ความเงียบงันบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ฉากการทำลายล้างอันน่าตื่นตะลึง ทำให้มู่เชียนที่ผ่านการสู้รบอย่างยากลำบากมาทั้งวัน ได้แต่มองตาค้าง ..
ระดับกึ่งเทพยุทธ์นั้น ไม่ต่างจากราชาแห่งปราณธาตุ ผู้ฝึกตนสามารถทำให้ปราณไร้เจ้าของทั้งมวลศิโรราบ ทั้งยังสามารถควบคุมปราณในร่างของสิ่งมีชีวิตอื่นได้อีกด้วย
มิน่าเล่าแต่ก่อนเสี่ยวจิ้งเคยบอกนาง เหล่าเทพอสูรจิตวิญญาณแห่งปราณธาตุทั้งเจ็ด อดีตก็ล้วนอยู่ในระดับกึ่งเทพยุทธ์ทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เยว่เทียนหงจะสามารถควบคุมปราณธาตุมืดได้อย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจนัก
ที่นางสะเทือนใจที่สุดก็คือความแตกต่างของพละกำลังระหว่างนางกับเขาต่างหาก… มู่เชียนคิดว่านางควรจะต้องเร่งฝึกปรือฝีมือขึ้นโดยเร็วก่อนที่เขาจะเก่งไปกว่านี้ หาไม่วันหน้าหากปราณมืดในร่างเขาอาละวาดขึ้นมา นางอาจไม่สามารถช่วยเขาสะกดปราณธาตุมหาศาลอันบ้าคลั่งลงได้
มู่เชียนเพิ่งคิดถึงประเด็นนี้ ฉับพลันร่างกายของชายหนุ่มด้านหลังก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง หญิงสาวรู้สึกตัวก็รีบหันไปหา เมื่อเห็นดวงตาสีดำสนิทวูบวาบแดงฉาน อีกทั้งปราณมืดที่ล้นทะลักแล่นเปรี๊ยะออกจากร่างเขาอีกครั้งอย่างมิอาจควบคุมได้ก็รีบดึงมือของเขามากุมไว้ ก่อนจะถ่ายปราณอี้เจ๋อของตนเองลงไปอย่างรวดเร็ว
“เทียนหง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ เมื่อรับได้ถึงมือแกร่งที่สั่นสะท้านอยู่ในมือของนาง จึงรีบส่งปราณสีทองเข้าไปอีกระลอกใหญ่ เพื่อให้ร่างสูงสามารถควบคุมปราณธาตุรุนแรงในร่างลงให้ได้โดยเร็ว
“ข้าไม่เป็นไร..” เสียงทุ้มฟังแล้วแหบพร่ากว่าปกติเล็กน้อย ชายหนุ่มหลับตาลงหมายจะรวบรวมสติ มือหนาบีบกระชับมือเล็กของนางแน่นขึ้นก่อนหยุดนิ่งนาน เยว่เทียนหงอาศัยปราณอันอบอุ่นที่แล่นผ่านเข้ามาในร่าง เพื่อช่วยให้ความบ้าคลั่งของตนสงบลง
ผ่านไปครู่เดียวเท่านั้น รอบกายของเขาก็ไม่ปรากฏปราณที่ล้นออกมาแล้ว ร่างสูงลืมตาขึ้น ดวงตาสีเทาเกือบดำคู่นั้นแม้จะเข้มกว่าปกติอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีสีแดงวูบวาบอีกแล้ว
“ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ ?”
“อืมม..” เสียงทุ้มขานรับในลำคอหนึ่งครั้ง ทั้งที่รอบด้านเต็มไปด้วยโลหิตมาร ทว่าปราณบ้าคลั่งของเขากลับสามารถควบคุมได้เร็วกว่าครั้งก่อนมาก เยว่เทียนมองดวงหน้าเล็กที่ยังคงขมวดคิ้วจนยับย่นแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“วางใจเถิด ร่วมเตียงกับเจ้ามาหลายเดือนย่อมมีประโยชน์อยู่บ้าง..!”
มู่เชียนชะงักค้าง ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงฉานด้วยความเขินอายอย่างมาก มู่เชียนนึกยินดีอยู่ในใจที่รอบเกาะยามนี้มีพวกเขาสองคนเท่านั้น จึงไม่มีใครได้ยินประโยคที่ตีความได้ลึกซึ้งกว่าความจริงเช่นนั้น
เห็นอาการของเขาสงบลงแน่นอนแล้ว มู่เชียนจึงหันมองรอบด้าน แม้ไร้สัตว์อสูรแล้ว ทว่าทะเลโลหิตยังคงอยู่ตรงนั้น น่าแปลกที่ทะเลสีดำดูเงียบสงบอย่างน่าประหลาด แม้แต่อสรพิษโลหิตตัวเล็กตัวใหญ่หลายตัวนั้นก็ล้วนหายไปจนหมดสิ้น
“งู..พวกนั้นหายไปไหน” เสียงใสเอ่ยถาม แน่นอนนางไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบง่ายๆเช่นนั้น เหตุเพราะทะเลโลหิตยังคงขดพันรอบร่างของเทพอสูรลำดับสี่นิ่งอย่างไม่ยอมปล่อยไป
เยว่เทียนหงหรี่ตามองไปรอบด้าน จากนั้นราวกับรับรู้ถึงอะไรบางอย่างใบหน้าหล่อเหลาชะงักค้าง ก่อนจะเหลือบสายตาแข็งกร้าวขึ้นมองจุดหนึ่งบนก้อนเมฆสีดำนั้นอย่างรวดเร็ว
“ออกมา !!” เสียงทุ้มเย็นเยียบเอ่ยธรรมดา ทว่ากลับส่งผลถึงกระแสลมโดยรอบ พวกมันพัดผ่านรอบกายของพวกเขาก่อนจะเลยออกไปถึงผืนทะเลโลหิตสีดำทมิฬที่อยู่ใกล้ๆ
ริ้วเล็กๆค่อยๆก่อตัวขึ้นบนผิวทะเลโลหิตมาร ก่อนจะทวีความรุนแรงขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นพายุวนโหมกระหน่ำ หมุนตัวขึ้นไปรวมอยู่บนท้องฟ้า การเคลื่อนไหวของกระแสน้ำสีดำนั้นยิ่งนานก็ยิ่งเร็ว ยิ่งหมุนแรงขึ้นอย่างมาก
ไม่นานมู่เชียนก็สังเกตุเห็นว่าโลหิตสีดำจำนวนมหาศาลที่รายล้อมเกาะค่อยๆลดลงอย่างช้าๆ จนเกือบจะเหือดแห้งไป
บนท้องฟ้านั้นพวกมันทั้งหมดกำลังพุ่งเข้าหาวัตถุทรงกลมปริศนาชิ้นหนึ่ง …วงกลมสีดำสนิทนั้นขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เพียงเท่ากับปลาวาฬตัวย่อมๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันกลับสามารถดูดเอาทะเลโลหิตรายล้อมอยู่รอบเกาะฉีหลินไปได้จนหมดสิ้น !!
ฟึ่บ…
หลังโลหิตหยดสุดท้ายไหลเข้าสู่วงกลมนั้น รอบด้านก็บังเกิดความเงียบสงัด เกาะกลางทะเลกว้างไร้สีสัน ไร้เสียงคลื่น ไร้แม้เสียงลมพัด ทุกสรรพสิ่งพลันเงียบงัน หากหลับตาลงฟังนั้น คงไม่ต่างจากพวกเขาถูกกักขังอยู่ในห้องเล็กๆอันว่างเปล่า
เยว่เทียนหงจับมือของมู่เชียนไว้ก่อนจะดึงไปด้านหลังอย่างระแวดระวัง …. ทันใดนั้นวงกลมสีดำสนิทก็กระพริบวาบก่อนจะเปิดออกตามแนวขวาง ดวงสีดำพาดแดงปรากฏขึ้นอีกครั้งต่อหน้าต่อตาพวกเขา การปรากฏตัวของมันเงียบสงัดเช่นทุกครั้ง ทว่าคราวนี้รูปลักษณ์ของมันชัดเจนกว่าเดิมมาก
‘หึหึ….. ผิดคาดจริงๆ ไม่นึกว่าอยู่ท่ามกลางทะเลโลหิตมารเจ้ายังทนได้’
เสียงแสบระคายหูที่ก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้า ช่างเป็นเสียงอันแปลกประหลาดที่สุดที่เคยได้ยิน ราวกับว่ามันเกิดขึ้นจากการประสานเสียงของมนุษย์และปีศาจต่างเพศต่างวัยนับร้อยนับพันร่าง ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนเองกำลังสั่นพ้องตามเสียงนั้นอย่างน่าขนลุก
มู่เชียนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่จิตวิญญาณ ทันใดนั้นหญิงสาวพลันหันมองเยว่เทียนหงด้วยความกังวลอย่างมาก แม้แต่วิญญาณของนางยังได้รับผลกระทบจากเสียงนั้น แล้วเขาที่มีปราณมืดไหลเวียนอยู่ในร่างเล่า จะต้องได้รับอิทธิพลเพียงใด
คิดไม่ถึงเยว่เทียนหงยังคงท่าทีสงบนิ่งไว้ได้ ดวงตาสีดำลึกล้ำราวกับลูกแก้วใสนั้นไร้ซึ่งประกายสีแดงของปีศาจร้าย ทำให้มู่เชียนโล่งใจขึ้นมาก
นางไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงกว่าสิบปีที่ผ่านมา เสียงปีศาจนี้เคยล่อลวงเขามาแล้วกี่ครั้ง แรงต้านทานในดวงวิญญาณของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก
“มารรัตติกาล.. มาถึงนี่เลยหรือ ?” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายก่อนจะคลี่ยิ้มร้ายกาจ ปราณธาตุมืดบริสุทธิ์ถูกเขาปล่อยออกมาจากร่างเช่นกัน ..สายฟ้าสีดำแล่นครืนครานไปทั่วท้องทะเลกว้าง นี่อาจเป็นศึกครั้งแรกระหว่างปราณธาตุมืดและปราณรัตติกาลก็เป็นได้
เยว่เทียนหงมิได้เกรงกลัวดวงตาประหลาดคู่นั้น ขอเพียงร่างของมันอยู่นอกกระจกเขาก็สามารถจัดการมันได้… แม้จะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่การสังหารมันอย่างแท้จริงก็ตาม !
กระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเขา กระบี่ระดับเทพเล่มนี้คืออาวุธประจำตัวที่แท้จริงของราชาแห่งต้าเยว่…. ‘สายฟ้าดำ’
มู่เชียนจ้องมองกระบี่ทรงอานุภาพเล่มนั้นนิ่ง … นางไม่เคยเห็นเขาใช้มาก่อน หากจะให้หาเหตุผลก็คงเพราะว่าด้วยความสามารถของเยว่เทียนหงแล้ว เขาไม่เคยพบศึกที่ต้องใช้อาวุธเข้าช่วย !
ร่างสูงสง่าถือกระบี่นิ่ง ก่อนจะถ่ายเทปราณในร่างลงไป ทันใดนั้นสายฟ้าสีดำขนาดราวภูเขาลูกย่อมๆ ก็ฟาดลงมาใส่กระบี่ในมือของเขาอย่างรุนแรง
เปรี้ยงงงง…. !!
สายฟ้าเส้นยักษ์นั้นมิอาจทำอันตรายต่อร่างสูงและกระบี่ได้ นอกจากนั้นพวกมันถูกสูบเข้าไปในกระบี่เล่มนั้นจนหมดสิ้น มู่เชียนมองเปลวเพลิงสีดำจางๆ ที่ลุกไหม้อยู่รอบกระบี่เล่มนั้นอย่างสนใจ
ครืนนนนน…. เสียงสายฟ้าแล่นครืนครานอยู่บนท้องฟ้า ยามนี้เยว่เทียนหงไม่ต่างจากราชาแห่งธาตุมืด เพียงกระบี่ในมือฟาดฟันออกไป มันย่อมนำพาปราณธาตุมืดทั้งหมดในบริเวณนี้เข้าโจมตีเป้าหมายโดยพร้อมเพรียงกัน … ใต้หล้านี้ยังจะมีสิ่งใดต้านทานการโจมตีอันรุนแรงเยี่ยงนี้ได้อีก !!
แน่นอนว่ามารรัตติกาลย่อมรู้ถึงความจริงข้อนี้ดี และมันก็มิได้ถ่อมาไกลถึงเพียงนี้เพื่อถูกเยว่เทียนหงฟาดทำลายในดาบเดียว
‘ใจเย็นก่อนสิเด็กน้อย… หึหึ… ข้ามิได้มีเจตนาร้าย เพียงมาเพื่อต้องการเจรจาเท่านั้น’ คำพูดของมารรัตติกาลทำให้มู่เชียนชะงักงัน เยว่เทียนหงก็เช่นกัน คิ้วคมขมวดมุ่นอย่างไม่ไว้ในเจตนาชั่วร้ายที่พามันมาถึงที่นี่
“เจรจาอันใด ?” เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยถาม ทว่าเปลวเพลิงบนกระบี่ยังคงลุกไหม้ พร้อมจะฟาดฟันออกไปอยู่ตลอดเวลา
‘มู่เชียน…’ เจ้าของชื่อเบิกตากว้างด้วยถูกดวงตาปีศาจเอ่ยชื่อนางอย่างคาดไม่ถึง
‘หากข้าตาย เขาก็ไม่อาจรอด เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ?’
ประโยคสะเทือนใจที่มาพร้อมกับกระแสอันล่อลวงจิตวิญญาณ สร้างระลอกคลื่นขนาดยักษ์ให้ตีวนในใจหญิงสาวอย่างรุนแรง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ?” เสียงใสที่เอ่ยถามนั้นทั้งแข็งกร้าวและสั่นพร่า จนเยว่เทียนหงรู้สึกได้ มือแกร่งกระชับมือบางแน่นขึ้นไว้ ก่อนจะหรี่ตามองไปที่ดวงตาด้านบนด้วยความไม่พอใจ
“อย่าไปฟังมัน..” เสียงทุ้มเอ่ยเตือนสตินาง ทว่ามารรัตติกาลย่อมรับรู้ถึงความหวั่นไหวของศัตรูอันดับหนึ่งของมันได้
หากจะเล่นงานศัตรูผู้แข็งแกร่งนางนี้ จุดอ่อนอันเปราะบางที่สุดในใจนางก็คือเรื่องที่ ‘นางรักเยว่เทียนหง !’
‘ฮ่าฮ่า… ยังจะไม่ฟังได้หรือไร.. ? ความจริงที่ว่าหากข้าตายวิญญาณของเจ้าย่อมสลายไปด้วยนี้ เป็นสิ่งที่นางควรต้องรับรู้ไว้สิ !’ เสียงหัวเราะกึ่งเย้ยหยันกึ่งล่อลวงจากปีศาจร้าย สะเทือนไปยังประสาทสัมผัสทั้งห้าของพวกเขา
‘มู่เชียน … พวกเจ้าอยากอยู่ด้วยกันใช่หรือไม่ ? ให้เขายอมแบ่งร่างให้ข้าสิ…’ น้ำเสียงของมันเปลี่ยนไปเป็นแผ่วเบาพลิ้วไหว เชิญชวนให้คล้อยตามอย่างยิ่ง
‘อนาคตเจ้าจะเป็นอมตะ เขาเองก็เช่นกัน พวกเจ้าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป.. ความฝืนทนอันใด.. ความเสียสละอันใด… ล้วนเป็นเพียงสิ่งเลื่อนลอยไร้สาระ… มีเพียงคนตรงหน้าที่เจ้าควรไขว่คว้าไว้…. หากสู้รบกันจริงเขาย่อมต้องตายตกไป… ไม่ต้องพูดถึงว่าเทพอสูรธาตุมืดอยู่กับข้า ความพยายามของพวกเจ้าสุดท้ายจะกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น’
ดวงตาหญิงสาวยามนี้เหม่อลอยแห้งผาก แน่นอนว่านางรู้ดีว่ามันมีเจตนาร้าย ทว่าการต่อสู้ของนางกับมารตนนี้… หากต้องแลกมาด้วยความตายของเขาจริง นางยังคิดไม่ออกว่าสุดท้ายตนเองจะสามารถลงมือได้หรือไม่ ?
“หึ..หากข้ายอมเป็นร่างมารก็เท่ากับถูกกลืนวิญญาณ.. เช่นนั้นจะต่างอะไรกับความตายเล่า” น้ำเสียงของเยว่เทียนหงเรียบเฉยอย่างยิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นหรือแม้แต่ความประหลาดใจใดๆทั้งนั้น… ราวกับเขาทราบ และทำใจยอมรับความจริงข้อนี้มานานแสนนานแล้ว
‘หึหึ… ข้าถึงได้มาที่นี่เพื่อเจรจากับพวกเจ้าอย่างไร.. ยามนี้ข้ายังแข็งแกร่งไม่มากมาก หากเจ้ายอมแบ่งร่างให้ข้า ไม่แน่ว่าเจ้าอาจสามารถคงสติที่เหลือไว้ได้’ ดวงตามารพยายามเอ่ยเชื้อเชิญด้วยข้อเสนออันเย้ายวนใจ
‘เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่านางสามารช่วยเจ้าควบคุมข้าได้… ขอเพียงเปิดใจให้ข้า อย่างน้อยก็ดีกว่าทางเลือกสุดท้าย ที่ต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอนใช่หรือไม่ ?’ มารร้ายเอ่ยด้วยสุ้มเสียงทอดอาลัยราวกับหวังดีเสียเต็มประดา
เห็นจอมปีศาจมีท่าทางเสแสร้งเพียงนี้ มู่เชียนพลันเกิดความไม่เชื่อถือขึ้นมา “ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ทำลายเจ้าแล้ว…. ข้าจะหาวิธีช่วยเขาไม่ได้ !”
‘ฮ่าๆๆ ธิดาเทพน้อยช่างไร้เดียงสา พันธะของวิญญาณไม่มีสิ่งใดคลี่คลายได้ทั้งนั้น เยว่เทียนหง…. เจ้าเองก็รู้ดี !’
มู่เชียนหันมองร่างสูงด้านข้างเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันของเขามีร่องรอยของความวิตกอยู่เบาบาง หญิงสาวพลันจ้องเขาค้างราวกับไม่เชื่อสายตา “เรื่องนี้จริงหรือ ?!”
เยว่เทียนหงรับรู้ถึงความตกใจของร่างบางจึงหันมาหา รอยยิ้มร้ายกาจพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มปลอบประโลมทันตา.. ราวกับมีสองหน้าในร่างเดียว
“หึหึ… เจ้าทำให้เชียนเชียนของข้ากลัวแล้ว…” เสียงทุ้มเรียบเรื่อยเอ่ยเบาสบาย คล้ายกำลังกล่าววาจากับสหาย ทว่ามือแกร่งกลับสะบัดกระบี่ของตนออกไปบนท้องฟ้าอย่างแรง
“เปรี้ยงงงงงงงง …. !!”
สายฟ้าสีดำขนาดยักษ์ นับพันหมื่นสายกรีดร้องยามแล่นผ่านอากาศ เพื่อตรงไปโจมตีทำลายดวงตาแปลกประหลาดดวงนั้นนั้นจนแหลกสลายไปจนสิ้น ก่อนจะกลายเป็นควันสีดำสนิทก้อนใหญ่ พุ่งวาบหายไปทางทิศเหนือ
จุดหมายของมันจะเป็นที่ใดนั้น เยว่เทียนหงกลับไม่มีเวลาสนใจนัก ด้วยร่างบางตรงหน้ากำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่สับสนและวุ่นวายใจคล้ายยังไม่ได้สติจากการล่อลวงของปีศาจร้าย เห็นเช่นนี้ร่างสูงทำได้เพียงดึงร่างสั่นเทาของมู่เชียนมากอดไว้ มือแกร่งลูบศีรษะเล็กเบาๆเพื่อปลอบประโลมและเรียกสติให้…
“ไม่เป็นไร.. เชียนเชียน ไม่มีอะไรทั้งนั้น ข้าจะไม่มีอันตรายใดๆ พวกเราจะอยู่ด้วยกันเช่นนี้ตลอดไป ดีหรือไม่ ?” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่งๆ ทุกข้อความเพียงหวังให้หญิงสาวสามารถสงบสติอารมณ์ได้โดยเร็วเท่านั้น
น่าเสียดาย มู่เชียนมิได้สติหลุดเพียงเพราะน้ำเสียงมารรัตติกาล หญิงสาวอยู่ในโลกของผู้ฝึกตนมานานจึงเริ่มพอจะแยกแยะเรื่องจริงเรื่องเท็จออกได้ ‘พันธะวิญญาณนั้นไม่อาจยกเลิกได้’ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริงมิใช่หรือไร
“เทียนหง.. ” มู่เชียนเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยความรู้สึกสับสนลังเลใจ มือบางกำอกเสื้อของเขาไว้มั่นราวกับกลัวร่างสูงตรงหน้าจะหายไป …. หากให้เขาตายนางก็ทำใจไม่ได้ แต่หากยอมให้เขาเป็นร่างมาร ต่อให้นางสามารถควบคุมสติให้เขาได้ แล้วภารกิจของนางจะทำเช่นไร ?
“ไม่ต้องคิดอะไรฟุ้งซ่าน …. ร่างมารนั้นไม่ต่างจากร่างไร้วิญญาณ หากมันได้ร่างของข้าไปเมื่อใด มันต้องฉวยโอกาสทำร้ายเจ้าแน่…”
มู่เชียนยังคงมองเยว่เทียนหงนิ่ง ความคิดมากมายยังคงแล่นวูบวาบไปมาทำให้นางจับต้นชนปลายไม่ได้ “เดี๋ยวนะ ให้เวลาข้าคิดสักครู่..” คิ้วเล็กขมวดเป็นปมโดยไม่รู้ตัว ทำให้เยว่เทียนหงอดไม่ได้ ร่างสูงยื่นนิ้วเรียวมากดมันไว้ให้คลายออกไป
“เลิกคิดเถิด… นับแต่สี่ขวบที่ถูกเสด็จพ่อเลือกเป็นรัชทายาท ชีวิตข้าก็ไร้อิสระ ทุกย่างก้าวราวกับถูกมารรัตติกาลนั่นกักขังมาตลอด หากภายหน้ายังต้องมีชีวิตเช่นนั้น สู้ก่อนตายได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับเจ้ากลับมีความสุขกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามู่เชียนที่ฟังอยู่กลับไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป มือเล็กทุบลงบนอกของเขาอย่างแรงหลายครั้งเพื่อให้เขาพูดวาจาทำร้ายจิตใจนาง
“แล้วข้าเล่า ?! …. ท่านอาจทิ้งข้าได้ แต่ข้ายอมไม่ได้ … ข้าไม่ยอมให้ท่านตายเด็ดขาด !! ” ท่าทางบุ่มบ่ามและน้ำเสียงแข็งกร้าวของนางฟังดูดุดันอย่างมาก ทว่าข้อความที่แฝงด้วยความรักอันมากล้นนั้น กลับทำให้เยว่เทียนหงพึงพอใจจนหลุดยิ้มออกมา
ยิ่งได้อยู่ใกล้นานวันเยว่เทียนหงยิ่งรู้สึกว่าตนเองไม่อาจตัดใจจากร่างเล็กในอ้อมแขนไปได้ ความยึดติดนั้นรุนแรงจนน่าหวั่นใจ ….เกรงว่าวันหน้าต่อให้เหลือวิญญาณเพียงเสี้ยวสุดท้าย ร่างทั้งร่างกลายต้องเป็นผีดิบไป แขนสองข้างของเขาก็ยังคงจะกอดนางไว้ไม่ยอมปล่อยด้วยซ้ำ
ความคิดน่าขนลุกนี้กลับจุดความชั่วร้ายในดวงตาทั้งสองข้าง… ไม่รู้ว่าหากมู่เชียนได้รู้ยังจะชื่นชอบเขาลงหรือไม่ ?