เจียงเฉินเดินออกจากลานทดสอบและเดินไปยังส่วนนอกซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าศิษย์สายนอกของสำนักพื้นที่ของสำนักสวรรค์เร้นลับนั้นคือหุบเขาเร้นลับทั้งหมด สำนักสวรรค์เร้นลับนั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่หลักก็คือ ส่วนนอกคือพื้นที่รอบนอกหุบเขาเร้นลับและเป็นที่อยู่ของเหล่าศิษย์นอกของสำนักต่อมาคือส่วนกลางซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือส่วนที่พักลานฝึกของเหล่าศิษย์ใน อีกส่วนก็คือหนึ่งของตำหนักสำคัญต่าง ๆ ของสำนักและส่วนในคือที่อยู่ของเหล่าศิษย์หลักและผู้อาวุโสของสำนัก
เจียงเฉินเดินขึ้นบันไดไปยังส่วนกลางไม่นานนักเจียงเฉินก็มาถึงตำหนักรองรับศิษย์ เมื่อมาถึงเจียงเฉินก็พบกับผู้คนมากมายยืนอยู่ด้านหนัาตำหนักซึ่งเจียงเฉินคาดว่าคนพวกนี้คงจะมารับป้ายและเข็มกลัดเช่นเดียวกับเขา
เจียงเฉินเดินฝ่าฝูงที่ยืนออกันอยู่และไปต่อแถวซึ่งดูเหมือนจะมีศิษย์ใหม่นับร้อยเลยทีเดียว ในระหว่างที่เจียงเฉินกำลังต่อแถวอยู่นั้นก็ได้มีเสียงหนึ่งทักเขาจากด้านหลัง
''น้องชายเจ้าพึ่งเข้าสำนักนี้งั้นเหรอ ?''
เมื่อเจียงเฉินหันไปก็พบกับเด็กสาวหน้าตาน่ารักอายุราว ๆ 17-18 ปีกำลังยืนอยู่ซึ่งดูจากเข็มกลัดสีเงินของเธอแล้วเจียงเฉินก็รู้ว่าเธอคือศิษย์นอก เข็มกลัดของสำนักนั้นมีอยู่สามสีคือ สีเงินคือศิษย์นอก สีทองคือศิษย์ใน และเข็มกลัดหยกก็คือศิษย์หลัก
เจียงเฉินหันหน้ากลับและเลิกสนใจเธอทันทีซึ่งการแสดงท่าทีของเจียงเฉินทำให้เธอนั้นโกรธมากจนอยากจะตระโกนออกมาแต่ก็ต้องรักษาท่าทีเอาไว้ในฐานะศิษย์พี่ของสำนักและเดินจากไป
ไม่นานนักก็ถึงตาของเจียงเฉิน เจียงเฉินยื่นป้ายที่ผู้อาวุโสชรามอบให้ก่อนหน้านี้ให้กับอาจารย์ที่ดูแล เมื่ออาจารย์เห็นป้ายรับรองก็แสดงท่าทีตกตะลึงเล็กน้อยก่อนจะมองป้ายรับรองกับหน้าของเจียงเฉินสลับกันไปมาก่อนจะพูดขึ้น
''เป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ไม่น้อยเลยนะ พึ่งเข้าสำนักแท้ ๆ ก็ได้เป็นศิษย์ในเลย''
''ขอบคุณท่านอาจารย์''
จากนั้นอาจารย์ของตำหนักรับรองก็มอบเข็มกลัดสีทองที่เป็นสัญลักษณ์ของศิษย์ในและป้ายหยกประจำตัวให้กับเจียงเฉิน เจียงเฉินหยดเลือดของตัวเองลงบนป้ายหยกทันทีที่ป้ายหยกสัมผัสกับเลือดของเจียงเฉินมันก็ส่องแสงออกมาพร้อมกับชื่อ และอันดับของเจียงเฉินปรากฏขึ้นมา
''ศิษย์ในอันดับที่ 345 งั้นเหรอ ? ช่างมันเถอะ''
เจียงเฉินเลิกสนใจอันดับของเขาเพราะยังไงมันก็ไม่ค่อยสำคัญอะไรเท่าไหร่นักสำหรับเขาเพราะไม่ว่าตัวเจียงเฉินจะอยู่อันดับที่เท่าไหร่เขาก็สามารถท้าประลองอันดับที่สูงกว่าเพื่อแย่งชิงอันดับมาได้อยู่แล้ว เรื่องการที่เจียงเฉินจะเป็นศิษย์ในอันดับสูงหรือศิษย์หลักนั้นมันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
จากนั้นเจียงเฉินก็เดินไปทางหอพักของเหล่าศิษย์ในซึ่งเป็นหอคอยที่สูงกว่า 100เมตรซึ่งแต่ละชั้นจะถูกแบ่งไปตามอันดับของเหล่าศิษย์ยิ่งศิษย์มีอันดับสูงเท่าไหร่ก็จะได้อยู่ในชั้นที่สูงขึ้นไปด้วยเช่นกัน ตามที่อาจารย์ในตำหนักรับรองศิษย์กล่าวเอาไว้ว่ายิ่งอยู่ชั้นสูงมากขึ้นความหนาแน่นของปราณในแต่ละชั้นก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกันซึ่งมันจะช่วยให้ศิษย์เหล่านั้นพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
(ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ขอเรียกหอพักแล้วกัน)
ไม่นานนักเจียงเฉินก็มาอยู่ภายในห้องของตัวเอง ภายในห้องนั้นมีข้าวของเครื่องใช้ครบครันหลังจากเจียงเฉินสำรวจห้องของตัวเองแล้วเขาก็เริ่มที่จะวางแผนสำหรับการก้าวหน้าของตัวเองในอนาคต
เจียงเฉินเคยได้ยินคนอื่นพูดกันว่าตำหนักภาระกิจนั้นมีภาระกิจในการล่าสัตว์อสูรและเอาวัตถุดิบมาให้อยู่มากมายเมื่อภาระกิจสำเร็จเหล่าศิษย์ก็จะได้แต้มสำนักและสามารถนำแต้มสำนักไปแลกกับทรัพยากรสำหรับบ่มเพาะได้นั่นทำให้เจียงเฉินรู้สึกสนใจเล็กน้อย
ไม่นานนักเจียงเฉินก็มาถึงตำหนักภาระกิจที่นี่ต่างมีศิษย์ของสำนักเข้าออกตลอดเวลา เจียงเฉินสอบถามกับพนักงานของตำหนักเพื่อหาภาระกิจที่น่าสนใจเมื่อเจียงเฉินได้รับคำอธิบายก็ได้รู้ว่าที่ตำหนักภาระกิจนี้มีภาระกิจมากมายหลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นส่งมอบสมุนไพร วัตถุดิบจากสัตว์อสูร หรือแม้แต่เม็ดยาหรือโอสถ
เจียงเฉินเปิดหนังสือที่รวบรวมภาระกิจที่ยังไม่สำเร็จเจียงเฉินพบภาระกิจมากมายที่เกี่ยวกับอสูรระดับที่อยู่ระดับกว่าปราณฟ้า เจียงเฉินเลือกมา 5-6 ภาระกิจเป็นภาระกิจเกี่ยวกับการล่าสัตว์อสูรระดับก่อตั้ง กับ ปฐพี และส่งมอบสมุนไพรอีกนิดหน่อย
ในตอนที่เจียงเฉินยื่นขอรับภาระกิจพนักงานของตำหนักก็มองหน้าเจียงเฉินแปลก ๆ แต่เมื่อเจียงเฉินยื่นป้ายประจำตัวให้เธอก็กล่าวขอโทษทันทีเจียงเฉินได้ข้อมูลมาจากพนักงานว่าที่หุบเขาร้อยอสูรนั้นมีทุกอย่างที่เจียงเฉินต้องการ
เจียงเฉินรู้มาว่าหุบเขาร้อยอสูรนั้นเป็นหนึ่งในพื้นที่ของสำนักสวรรค์เร้นลับที่เจ้าสำนักรุ่นแรกได้สร้างเอาไว้ เจียงเฉินคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าเจ้าสำนักรุ่นแรกนั้นแข็งแกร่งขนาดไหนถึงได้สร้างหุบเขาที่กักขังสัตว์อสูรมากมายขนาดนั้นเอาไว้ได้
ไม่นานนักเจียงเฉินก็เดินมาถึงส่วนหน้าของหุบเขาร้อยอสูรทันทีที่เจียงเฉินเหยียบเข้ามายังอาณาเขตของหุบเขาร้อยอสูรเจียงเฉินก็รับรู้ถึงบรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจกระจายออกมาไม่หยุดทำให้เจียงเฉินขนลุกได้อย่างบอกไม่ถูก