ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 6 บทที่ 153 งานประมูลครั้งใหญ่ (6)

            ไป๋เสอที่มีประสบการณ์การสร้างบรรยากาศในงานประมูลอย่างโชกโชนอาศัยจังหวะนี้ตีเหล็กยามร้อนทันที เขาหันหาแขกทุกคนในงาน ประสานมือคลี่ยิ้มเอ่ย“ต้องขอขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านในที่สุดโอสถวิเศษเม็ดแรกก็ถูกประมูลไปด้วยราคาที่คู่ควร บัดนี้ขอเริ่มการประมูลโอสถวิเศษเม็ดที่สองต่อเลยแล้วกัน!”

            เมื่อโหลหยกปรากฏขึ้นมาอีกครั้งแผนการและชั้นเชิงของตระกูลที่ต้องเข้าร่วมประมูลในรอบนี้ก็ยิ่งมากกว่าเดิม!

            เม็ดแรกบ่งบอกเป็นอย่างดีหากไม่กรีดเลือดเชือดเนื้อตัวเองคงไม่มีทางได้มา!

            ราคาเริ่มต้นตอนนี้อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันก้อนไปโดยปริยาย!หากมีหินวิญญาณในตระกูลไม่ถึงในราคานี้ ก็จงนั่งดูอยู่เงียบๆ เสียเถอะ

            “หนึ่งหมื่นแปด...” เมื่อโอสถเม็ดที่สองปรากฏขึ้นมาวัยรุ่นตระกูลไป๋หลี่ก็ยืนขึ้นเป็นคนแรก เม็ดที่สองต้องตกเป็นของตระกูลไป๋หลี่เท่านั้น!

            แต่น้ำเสียงเขาเพิ่งสิ้นสุดลงได้ไม่นานเสียงอันนุ่มนวลเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ไม่ว่าใครจะขานราคาเท่าไหร่ขอเพียงไม่ใช่จินตันเจินเหรินทางตู้มหาสมบัติพร้อมให้มากกว่าราคาที่ทุกคนเสนอหนึ่งพันก้อนหินวิญญาณ...ดังนั้นหนึ่งหมื่นแปดเมื่อครู่... จึงกลายเป็น หนึ่งหมื่นเก้าไปโดยปริยาย...”

            เสียงของวัยรุ่นจากตระกูลไป๋หลี่ติดงักอยู่ที่ลำคอพอดีทั้งกลืนไม่เข้าและคายไม่ออก

            ทุกคนต่างมองเขาด้วยสายตาสงสาร

            เจ้าเด็กคนนี้... รีบร้อนทำไม?

            “เหอะๆ ...” ตระกูลไป๋หลี่ได้แต่หัวเราะแห้งๆ และนั่งลงด้วยสีหน้าแดงก่ำ

            ในที่สุดก็ลงมือแล้วสินะ...

            ในใจของทุกคนไม่รู้สึกตึงเครียดแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับถอนหายใจอย่างโล่งอก

            ทุกคนรู้ดีว่ามีดาบลอยอยู่เหนือหัวพวกเขาน่ากลัวที่สุดอยู่ที่ดาบเล่มนี้ยังไม่ร่วงลงมา แต่พอมันร่วงลงมาแล้ว ก็โล่งอกไปความรู้สึกก็เหมือนกับการออกโรงของตู้มหาสมบัติ!

            ดูจากศักยภาพของอีกฝ่ายแล้ว!

            เงิน ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาแม้แต่เพียงขี้เล็บ!

            ทุกคนในงานคิดไม่ถึงว่าตัวแทนจากตู้มหาสมบัติจะใช้วิธีสุดแสนเรียบง่ายและสุดแสนจะได้ผลแบบนี้ไม่รวยจริงคงทำไม่ได้ แต่เขาก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้นหลังจากวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องหน้า ก็รีบลุกขึ้นคลี่ยิ้มเอ่ย“ฉันเกรงว่าราคานี้อาจดูไม่ให้เกียรติโอสถวิเศษเท่าไรนัก ถ้าไม่มีใครขานราคาฉันขอประมูลโอสถเม็ดนี้ในราคาสามหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลางเลยแล้วกันนอกเหนือจากนี้ รบกวนสหายสวีฝากข้อความถึงปรมาจารย์โอสถด้วยขอแค่ท่านให้เกียรติร่วมงานกับทางตู้มหาสมบัติ ท่านสามารถเรียกราคาเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ท่านต้องการทางตู้มหาสมบัติจะไม่คัดค้านแม้แต่น้อย”

            ไม่มีใครมีข้อกังขา ในทางตรงกันข้าม แววตาของพวกเขากลับยิ่งเร่าร้อนกว่าเดิม!

            สามครั้ง...

            เหลือโอกาสอีกสามครั้งเท่านั้น!

            หวังว่าเหล่าจินตันเจินเหรินข้างบน คงยังไม่หงุดหงิดนะ!

            อีกหลายสิบตระกูลที่เหลือ! เหลือโอกาสเพียงสามครั้งเท่านั้น!

            สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหลังจากนั้นคือการเชือดเฉือนกันในราคาที่ต่างฝ่ายต่างเข้าเนื้อและสิ้นเนื้อประดาตัวไปทั้งคู่!

            หลังจากเสียงขานปิดราคาประมูลดังขึ้นสามครั้งแหวนมิติเก็บของของตัวแทนจากตู้มหาสมบัติหนึ่งวงก็ลอยเข้าไปรับโอสถวิเศษหนึ่งเม็ด

            ประธานใหญ่ขององค์กรตู้มหาสมบัติเป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์เพียงคนเดียวที่สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ทัดเทียมจินตันเจินเหรินได้เลยก็ว่าได้!

            “ขอขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน บัดนี้โอสถวิเศษสองเม็ดถูกประมูลไปเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกท่านที่เหลือจงรักษาโอกาสนี้ให้ดี”ไป๋เสอคลี่ยิ้ม โอสถวิเศษเม็ดที่สามพลันลอยออกมาจากโหลหยกจากนั้นการประมูลเม็ดที่สามก็เริ่มต้นอย่างไม่รอช้า

            โอสถวิเศษเม็ดที่สามและเม็ดที่สี่ปิดประมูลในราคาสองหมื่นสี่พันก้อนและสองหมื่นเจ็ดพันก้อนในที่สุดก็ตกเป็นของตระกูลไป๋หลี่และตระกูลปีศาจผู้ฝึกตนจากเมืองเจียงฮั่น

            บรรยากาศในงานตึงเครียดและร้อนระอุยิ่งกว่าเดิมสายตาทุกคนที่เหลือจับจ้องไปยังโอสถวิเศษเม็ดสุดท้ายอย่างเอาเป็นเอาตาย

            นี่...​เป็นโอกาศครั้งสุดท้ายของพวกเขาแล้ว!

            “ขอขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน” ไป๋เสอนำโอสถวิเศษเม็ดที่ห้าออกมาแต่เม็ดที่ห้านี้เป็นโอสถวิเศษขั้นจู้จี ขณะกำลังเปิดเปิดราคาประมูลดวงตาสวีหยางอี้ก็ไหวกระเพื่อม พลันเอ่ยปากพูดขึ้น “รุ่นพี่ไป๋เสอปรมาจารย์โอสถบอกว่าให้ผมประมูลโอสถวิเศษเม็ดนี้ด้วยตัวเอง”

            นี่เป็น... หนึ่งในยารองเม็ดหนึ่งที่เขาหลอมออกมา!

            ยารองสามลายเส้นไป๋เสอแทบไม่ต้องเพ่งสายตามองเพราะเขาเห็นมันอย่างแจ่มชัด!

            โอสถวิเศษเม็ดนี้... เขาอยากประมูลออกไปในราคาที่สูงกว่าเดิม!

            สวีหยางอี้บังคับโอสถวิเศษเม็ดลอยขึ้นสูงกลางอากาศเขายังไม่ทันเอ่ยปากพูดอะไร ทันใดนั้นร่างแก่ชราคนหนึ่งยืนขึ้นพรวดอย่างไม่ดูสังขารตัวเองทันทีตะโกนขึ้นเสียงดังลั่น “สามหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลาง! ฉันขอ!อย่าได้แย่งฉันเลย! ถือว่าไว้หน้าให้กัน!”

            ครั้นสายตาทุกคนจ้องมองไปที่ผู้เฒ่าคนนั้น ก็ดูออกทันทีว่าเขาเป็นใคร

            “นี่... ศาสดาจารย์ยาเหลวอู่เว่ยแห่งสภาปรมาจารย์ยาเหลวไม่ใช่เหรอ?”ผู้ฝึกตนคนหนึ่งหันไปมองก็ต้องพบกับผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ตกใจหน้าแดงเรื่อขึ้นฉับพลันหนวดเคราถูกพัดแตกออกเป็นแพเพราะพลังปราณที่ทะลักออกกะทันหันเนื่องจากความตื่นเต้นหมัดสองข้างกำแน่น สีหน้าท่าทางของเขาในตอนนี้ต่างจากภาพลักษณ์สุขุมลุ่มลึกที่เห็นตามสื่อข่าวไปอย่างถนัดตา

            สภาปรมาจารย์ยาเหลวองค์กรที่ไร้กำลังต่อสู้ที่สุดในโลกผู้ฝึกตนแห่งประเทศหวาซย่า และก็เป็นหนึ่งในสภาที่ได้รับความเคารพยกย่องจากทุกคนมากที่สุดเช่นกัน!

            ผู้ฝึกตนหนีไม่พ้นสามศาสตร์มหาเวทสายเสริม แม้ชื่อเป็นวิชาเวทสายเสริมก็ไม่มีใครกล้าดูหมิ่น

            ในรอบเกือบสองร้อยปีมานี้มีศาสดาจารย์แต่ละศาสตร์วิชาเวทสายเสริมเพียงสิบกว่าคนจากศิษย์สาวกสู่ระดับอาจารย์เลื่อนขึ้นเป็นปรมาจารย์และบรรลุเป็นศาสดาจารย์ของสายเวทนั้นๆ ทั้งสิบกว่าท่านนี้อุทิศผลงานและคิดค้นยันต์อาคมค่ายกล อาวุธอุปกรณ์เวทมนตร์ และยาเหลวที่จำเป็นต่อผู้ฝึกตนนับล้านในประเทศหวาซย่า!

            ซึ่งในบรรดาสิบกว่าท่านคนนี้ มีศาสดาจารย์ยาเหลวทั้งหมดสามคน

            “ศาสดาจารย์อู่เว่ย ศาสดาจารย์อู่เม่ย และศาสดาจารย์จืออวี่”ผู้ฝึกตนเอ่ยขึ้นอย่างสะท้านใจ“นึกไม่ถึงว่าหนึ่งในพวกเขาจะมาร่วมงานที่นี่ด้วยตัวเอง”

            “ศาสดาจารย์อู่เว่ยกับศาสดาจารย์อู่เม่ยคือผู้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์ยาเหลวเขาจะไม่มาได้อย่างไร?” ผู้ฝึกตนข้างๆ คลี่ยิ้มเอ่ย“ส่วนศาสดาจารย์จืออวี่เป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่เทียนเต้า ไม่มาก็ยังพอเข้าใจแต่...”

            ผู้ฝึกตนทั้งสองสบตากัน ทำไมอยู่ๆหนึ่งในศาสดาจารย์ยาเหลวก็ตะโกนดังลั่นว่าต้องการโอสถเม็ดนี้? และทำไมเปิดประมูลด้วยราคาสูงลิบลิ่วแบบนี้?

            ต้องมีความลับอะไรสักอย่างแน่นอน!

            “ที่แท้เป็นศาสดาจารย์อู่เว่ยนี่เอง”เมื่อผู้คนหันไปเห็นผู้เฒ่าหนวดเครารุงรังก็เริ่มตั้งข้อสงสัยขึ้นมาจนทำให้ศาสดาจารย์อู่เว่ยแทบสะดุ้ง!

            “หรือว่าโอสถเม็ดนี้มีอะไรพิเศษกว่าเม็ดอื่น?” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่พูดจาเหมือนคุ้นเคยกับศาสดาจารย์อู่เว่ยระบายยิ้มอย่างสดใส“ก่อนหน้านี้สามเม็ด ทำไมท่านศาสดาจารย์ไม่ลงมือประมูล แต่อยู่ๆกลับขานเปิดราคาโอสถเม็ดนี้ราคาสูงลิบ?”

            “หรือว่าในบรรดาโอสถวิเศษด้วยกันเองมีการแบ่งขั้นด้วย?” ผู้ฝึกตนผู้เฒ่าหน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่งคลี่ยิ้มประสานมือ“คนแก่อย่างฉันได้ยินมาว่า ในยุคผู้ฝึกตนโบราณมีอาชีพหนึ่งเรียงว่านักสะสมโอสถวิเศษซึ่งก็มีอยู่จริงๆ !”

            “ราคาประมูลสามหมื่นก้อนที่ตู้มหาสมบัติเปิดขึ้น สกัดกั้นโอกาสของพวกเราไปอันนี้พอเข้าใจได้ เพราะพวกเราไม่ได้ร่ำรวยเท่าตู้มหาสมบัติ แต่เม็ดนี้ทำไมอยู่ๆศาสดาจารย์อู่เว่ยถึงนึกเปิดราคาประมูลในราคาสามหมื่นก้อนอย่างไม่ลังเล?” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งนิ่งเงียบครุ่นคิดตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าหักหน้าหรือเอ่ยถามศาสดาจารย์อู่เว่ยพวกเขาได้แต่ยิ้มเหยเกอย่างสงสัย“ทำไมสหายสวีถึงต้องดำเนินการประมูลโอสถเม็ดนี้ด้วยตัวเอง?”

            “หยุดคิดและหุบปากไปซะ!” ศาสดาจารย์อู่เว่ย ไปแต่สบถขึ้นในใจ นาทีนี้ดวงตาของเขาราวกับมีเปลวไฟปะทุออกมา

            เขาเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่งเช่นกันเขารู้ดีว่าในเวลาแบบนี้ควรจะลงมืออย่างเงียบๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ในเมื่อเงินก็มีมากพอก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แต่เสี้ยววินาทีที่โอสถวิเศษเม็ดนี้ปรากฏขึ้นมาเขาก็อดลุกขึ้นพรวดพราดอย่างเสียอากาศไม่ได้ จนแขกผู้ร่วมงานคนอื่นๆเริ่มตั้งข้อสงสัย!

            ยาสื่อประสาน(สื่อตัน) ยาช่วย(จั่วตัน) ยารอง(เฉิงตัน)และยาหลัก(จวินตัน)... ตัวเขาก็เคยอ่านตำราโอสถโบราณผ่านตามาบ้างจึงพอรู้ข้อมูลชุดนี้ และรู้จักลักษณะเด่นของพวกมันเสี้ยววินาทีที่โอสถวิเศษเม็ดนี้ปรากฏขึ้นมา มองแค่แวบเดียวเขาก็รู้จักชนิดของโอสถวิเศษเม็ดนี้ทันที!

            มันคือยารอง(เฉิงตัน)... เป็นยารองจริงๆ ด้วย

            ลวดลายสามเส้นที่แทบมองไม่เห็นนั้น ในสายตาของเขามันเป็นเหมือนเกลียวคลื่นลูกใหญ่อันงดงามจับใจเสี้ยววินาทีนั้นทำเอาห้วงสมองตื้อไปเลยเขาจึงลุกพรวดพราดขึ้นมาอย่างไม่ลังเลและคำนึงถึงภาพลักษณ์ตัวเองแม้แต่น้อย!

            “ไม่มีอะไรหรอก... โอสถวิเศษเม็ดนี้... เหอะ ๆ ๆ...” เสียงหัวเราะแห้งๆดังขึ้น เขาพยายามปรับสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติสุดๆมุมปากรั้นขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มแห้งๆ ดูเจื่อนๆ “พอดีว่า... ฉันถูกโฉลกกับ...โอสถเม็ดนี้ก็เท่านั้น...”

            เขาลูบเคราตัวเองเก็บอาการ มือสั่นเล็กน้อย แม้พยายามสะกดน้ำเสียงลงทว่าสายตาเพ่งมองไปหาสวีหยางอี้อย่างมีความนัย

            อย่าพูดออกมานะ...

            ห้ามพูดออกมาเด็ดขาด...

            แต่แล้ววินาทีต่อมา ประหนึ่งเขาได้ยินเสียง “เพล้ง” ดังขึ้นในห้วงสมองนั่นเป็นเสียงแห่งความฝันอันสวยงามของเขาแตกสลายลงต่อหน้าต่อตา

            “นี่คือยารอง” ตอนนี้สวีหยางอี้ไม่ได้สังเกตสายตาของทุกคนที่มองมาแม้แต่น้อยเขาคลี่ยิ้มพูดขึ้นอย่างจริงใจ “รายละเอียดเป็นอย่างไร ผมไม่รู้ผมรู้แค่ว่าตอนที่ปรมาจารย์โอสถมอบโอสถเม็ดนี้มา ท่านบอกกับผมว่าโอสถวิเศษเม็ดนี้เป็นผลผลิตจากทั้งหมดของศาสตร์โอสถโบราณที่เขาสามารถเรียนรู้ได้ตอนนี้เป็นแก่นวิชาทั้งหมดของศาสตร์หลอมโอสถที่ดึงออกมาได้ในตอนนี้ดังนั้นราคาของมันอาจจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย”

            ประโยคนี้ประหนึ่งหยอดน้ำมันลงเปลวไฟที่ปะทุอยู่ในดวงตาทุกคน!

            “ทั้งหมดของศาสตร์หลอมหาที่เรียนรู้ได้ในตอนนี้”“แก่นวิชาทั้งหมดของศาสตร์หลอมโอสถในตอนนี้!”ผนวกกับท่าทางเสียอาการของศาสดาจารย์อู่เว่ยเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าเป็นเสียงจากผู้ใดแต่เสียงตระกูลนั่นขานราคาดังลั่นเป็นเสียงแรก “สามหมื่นห้าพันก้อนหินวิญญาณ!”

            ตอนนี้ ศาสดาจารย์อู่เว่ยได้แต่เอามือก่ายหน้าผาก

            เมื่อครู่ประมาทไป...

            ความประมาทครั้งนี้ นำมาซึ่งศึกแย่งชิงอันดุเดือดครั้งสุดท้าย!

            “สี่พันก้อน” เขากัดฟันตะโกนออกมา ไม่ว่าอย่างไรโอสถเม็ดนี้ต้องตกเป็นของศาสดาจารย์ยาเหลวอู่เว่ยอย่างเขาเท่านั้น!

            เมื่ออยู่ต่อหน้าศาสตร์หลอมโอสถโบราณนี้แล้ว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตัวราวกับสภาปรมาจารย์โอสถที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นมาเป็นเรื่องน่าขำสิ้นดี แม้มีความว่า‘โอสถ’ เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่โอสถที่แท้จริง และเขาก็มั่นใจเป็นอย่างยิ่งหากเขาได้โอสถวิเศษชนิดยารองนี้ไป เขาจะต้องแกะตำรายาได้อย่างแน่นอน!

            “หนึ่งแสน” การขานราคาครั้งนี้ไม่มีเหตุผลต้องเพิ่มทีละเล็กทีละน้อยอีกต่อไป

            “ใครกัน!” ผู้ฝึกตนผู้เฒ่าคนหนึ่งที่เพิ่งขานราคาสี่หมื่นสามได้ไม่นานก็หยุดชะงักและหันขวับมองหาต้นเสียงทันที!

            “ใครตะโกนปั่นราคา?!” นี่เป็นงานประมูลครั้งใหญ่ของประเทศหวาซย่า!ในงานนี้ มีตระกูลไหนที่มีทรัพย์สินถึงหนึ่งแสนก้อนหินวิญญาณบ้าง!”

            เสียงตระโกนของเขาดังลั่นผ่าแสกกลางขึ้นกลางงานประมูล แต่ผู้ฝึกตนข้างๆกลับกระตุกแขนเสื้อ และส่งสายตาให้เขา

            “ปล่อยฉัน!” ผู้ฝึกตนผู้เฒ่าตวาดเสียงดังลั่น“ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามีตระกูลไหนที่มีหินวิญญาณเยอะขนาดนี้!ต่อให้เป็นตู้มหาสมบัติก็ไม่มีทางควักหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งแสนก้อนออกมาแบบนี้แน่นอน!”

            “ท่านผู้นำ...” ผู้ฝึกตนข้างๆ แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาเต็มทนแล้ว “เมื่อครู่เมื่อครู่ ผู้ขานราคาหนึ่งแสนก็คือ... คือ...”

            ผู้ฝึกตนผู้เฒ่าหยุดชะงักในบัดดล... ไม่จริง!

            หลังจากเสียงขานราคาหนึ่งแสนดังขึ้น อยู่ๆทุกสรรพเสียงในงานก็ดับสนิทในบัดดล และดูเหมือนเสียงเมื่อครู่จะเป็นมาจาก...

            “กึก ๆ ....” เสียงฟันของเขาดังกระทบกันระรัวอย่างควบคุมไม่ได้เหงื่อกาฬผุดเต็มตัว คอกระตุกแหงนขึ้นคล้ายหุ่นยนต์สายตามองไปยังศาลาสีดำเหนือหัวตัวเอง

            จินตันเจินเหริน!

            จินตันเจินเหรินลงมือเป็นครั้งแรก!

            บรรยากาศในงานเงียบสงัดลงดั่งป่าช้า ตอนนี้เสียงขานราคาหนึ่งแสนดังขึ้นหากไม่มีมือกระดูกสีขาวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาคงไม่มีใครรู้ว่าเป็นเสียงของจินตันเจินเหริน!

            “ทำไม” เสียงแห้งผากเรียบนิ่งดังออกมาจากศาลาสีดำ “หนึ่งแสนมันเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ?”

            “ท่านอาวุโส ผู้น้อยอย่างกระผมขอกราบประทานอภัยอย่างยิ่ง...” นาทีนี้ผู้ฝึกตนผู้เฒ่าโค้งตัวเกือบจะเก้าสิบองศา เหงื่อกาฬไหลรินคล้ายสายฝน

            ศาสดาจารย์อู่เว่ยตาแดงก่ำและได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่

            โอสถวิเศษชนิดยารองสามลายเส้น! ดูลวดลายสามเส้นด้านหน้านี้สิ สีจางๆงดงามจับตา น่าทะนุถนอมเอ็นดู ประหนึ่งสวรรค์เป็นผู้รังสรรค์!

            ทว่านาทีนี้ มันลอยจากเขาไปต่อหน้าต่อตาลอยไปไกลลิบลับจนเขารู้สึกเหมือนไม่มีทางไล่ตามไป!

            ในเมื่อจินตันเจินเหรินเอ่ยปาก แล้วคนอย่างเขาจะทำอะไรได้?

            “ฉันก็แค่ร่วมสนุกด้วยเฉยๆ เอาล่ะทุกคน...” เสียงแห้งผากดังขึ้นอีกระลอก“ร่วมสนุกกันต่อสิ”

            แม้ในใจทุกคนจะโมโห แต่ใครจะกล้าพูด

            จินตันเจินเหรินไร้นามไร้สำนักท่านนี้ควักหนึ่งแสนก้อนวิญญาณระดับกลางออกมาอย่างไม่เป็นปัญหาแล้วพวกเขาล่ะ? มีปัญหาหรือไม่? หากมีปัญหาแล้วใครจะกล้าควัก?

            ศาสดาจารย์อู่เว่ยกัดฟันโค้งคำนับ “ด้วยความเคารพอย่างสูงท่านอาวุโสเทียนฉายเจินเหรินกล่าวไว้ก่อนหน้ามิขอร่วมประมูลห้าเม็ดแรก ไฉนท่านอาวุโสจึงต้องการโอสถวิเศษเม็ดนี้ด้วยขอรับ?”

            คล้ายเสียงแห้งผากนี้หลุดขำออกมา “ฉันรู้จักนาย”

            “ศาสดาจารย์อู่เว่ยสินะ แต่...” เขาหยุดชะงัก “เป็นแค่ศาสดาจารย์ยาเหลว!”

            “รู้อะไรไหม...” น้ำเสียงเขาเหมือนกำลังไล่นึก “ฉันไม่เคยกินยาเหลวแม้แต่ครั้งเดียว!”

            “เมื่อได้ลิ้มรสผลท้อสวรรค์อันหอมหวานยากจะลืมเลือนไฉนต้องกลับไปแทะผลมะระ” เขาพูดขึ้นน้ำเสียงเยาะเย้ย “อีกอย่างทำไมฉันต้องไว้หน้าปรมาจารย์ยาเหลวที่เจินเหรินอย่างฉันไม่คิดจะลิ้มลองด้วย”

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน