนใจนัก  ด้วยร่างบางตรงหน้ากำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่สับสนและวุ่นวายใจคล้ายยังไม่ได้สติจากการล่อลวงของปีศาจร้าย เห็นเช่นนี้ร่างสูงทำได้เพียงดึงร่างสั่นเทาของมู่เชียนมากอดไว้ มือแกร่งลูบศีรษะเล็กเบาๆเพื่อปลอบประโลมและเรียกสติให้… 


“ไม่เป็นไร.. เชียนเชียน ไม่มีอะไรทั้งนั้น ข้าจะไม่มีอันตรายใดๆ พวกเราจะอยู่ด้วยกันเช่นนี้ตลอดไป ดีหรือไม่ ?”  เสียงทุ้มเอ่ยนิ่งๆ ทุกข้อความเพียงหวังให้หญิงสาวสามารถสงบสติอารมณ์ได้โดยเร็วเท่านั้น


น่าเสียดาย มู่เชียนมิได้สติหลุดเพียงเพราะน้ำเสียงมารรัตติกาล หญิงสาวอยู่ในโลกของผู้ฝึกตนมานานจึงเริ่มพอจะแยกแยะเรื่องจริงเรื่องเท็จออกได้  ‘พันธะวิญญาณนั้นไม่อาจยกเลิกได้’ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริงมิใช่หรือไร


“เทียนหง..  ” มู่เชียนเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยความรู้สึกสับสนลังเลใจ  มือบางกำอกเสื้อของเขาไว้มั่นราวกับกลัวร่างสูงตรงหน้าจะหายไป …. หากให้เขาตายนางก็ทำใจไม่ได้ แต่หากยอมให้เขาเป็นร่างมาร ต่อให้นางสามารถควบคุมสติให้เขาได้ แล้วภารกิจของนางจะทำเช่นไร ?


“ไม่ต้องคิดอะไรฟุ้งซ่าน …. ร่างมารนั้นไม่ต่างจากร่างไร้วิญญาณ หากมันได้ร่างของข้าไปเมื่อใด มันต้องฉวยโอกาสทำร้ายเจ้าแน่…” 

 

 มู่เชียนยังคงมองเยว่เทียนหงนิ่ง ความคิดมากมายยังคงแล่นวูบวาบไปมาทำให้นางจับต้นชนปลายไม่ได้  “เดี๋ยวนะ ให้เวลาข้าคิดสักครู่..” คิ้วเล็กขมวดเป็นปมโดยไม่รู้ตัว ทำให้เยว่เทียนหงอดไม่ได้ ร่างสูงยื่นนิ้วเรียวมากดมันไว้ให้คลายออกไป


“เลิกคิดเถิด…  นับแต่สี่ขวบที่ถูกเสด็จพ่อเลือกเป็นรัชทายาท ชีวิตข้าก็ไร้อิสระ ทุกย่างก้าวราวกับถูกมารรัตติกาลนั่นกักขังมาตลอด   หากภายหน้ายังต้องมีชีวิตเช่นนั้น สู้ก่อนตายได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับเจ้ากลับมีความสุขกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามู่เชียนที่ฟังอยู่กลับไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป มือเล็กทุบลงบนอกของเขาอย่างแรงหลายครั้งเพื่อให้เขาพูดวาจาทำร้ายจิตใจนาง


“แล้วข้าเล่า ?! …. ท่านอาจทิ้งข้าได้ แต่ข้ายอมไม่ได้ … ข้าไม่ยอมให้ท่านตายเด็ดขาด !! ” ท่าทางบุ่มบ่ามและน้ำเสียงแข็งกร้าวของนางฟังดูดุดันอย่างมาก ทว่าข้อความที่แฝงด้วยความรักอันมากล้นนั้น กลับทำให้เยว่เทียนหงพึงพอใจจนหลุดยิ้มออกมา 


ยิ่งได้อยู่ใกล้นานวันเยว่เทียนหงยิ่งรู้สึกว่าตนเองไม่อาจตัดใจจากร่างเล็กในอ้อมแขนไปได้ ความยึดติดนั้นรุนแรงจนน่าหวั่นใจ  ….เกรงว่าวันหน้าต่อให้เหลือวิญญาณเพียงเสี้ยวสุดท้าย ร่างทั้งร่างกลายต้องเป็นผีดิบไป แขนสองข้างของเขาก็ยังคงจะกอดนางไว้ไม่ยอมปล่อยด้วยซ้ำ


ความคิดน่าขนลุกนี้กลับจุดความชั่วร้ายในดวงตาทั้งสองข้าง… ไม่รู้ว่าหากมู่เชียนได้รู้ยังจะชื่นชอบเขาลงหรือไม่ ? 


คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน