บทที่ 52 กลายร่างเป็นแมวน้อย
“ไอหยา คำโบราณพวกนี้ อาศัยตัวข้าคนเดียวที่ไม่มีแม้แต่พจนานุกรม จะต้องอ่านไปถึงเมื่อไรถึงรู้เรื่องเนี่ย” อวิ๋นอินอินโยนตำราลงบนโต๊ะดังปัง ส่ายหัวพร้อมทำหน้ามุ่ย “น่าเบื่อออ...”
“องค์หญิงตั้งใจสิเพคะ อีกเดี๋ยวท่านอ๋องก็จะมาทดสอบแล้วนะเพคะ”
หงรื่อเห็นเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน
“หงรื่อ พวกเราไปเยี่ยมเยว่หยาที่สวนเสือกัน วันนี้ข้ายังไม่ได้เห็นมันเลย” เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของหงรื่อ อวิ๋นอินอินก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ จูงหงรื่อให้เดินไปพร้อมพูดอ้อน ๆ ว่า
“หงรื่อคนดี ข้านั่งจนเมื่อยเอวไปหมดแล้ว ไปพักผ่อนที่สวนเสือครู่เดียวแล้วข้าจะกลับมาอ่านตำราต่อนะ”
“องค์หญิง ท่านอ๋องจะโกรธเอาได้นะเพคะ”
“รอก่อน ข้ามีวิธี” อวิ๋นอินอินหมุนตัวกลับไปหยิบตำราขึ้นมากอดไว้ ความเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นในดวงตา ยิ้มและพูดกับหงรื่อว่า
“เสด็จอาไม่ได้ตรัสว่าต้องนั่งอ่านที่เรือนกล้วยไม้เท่านั้นนี่ ดังนั้นหงรื่อ พวกเราเปลี่ยนที่อ่านตำรากัน”
หงรื่อรู้สึกว่าไม่ควรเป็นเช่นนี้ แต่ที่อวิ๋นอินอินพูดนั้นมีเหตุผล นางเลยได้แต่ติดตามองค์หญิงไปที่สวนเสือ
เยว่หยากำลังนอนอาบแดดอยู่บนสนามหญ้า พอเห็นอวิ๋นอินอิน มันก็รีบพุ่งเข้ามาหาทันที หนึ่งคนหนึ่งพยัคฆ์คลอเคลียกันไปมา ส่วนหงรื่อได้แต่ยืนกอดตำราไว้ด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“องค์หญิง ควรอ่านตำราได้แล้วนะเพคะ”
“ได้ เจ้าเอาไปวางไว้ตรงโต๊ะนั่นก่อน แล้วข้าจะรีบไป”
หลังจากลูบหัวลูบหน้าเยว่หยาเล่น อวิ๋นอินอินก็ยอมเข้าไปนั่งในสวนเพื่ออ่านตำรา แม้จะรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ดีที่นางยังรู้จักใช้เล่ห์กล หลังจากสงบสติอารมณ์นั่งอ่านไปได้สองชั่วยาม อวิ๋นอินอินก็ใกล้จะอ่านคัมภีร์พันอักษรนี้จบแล้ว
พอรู้อักษรค่อยไปอ่านตำราสองเล่นนั้น ก็จะง่ายขึ้นเยอะ
ก็แค่ตำราโบราณไม่กี่บท ไม่ได้ยากอะไรเลยนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอย่างอวิ๋นอินอิน ไม่นานนางก็สามารถเข้าใจความหมายของมันได้ หลังจากกินข้าวเที่ยงไปครู่เดียว อวิ๋นอินอินก็ทำภารกิจที่เซวียนเหยียนฟู่มอบหมายไว้เสร็จเรียบร้อย
จากนั้น เด็กสาวก็เริ่มรู้สึกอยู่ไม่สุขขึ้นมาอีกแล้ว
นางจึงเรียกหงรื่อกับหลานเยว่มาเพื่อจะเริ่มสร้างเตาอบขนมปัง
งานหยาบ ๆ อย่างการทำดินเหนียวและการเคลื่อนย้ายก้อนอิฐนั้นแบ่งให้หงรื่อกับหลานเยว่ไปทำ ส่วนงานก่อสร้างแน่นอนว่าต้องเป็นอวิ๋นอินอินที่ลงมือเอง เพียงแต่ เดี๋ยวก็เบี้ยว เดี๋ยวก็ล้ม ไม่ง่ายเลยกว่าจะขึ้นรูปได้ ทั้งก็ดันมาเจอว่ามีควันรั่วอีก
“ทำไมถึงได้ยากขนาดนี้เนี่ย...” อวิ๋นอินอินหย่อนก้นนั่งลงบนก้อนหิน เหนื่อยจนเสื้อผ้าเปียกโชก แต่กลับเพิ่งก่อเตาต้นแบบขึ้นมาได้เตาเดียว
“ว่าแล้วเชียว นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นช่างอิฐไม่ได้ก็ไม่ใช่แม่ครัวขนมหวานที่ดี”
หงรื่อกับหลานเยว่ต่างมองหน้ากัน ความจริงแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบพวกนางก็ดูสิ่งที่ดูเหมือนเตาอบนี้หากแต่ไม่เข้าใจสักนิด
“องค์หญิง หรือไม่ก็ให้ผู้ดูแลฉีหาช่างอิฐมาสักสองคนดีไหมเพคะ”
“ช่างอิฐ?” อวิ๋นอินอินตบฉาดไปที่ต้นขาเสียงดัง “จริงด้วย ข้านี่โง่เสียจริง ข้าลืมนึกไปเลยว่ามีผู้ชำนาญงานด้านนี้มาทำให้ได้ด้วย”
หลานเยว่ยิ้มเจื่อน “เช่นนั้นบ่าวจะไปบอกผู้ดูแลฉี ให้เขาหาช่างฝีมือมาให้นะเพคะ”
“ไปเถิด ๆ บอกให้มาพรุ่งนี้เลยก็ดีถ้าเป็นไปได้”
หงรื่อเห็นมืออวิ๋นอินอินเต็มไปด้วยดินโคลน ทั้งบนหน้ายังมีโคลนเปื้อนอยู่หลายจุด นางก็รีบเดินไปเตรียมน้ำมาให้องค์หญิงล้างที่ด้านหลังสวน
อวิ๋นอินอินเองก็รำคาญคราบโคลนบนเนื้อตัว เพียงแต่ร่างเล็ก ๆ นี้ของนางรู้สึกเหนื่อยมากจริง ๆ จนนึกว่าจะกลายเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว สุดท้ายจึงทิ้งตัวลงไปนอนอยู่กับพื้น ร้องเรียกเยว่หยาให้เข้ามาหาเอาหัวเกยอยู่บนท้องนาง แล้วหลับตาลงเตรียมงีบสักชั่วยาม
เซวียนเหยียนฟู่ที่เพิ่งกลับตำหนักอ๋องจากด้านนอก สิ่งแรกที่เขาทำคือถามว่าอวิ๋นอินอินอยู่ที่ใด
พออาต้าดีดนิ้วขึ้นก็มีคนในชุดดำเผยตัวเดินออกมาจากมุมมืด หลังจากทำความเคารพชายคนนั้นก็เริ่มรายงานเรื่องราวที่อวิ๋นอินอินทำตลอดทั้งวันให้เซวียนเหยียนฟู่ฟัง
“ให้กระหม่อมไปสวนเสือ เชิญองค์หญิงให้เสด็จมานี่ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เซวียนเหยียนฟู่มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เจ้าไปหาไป๋อี บอกให้ช่วงนี้เขาหมั่นมาที่นี่หน่อย”
สีหน้าอาต้าเปลี่ยนเป็นกังวลขึ้นมาทันใด “นายท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบให้ไป๋อีเข้าวังมาทันที”
“ข้าไม่เป็นอะไร แต่จะให้เขามาตรวจชีพจรขององค์หญิงดูเสียหน่อย แล้วปรุงยาบำรุงร่างกายขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ข้าเห็นนางมาสักระยะแล้ว นางกินได้ไม่เยอะ ร่างกายก็ไม่ค่อยมีน้ำมีนวล”
เมื่อนึกถึงน้ำหนักตัวของนางในอ้อมอกเมื่อคืน เซวียนเหยียนฟู่ก็อดไม่ได้ที่จะกลัดกลุ้ม
หากแต่นายท่านที่ไม่แม้แต่ขมวดคิ้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย เวลานี้กลับดูเป็นกังวลเรื่องการเจริญเติบโตของเด็กคนหนึ่ง อาการตกใจทั่วไปไม่สามารถอธิบายสีหน้าของอาต้าได้อีกต่อไป
“ยังไม่ไปอีก?” เห็นอาต้ายังยืนอยู่ที่เดิม สายตาเซวียนเหยียนฟู่ก็เย็นเยียบขึ้นอีกหลายส่วน
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
อาต้ารีบจากไปพร้อมสีหน้าที่หวาดเกรง
พอมาถึงสวนเสือ เซวียนเหยียนฟู่มองสาวน้อยที่นอนหลาอยู่บนฟื้น สีหน้าของเขาก็คล้ำขึ้นทันที รีบก้าวเข้าไปหาอย่างไว แต่พอเห็นท่าทางที่หลับอย่างผ่อนคลายทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนดินโคลนอยู่ของนาง แววตาที่แข็งค้างของเขาก็เปลี่ยนเป็นสายตาจนปัญญาทันที
เยว่หยาได้ยินเสียงก็ขนตั้งขึ้น แต่พอเห็นว่าเป็นเจ้านายของตน มันก็หลับตาลงอย่างว่าง่ายแล้วหลับต่อ โบกหางไปมาเป็นครั้งคราวเพื่อโบกลมให้อวิ๋นอินอิน
เซวียนเหยียนฟู่นั่งลงยอง ๆ แล้วช่วยจัดผมที่ปรกหน้าลงมาให้นาง
ในเวลานี้ ชุดสีทับทิมที่นางสวมอยู่เต็มไปด้วยคราบดินโคลน ใบหน้าขาวเรียวเล็กที่สวยงามกลับกลายเป็นหน้าแมวลาย มือที่เรียวงามก็มองแทบไม่เห็นสีมือเช่นกัน
ด้านข้างยังมีกองโคลนกองหินที่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร เซวียนเหยียนฟู่จึงได้แต่ส่ายหัวระอา
“ช่างไม่เป็นระเบียบเสียจริง”
เสียงต่ำที่ดูออกจะรำคาญ หากแต่แววตาลึกล้ำทั้งสองข้างกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ท่านอ๋อง!”
หงรื่อที่ถืออ่างน้ำมาเห็นบุรุษในชุดคลุมสีเงินที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ตกใจจนหน้าซีดเซียว เซวียนเหยียนฟู่จึงหันมามอง แล้วโบกมือเรียก
หงรื่อรีบร้อนวิ่งเข้าไปหาทันที
“วางน้ำไว้ แล้วเจ้ากลับไปนำเสื้อผ้าสะอาด ๆ มาให้องค์หญิงหนึ่งชุด”
หงรื่อเก็บอาการสั่นไม่อยู่ขณะที่วางอ่างน้ำลง จากนั้นก็วิ่งออกไปจากสวนเสือด้วยความเร็ว
ส่วนทางด้านนี้ หลังจากบิดผ้าให้หมาด เซวียนเหยียนฟู่ก็เริ่มเช็ดหน้าให้นางอย่างแผ่วเบา
อวิ๋นอินอินที่เพิ่งได้เริ่มฝัน จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงความเย็นบนใบหน้า จึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ทว่าสิ่งแรกที่เข้าสู่สายตานางก็คือมือขาว ๆ เรียว ๆ เห็นชัดว่าเป็นมือใหญ่มือหนึ่งที่กำลังถือผ้าเช็ดใบหน้าให้นางอย่างเบามือ
พอมองลอดผ่านนิ้วมือออกไป นางก็เห็นบุรุษที่แสนอบอุ่นหล่อเหลาผู้หนึ่ง
ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง แต่เหตุใดดูแล้วถึงได้เหมือนกับเสด็จอาที่หน้าตาหล่อเหลาเย็นชาของนางเล่า
“ตื่นแล้วหรือ?”
น้ำเสียงเยียบเย็นที่คุ้นเคยดังขึ้น อวิ๋นอินอินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเมื่อครู่ยังมึนงง ค่อย ๆ กวาดมือออกไปข้าง ๆ พอเห็นใบหน้าปีศาจที่พลันยกยิ้มเย็นเยือกอันคุ้นเคยนั้น อวิ๋นอินอินก็ตกใจรีบลุกขึ้นพรวด
“เสด็จอา?”
“ทำไม? หลับไปยามเดียวก็จำข้าไม่ได้แล้วหรือ?”