ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 41 ฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตา (2)

             

            “น่าจะมีชีวิตที่ดีที่สุดให้เลือกใช่ไหมครับ”ผมไม่สามารถอธิบายปัญหาให้เขาฟังได้

            ถ้าผมเป็นอย่างเขา สามารถเลือกชีวิตได้อย่างเสรีแต่กลับไม่มีแบบฉบับให้ดำเนินตามคงหนักใจเหมือนเขา

            เกิดเสียงดังขวับทันใดนั้นเขาก็เปิดอกเสื้อตัวเองออก เผยให้เห็นสัญลักษณ์รูปสัตว์ประจำเผ่าบนแผ่นอก

            ผมอยู่ห่างจากเขาราวสิบก้าว ขณะที่รีบร้อนยังมองเห็นไม่ชัดพอจะขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น

            ที่ด้านหลังของชายชุดยาวสีเทามีอาวุธลับสีดำขลับปรากฏขึ้นมีขนาดเท่ากับแตงโมครึ่งซีก ร่อนมาเร็วมาก มีเสียงประหลาดดัง “กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง”

            ผมร้องเตือนเขาไม่ทัน ของสิ่งนั้นทะลุแผ่นหลังของเขาแล้วทะลุออกมาทางหน้าอก

            ที่แท้ด้านหน้าของของสิ่งนี้มีฟันเลื่อยนับไม่ถ้วนหมุนอยู่ไม่ว่าเจอของแข็งใดๆ ก็เลื่อยขาดอย่างง่ายดาย

            ชั่วพริบตาของสิ่งนั้นถอยกลับไปนอกประตูพร้อมกับติดเอาทรวงอกครึ่งหนึ่งของชายชุดยาวสีเทาไปด้วยไปอย่างไร้สุ้มเสียง

            นอกห้องเป็นโลกที่เต็มไปด้วยหิมะ ที่แท้เราอยู่ในหอคอยสูงแห่งหนึ่งในทุ่งโล่ง

             “ให้...ดาบเล่มนั้น...เธออย่าฝืนฟ้า...เปลี่ยนชะตา อย่าเชื่อการเปลี่ยนชะตา และไม่ต้องรู้ว่า...ชะตาของตัวเองเป็นอย่างไรแน่...ความตาย...จึงจะเป็นจุดจบที่ดีที่สุดฉันเหนื่อยแล้ว...” ชายชุดยาวสีเทาเดินโซเซมาที่โต๊ะ จับขอบโต๊ะไว้แล้วนั่งลง

            หน้าอกเขากลวงโบ๋แล้วได้แต่ฝืนเกาะโต๊ะไว้จึงไม่ล้มลงไป

            ถึงเวลานี้สติเตือนผมว่าควรจะถามเขาว่ากระจกวารีโหรเทพอยู่ที่ไหนแต่คุณธรรมบอกผมว่านั่นเป็นเรื่องที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง

            “เผาผาแดงกลางหิมะ...เป็นแค่ความฝัน ฉันเองก็รู้ว่าเป็นความฝันความฝันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด...มีชีวิตอยู่ในความฝันย่อมดีมาก...ทั่วหล้าสับสนอลหม่านมีเพียงข้าที่ใสกระจ่าง ทั่วหล้าล้วนมัวเมา มีเพียงข้า...ที่ตื่น...จำไว้ จำไว้นะโลกนี้มีพลังที่เหนือกว่าเจ็ดอ๋อง...เจ็ดอ๋องคืออ๋องในยุคจั้นกั๋ว มีสิ่งที่เหนือกว่าเจ็ดอ๋องตลอดกาลจำนกตัวนั้นไว้...จำไว้...จำไว้ว่าคนทรยศอยู่ข้างตัวตลอดไป...จำไว้...” เขาพูดเสียงเบาไม่ปะติปะต่อฟังคำพูดตอนท้ายไม่ชัดแล้ว กลายเป็นเสียงร้องครางเบาๆ ในลำคอ

            ขณะนี้มือสองข้างเขากดลงบนแผนที่แต่ไม่เกิดเหตุการณ์ประหลาดอะไรแล้ว

            ผมเดินไป กุมมือเขาไว้ ใช้นิ้วชี้กดบนตำแหน่งแม่น้ำในแผนที่ยังคงไม่เกิดอะไรขึ้น

            “เรื่องเป็นยังไงกันแน่ครับ” ผมสับสนไปหมด

            เสียงลมคำราม หิมะขาวปลิวว่อนประตูและหน้าต่างถูกหิมะปิดกั้น มองไม่เห็นทัศนียภาพไกลออกไปแล้ว

            ผมกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ เตรียมหยิบกระจกปากั้วลงมาแล้วหาทางหนีไป

            กระจกปากั้วบานนั้นแขวนไว้สูงมากผมเขย่งปลายเท้า ยังเอื้อมถึงแค่ขอบเท่านั้น ต้องยืดตัวเต็มที่จึงจะปลดลงมาได้

            ขณะที่ผมยื่นสองแขนและแหงนมองขึ้นไป จู่ๆเพดานห้องก็แยกออกจากกันตรงกลาง ปุยหิมะเต็มฟ้าพัดใส่ใบหน้าผม ผมมองดูท้องฟ้าฟ้าสีเทาขมุกขมัวและขาวโพลนก็แยกออกจากกัน เผยดวงอาทิตย์เจิดจ้าตรงกลางออกมา

            จากนั้นโลกที่ผมอยู่ก็ฉีกขาดเสียงอึกทึกสารพัดในเมืองดังอื้ออึงขึ้น กระแทกใส่หูผม

            ผมมองดูรอบๆปรากฏว่ายืนอยู่บนถนนที่ผู้คนที่เดินไปมาและมีคนมุงดู

            ถนนสายนี้คือถนนลู่ลูปาที่ผมเดินผ่านตั้งแต่เด็กเป็นหมื่นเที่ยวแล้วนี่หมายความว่าภาพหลอนที่เล่นงานผมล้วนห่างไกลออกไปแล้วผมกลับมาอยู่ในที่แสงแดดเจิดจ้าแล้ว

            สองสามนาทีต่อมา ผมตื่นขึ้นเต็มที่แล้ว พบว่าสิ่งที่ทำลายภาพหลอนนั้นไม่ใช่หัตถ์มหึมาของเทพสวรรค์แต่เป็นรถขุดดินขนาดเล็กสองคัน

            บ้านของป้ากวนถูกรื้อถอนอย่างวุ่นวายเศษอิฐกองเต็มพื้น เสาบ้านเอียงกะเท่เร่

            นี่เป็นเขตเมืองที่คนพลุกพล่านการรื้อถอนบ้านโดยพลการต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทกำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของเมืองและตำรวจกลุ่มหนึ่งอย่างยิ้มแย้มคนเหล่านี้คอยชี้ไปที่ซากปรักหักพัง มองออกว่าเขาตกลงกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้วการรื้อบ้านจึงกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องง่ายดาย

            ถังหว่านเป็นคนดึงผมออกจากซากปรักหักพังคราบน้ำตาบนใบหน้าเธอยังไม่แห้ง จากนั้นก็มีรอยยิ้มเกลื่อนหน้า

            “ฉันร้อนใจแทบตายเพราะเปิดม่านประตูไม่ได้ต่อมาไม่รู้ว่าเพราะอะไร รถขุดดินก็มาถึง ทั้งดันทั้งขุด ชั่วประเดี๋ยวก็รื้อถอนบ้านลงจากนั้นคุณจึงปรากฏตัวออกมา” ถังหว่านคล้องแขนผมไว้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดคร่าวๆ

            ผมดึงมือเธอขึ้นเพื่อดูนาฬิกาสิบโมงเช้าแล้ว ใกล้เวลาที่ปู่ต้องเดินทางแล้ว

            “กลับไปก่อน กลับไปก่อนแล้วค่อยว่า”ผมมีเรื่องมากมายอยากพูด แต่ตอนนี้มีเวลาไม่พอแล้ว ต้องทำเรื่องใหญ่ก่อน

            ถังหว่านซื้อน้ำดื่มสองขวดจากร้านริมถนน ผมดื่มขวดหนึ่งใช้อีกขวดล้างหน้า

            “คุณเซี่ย คุณถัง”ชายหนุ่มในชุดสูทเดินเร่งรีบมา สีหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงจริงใจ “ผมแซ่เหวินชื่อไป๋อวี่ เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานของท่านประธานเยียนครับทั้งสองท่านมีเรื่องอะไรสั่งได้เต็มที่ ผมจะช่วยจัดการให้ ท่านประธานเยียนกำชับว่างานพิธีศพของท่านผู้เฒ่าเยียนเป็นงานใหญ่ของงานใหญ่ต้องคำนึงอย่างละเอียดรอบคอบ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดผมคงถูกตำหนิอย่างหนัก”

            ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่ที่เขาเอ่ยถึงท่านประธานเยียนทำให้ผมรู้สึกอึดอัด

            ท่านประธานเยียนย่อมหมายถึงเยียนเกอสิงบุคคลที่ยิ่งใหญ่จากเมืองหลวงที่แค่ดีดนิ้วก็สามารถจัดการได้ทุกเรื่อง

            “ขอบคุณคุณเหวินมากค่ะ” ถังหว่านตอบตามมารยาท

            “ไม่เป็นไรครับต่อไปเรียกผมว่าเสี่ยวเหวินก็พอ ถ้างั้นไม่รบกวนเวลาของสองท่านแล้วเชิญกลับบ้านก่อน เดี๋ยวผมตามไปครับ”

            เหวินไป๋อวี่ยิ้มอย่างนอบน้อมแล้วถอยออกไปยืนอยู่ริมถนนดูเราสองคนผละไป

            ระหว่างที่ผมกับถังหว่านเดินกลับตามทางเดิมนั้นอารมณ์ความรู้สึกห่อเหี่ยวมาก

            “เข้มแข็งหน่อย ทุกคนเฝ้าดูคุณอยู่นะ”ถังหว่านฝืนยิ้ม เขย่ามือผมเป็นการให้กำลังใจ

            ผมหยุดเดินเมื่อผ่านบ่อน้ำตระกูลหลิว พิงเสารั้วหินสีน้ำเงินริมถนนเพื่อพัก

            มองไปทางตะวันตกจากที่นี่น้ำพุที่ใสสะอาดจากใต้ชายคาทุกบ้านไหลมารวมกัน เสียงน้ำดังซู่ๆราวกับเสียงเพลงบรรเลงด้วยพิณอย่างไพเราะ ที่ท้องน้ำเป็นหินกรวดมนหลากสีถูกกระแสน้ำกัดเซาะหลายสิบปีจนกลมมนลื่นใส แต่ละก้อนมีคุณสมบัติที่จะเป็นผลงานศิลปะชั้นสูง

            นี่คือเขตหมิงฟู่ เมืองเก่าจี่หนาน เป็นถนนเก่าและตรอกซอยที่สวยที่สุดเป็นที่หนึ่งในหล้า ไม่มีที่ใดบนโลกเหมือน

            “สวยจริงๆ!” ถังหว่านพูดเบาๆ

            ใบหน้าเธอมีรอยยิ้มหลังจากที่โชคดีรอดตายมาได้เช็ดน้ำตาหมดแล้ว เธอไม่แต่งหน้าแม้แต่น้อย เป็นความงามที่ใสบริสุทธิ์ดุจดอกพุดตาน

            “ผมมอบสามคำนี้ให้คุณเช่นกัน” ผมพูด

            ถังหว่านยิ้ม ใบหน้ายิ่งสวยเด่นขึ้น

            ได้พักบ้างหลังจากศึกใหญ่เป็นเรื่องที่น่าพอใจผมยินดีที่จะอยู่นิ่งๆ มองดูถังหว่าน ใช้ความงามของเธอลบภพที่โหดร้ายในความทรงจำ

            ฉากที่ชายชุดยาวสีเทาถูกลอบโจมตีนั้นน่าสยดสยองอาวุธลับที่เหมือนแตงโมผ่าซีกทำให้ผมนึกถึงกงจักรเลือดที่ตัดหัวคนโดยไม่มีเลือดในตำนานของวงนักเลงทันทีแต่ครั้งนี้มันไม่ได้ตัดศีรษะคนไปแต่เอาภาพสัญลักษณ์สัตว์ประจำเผ่าที่ประหลาดบนหน้าอกชายชุดยาวสีเทาไป

            ผมไม่รู้ว่าสัญลักษณ์นั้นคืออะไรแต่ผมหวังว่านั่นคือภาพหนึ่งปักษีแบกสัตว์เจ็ดชนิด

            ประวัติศาสตร์ไม่ถูกแก้ไขแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ย่อมถูกแก้ไขไม่ได้เด็ดขาด ที่เขาพูดว่าเผาผาแดงกลางหิมะกลายเป็นคำพูดลอยๆไปแล้ว เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ เมื่อโจรญี่ปุ่นบุกผ่านด่านซานไห่ เมืองหลวงเทียนสินแล้วเข้าสู่เขตแดนซานตง มีพวกบัณฑิตสำนักขงจื๊อยกรูปสลักไม้ท่านขงจื๊อออกมาเพื่อทำพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายคิดจะใช้มาตรการของจิ๋นซีที่ยกเลิกสำนักอื่นเชิดชูเพียงสำนักขงจื๊อเท่านั้นเพื่อมาข่มขวัญโจรญี่ปุ่น ทั้งยังแจกใบปลิวไปตามถนนบอกว่าคนญี่ปุ่นเป็นลูกหลานของคนจีน ไม่ควรทำเรื่องอกตัญญูที่ลูกหลานทำร้ายบรรพชนของตนเองผลก็คือผู้ป่าวร้องเอิกเกริกเหล่านี้ต่างหนีกันกระเจิงเพราะปืนและปืนใหญ่ของญี่ปุ่นไม่ได้ผลอะไรเลย

            โลกนี้มีบัณฑิตจอมปลอมมากมายเกินไปที่ชอบอวดอ้างทำตัวโดดเด่นส่วนนักไสยเวทยอดฝีมือแห่งศาสตร์แปลกพิสดารที่แท้จริงกลับถูกละเลย

            ผมจะจดจำคำพูดเขาไว้ตลอดไปนึกถึงเขาในส่วนลึกของหัวใจไม่ว่าที่เขาปรากฏตัวขึ้นเป็นเพราะแผนตัวแทนของซังชิงหงหรือยันต์เลือดของป้ากวนก็ตาม

            “เขาเป็นคนดี” ผมบอกกับตัวเองซ้ำๆ ในใจ

            “คิดอะไรอยู่คะ” ถังหว่านเดินเข้ามาใกล้ผมคล้องแขนผมอีกครั้ง

            ผมสั่นหัวแล้วยิ้ม จ้องมองดวงตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกลึกล้ำของเธอ

            “อยากได้...ใจเขา อยู่กันจนแก่เฒ่านี่เป็นคำอธิษฐานของฉันต่อสายน้ำเมื่อครู่” เธอพูดเบาๆ “ป้ากวนตายแล้วต่อไปไม่รู้ว่ายังมีกี่คนที่จะตายฉันแค่หวังว่าเราจะทะนุถนอมทุกนาทีที่อยู่ด้วยกันไว้”

            “ผมยินดีครับ”ผมกุมมือเธอไว้แล้วตอบอย่างขึงขัง

            “แค่กๆ” มีคนไอที่ร้านอักษรศิลป์ข้างๆ

            หูผมไวมากฟังออกทันทีว่าเป็นเสียงของเยียนเกอสิง

            “เสียงเยียนเกอสิง” ผมพูดเบาๆ กับถังหว่าน

            ผมพูดเพียงเท่านั้นม่านไม้ไผ่หน้าร้านถูกเลิกขึ้น เจ้าของร้านเดินออกมาส่งแขก “เชิญครับ แล้วพบกันอีกครับ”

            คนที่เดินผ่านม่านไม้ไผ่ออกมาคือเยียนเกอสิงเพียงแต่เขาเปลี่ยนใส่ชุดแบบถังจวงทำจากผ้าแพรสีดำกระดุมด้ายสีเงินสวมรองเท้าผ้าแบบจีน ท่าทางภูมิฐานมาก

            เมื่อเทียบกับผมที่ดูทุลักทุเลเนื้อตัวมีฝุ่นจับท่าทางเขาดูไม่ธรรมดา เหนือกว่าผมหลายเท่า

            “เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวถัง สวัสดีครับ” พอเขาเปลี่ยนชุดน้ำเสียงและคำเรียกขานเราสองคนก็เปลี่ยนไปด้วย

            “สวัสดีค่ะคุณเยียน” ถังหว่านตอบตามมารยาท

            เยียนเกอสิงกวักมือ “ไปกันเถอะแขกที่มาส่งศพคงมากันแล้ว”

            ผมรู้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูดพล่ามจึงพยักหน้าและยิ้มให้เขา เราสามคนจึงเดินเคียงกันไปทางทิศใต้

            เพิ่งเดินมาถึงบ่อน้ำผุเถิงเจียว(มังกรผงาด) ก็มีคนชุดดำเดินเร็วๆ เข้ามารายงานเยียนเกอสิง “ท่านประธาน คนสำคัญส่วนใหญ่ในวงการนักเลงของจี่หนานมากันแล้วในลานบ้านรองรับไม่ได้ หัวหน้าเหวินจึงสั่งให้ใช้สนามของเพื่อนบ้านสี่หลังรองรับด้วยจัดแขกตามฐานะและรุ่นเรียบร้อยแล้ว ยังจองภัตตาคารแล้วจัดเลี้ยงระดับแขกบ้านแขกเมืองครับ”

            เยียนเกอสิงผงกหัวชายชุดดำจึงเดินผละไปอย่างรวดเร็ว

            “แขกมากันมากมายขนาดนี้เชียวหรือ”ถังหว่านพูดเบาๆ ไม่รู้ว่าถามผมหรือถามเยียนเกอสิง

            ผมไม่รู้ว่ามีคนมากน้อยแค่ไหนมาส่งศพปู่เท่าที่จำได้นอกจากเพื่อนบ้านเก่าแก่บนถนนชวีสุ่ยถิงแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่นับว่าเป็นเพื่อนปู่ส่วนที่ชายชุดดำบอกว่า “คนสำคัญในวงการนักเลงของจี่หนาน” นั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมาเพราะความเคารพต่อปู่

            “ในอดีตนั้นพอท่านผู้เฒ่าเซี่ยกระทืบเท้าที่สะพานเทียนเฉียวพื้นดินทั้งในและนอกเมืองทั้งสี่ทิศจะสั่นสะเทือน บุคคลที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้จากไปใครบ้างจะไม่ให้เกียรติ” เยียนเกอสิงอธิบายกับถังหว่าน

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน