ลมเช้าที่ระเบียงทางเดินเริ่มปะทะผิวกายจนรู้สึกเย็นเยียบ แต่ธานไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว ความคิดในหัวเขายังคงหมุนวนด้วยความรู้สึกระแวดระวังบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
เขายืนนิ่งมองลงไปเบื้องล่าง ที่การจราจรเริ่มหนาแน่นจนกลายเป็อัมพาต แถวรถแน่นขนัดจนขยับแทบไม่ได้ มีเพียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ยังพอแทรกตัวผ่านซอกรถไปได้เป็จังหวะ ตัดกับภาพพนักงานออฟฟิศบนฟุตบาทที่ต่างก้มหน้าก้มตาจดจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือ มือหนึ่งถือแก้วกาแฟที่เหงื่อเกาะตัว รีบเร่งสาวเท้าไปตามทางเพื่อลุ้นให้ทันเวลาทำงาน
ข้อมูลจาก [บันทึกแห่งอคาซิค] กำลังจัดระเบียบตัวเองในหัวราวกับภาพที่ฉายชัดอยู่หลังม่านตา ทุกความทรงจำที่เคยทำให้เขาเ็ปในชีวิตก่อน—ทั้งความหิวโหย การถูกหักหลัง และภาพความตายของเพื่อนร่วมรบ—ถูกแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นเพื่อพลิกชะตาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ธานผละตัวออกจากระเบียงทางเดินนั้นโดยไม่คิดจะอาลัยอาวรณ์ความเงียบเหงาในห้องพักเื้ั เขาไม่จำเป็ต้องจัดแจงสิ่งใด เพราะรู้ดีว่าเมื่อยุคศิลาโอเบลิสก์เริ่มขึ้น ถ้าไม่มีพลังพอจะรอด ทุกอย่างที่นี่ก็ไม่มีความหมาย
เขาก้าวเดินลงมายังริมถนนใหญ่ท่ามกลางกระแสผู้คนที่สับสนวุ่นวาย ธานสลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดทิ้งไป แล้วเดินออกไปริมถนนใหญ่โบกรถแท็กซี่สีชมพูคาดส้มที่ดูทรุดโทรม... ไม่ต่างจากสภาพจิตใจของเขาในยามนี้
"ไป เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ครับ ลุง... เข้าไปทาง ย่านเวิ้งนาครเขษม ตรงแถวๆ ตรอกโรงเลี้ยงเด็กเก่า"
ธานบอกจุดหมายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูตึกระฟ้าของย่านสุขุมวิทที่ค่อยๆ เล็กลงและถูกแทนที่ด้วยตึกแถวเก่าสีตุ่นๆแท็กซี่วัยเก๋าเหลือบตา มองผ่านกระจกหลังพลางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
""แถวนั้นมันย่านของเก่าที่เขาเตรียมรื้อทิ้งแล้วนะพ่อหนุ่ม มีแต่ตึกแถวร้อยปีกับเศษเหล็ก จะไปหาอะไรที่นั่นล่ะ?"
ธานไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
'เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย' ในสายตาคนทั่วไปอาจเป็เพียงเขตเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และร้านขายเครื่องมือช่างที่เคยเป็แบบนั้นแต่ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกเวนคืนเพื่อพัฒนาเป็โครงการมิกซ์ยูสถูกแล้วรื้อทิ้งแบบที่ลุงคนขับบอก แต่ในชีวิตก่อน…
เมื่อรถแล่นเข้าสู่ถนนวรจักรและเลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กๆ ที่เข้าได้เพียงรถคันเดียว บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที แสงแดดจัดจ้าของกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะส่องลงมาไม่ถึงพื้นถนนที่ปูด้วยอิฐมอญรุ่นเก่า สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวสีขาวหม่นๆที่ปูนกะเทาะจนเห็นเนื้ออิฐสีแดง และรากไทรที่เลื้อยพันตามซุ้มประตูราวกับเส้นเืของเมือง
"จอดตรงนี้แหละครับ"
ธานจ่ายเงินและก้าวลงจากรถ สายตามองไปที่ป้ายหน้าร้านที่แกว่งไปมาตามแรงลม เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
นี่คือจุดเริ่มต้นของการบิดเบือนโชคชะตา
ตรงหน้าของเขาคืออาคารไม้เก่าสองชั้นที่ดูเหมือนกำลังจะถล่มแหล่ไม่ถล่มแหล่ ป้ายเหล็กที่ขึ้นสนิมจนกินเนื้อไม้แขวนแกว่งไปมาตามลม มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีจางๆ เขียนว่า "The Rusty Key" (กุญแจสนิม) และมีชื่อภาษาไทยตัวเล็กๆ กํากับไว้ว่า 'ร้านกุญแจโบราณครูบุญเลิศ'
กลิ่นเหล้าขาวคละคลุ้งออกมาจากภายในร้าน ผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องและสนิมเหล็ก ชายชราท่าทางง่วงงุนนามว่าครูบุญเลิศเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์
"อยากได้อะไรก็หาเอาเอง ทุกชิ้นราคาเดียว 500 บาท ยกเว้นพวกเครื่องเงิน"
ธาน เดินข้ามธรณีประตูไม้แกะสลักลวดลายประหลาด
เขาเดินตรงไปยังกองเศษเหล็กหลังร้านที่ดูเหมือนขยะจากการขุดเจาะรถไฟฟ้าใต้ดิน มือของเขาเอื้อมไปหยิบ แท่งเหล็กสีดำสนิทที่ยาวประมาณ 2 ฟุต มันไม่มีคม ไม่มีด้ามจับที่สวยงาม ดูเหมือนเศษเหล็กก่อสร้างธรรมดา
แต่มันคืออาวุธด้ามเดียวที่เขารู้จักมันดีกว่าใคร เพียงััเดียวก็สะท้านในร่างศัตรู ภายใต้ความทื่อด้าน มันกำลังดึง 'บางอย่าง' ออกไปอย่างเงียบเชียบจนเหยื่อไม่ทันรู้ตัว—นี่คือนิยามของมัน
"ผมเอาชิ้นนี้" ธานวางเงิน 500 บาทลงบนโต๊ะ ครูบุญเลิศเพียงแต่โบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ
ธานเก็บแท่งเหล็กสีดำลงกระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านทันทีเขาเลี้ยวเข้าตรอกข้างทาง เดินผ่านแนวตึกแถวที่ขายอะไหล่รถยนต์ย่านวรจักรมาได้สิบนาที สภาพอาคารก็เริ่มเปลี่ยนจากตึกปูนพาณิชย์สมัยใหม่เป็อาคารไม้เก่าแก่ของย่านจักรวรรดิ เมื่อโผล่พ้นปากซอย ร้านขายยาที่มีตู้ไม้ลิ้นชักเรียงรายเต็มผนังก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ร้าน 'จิ้นเหอ' ร้านยาจีนโบราณ ที่ส่งกลิ่นหอมของเครื่องยาและกลิ่นอับของกาลเวลา
ธานรู้ดีว่าอาวุธในกระเป๋านั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขากำลังตามหาที่นี่ เพราะนั่นคือหัวใจสำคัญของการเอาชีวิตรอด 'สิ่งนั้น' ทรงพลังยิ่งกว่าคมดาบ มันไม่ใช่แค่เครื่องทุ่นแรง แต่มันคือกุญแจสำคัญที่จะตัดสินชะตาชีวิต
ธานก้าวเข้ามาในร้าน ‘จิ้นเหอ’ บรรยากาศภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นชะเอม อบเชย และสมุนไพรแห้งนับร้อยชนิดที่ปรุงรวมกัน กลิ่นแบบนี้อาจทำให้คนทั่วไปรู้สึกสงบ แต่สำหรับธาน มันคือกลิ่นของ ความคาดหวัง