“โต้วอิน สิ่งที่เจ้าว่ามา จริงอยู่ว่าฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันจะดีจริง ๆ น่ะหรือ?” จ่างกงจู่คาดไม่ถึงว่าหลานสาวของพระสวามีที่ตนเห็นมาแต่เล็กจะทดท้อจนหมดอาลัยตายอยากเช่นนี้ หรือว่าหลายปีที่เกิดเรื่องราวขึ้นมากมายทำให้ความทะเยอทะยานของนางจางหายไปแทบหมดสิ้นแล้ว?
“ข้าเลี้ยงดูเฉินอวี้ให้เติบโตมาด้วยตนเอง ข้าเชื่อว่าเขาเองก็คงจะคิดไม่ต่างกันเจ้าค่ะ” โหวฮูหยินกล่าวย้ำด้วยสีหน้าที่ยังคงแน่วแน่
จ่างกงจู่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม “โต้วอิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดการปลดหรือปรับลดตำแหน่งขุนนางจึงไม่อาจทำได้โดยง่าย? นั่นก็เพราะบรรดาขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์เหล่านั้นจัดแจงแต่งงานกันในหมู่ผู้สูงศักดิ์ แผ่ขยายสายตระกูลทำให้พวกเขากลายเป็นทองแผ่นเดียวอยู่ทุกปีน่ะสิ พวกเขาเลือกใช้การแต่งงานมาเป็นสิ่งเชื่อมสัมพันธ์สองตระกูลให้กลายเป็นเป็นญาติมิตรผูกพัน ใช้ทายาทเป็นเงื่อนที่คอยเชื่อมทั้งสองตระกูลให้ยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกันไว้ ยามเมื่อภัยเกิดขึ้นกับตระกูลใดอีกฝั่งตระกูลก็สามารถค้ำจุนเกื้อหนุนให้รอดอยู่ได้ เพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และธรรมดาสามัญเช่นงานวิวาห์กลับสามารถส่งผลกระทบอันใหญ่ยิ่งได้ ไม่เพียงแต่ในระดับตระกูลแต่รวมไปถึงระดับแว่นแคว้นก็เคยเกิดขึ้นแล้ว เหล่าคนตระกูลใหญ่ ๆ จึงไม่เคยละเลยเรื่องนี้เลย เพราะอาศัยการแต่งงานจึงทำให้สองตระกูลมั่นคงสืบต่อ แล้วตอนนี้จวนโหวของเจ้าโดดเดี่ยวไร้ผู้ให้พึ่งพิง หากไม่ดองกับตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ไว้เป็นกำลัง เกรงว่าแม้ตำแหน่งขุนนางดั้งเดิมที่พวกเจ้าครอบครองอยู่ก็อาจจะรักษาไว้ได้ยาก!”
ว่ากล่าวกันตามจริงแล้ว ทางเลือกสำหรับจวนจิ้งหย่งโหวนั้นเหลือน้อยลงไปทุกที ความหวังถึงความยิ่งใหญ่ในภายหน้าจึงยิ่งริบหรี่ดุงดั่งแสงเทียนที่พร้อมจะมอดดับลงทุกเวลา
โหวฮูหยินตกตะลึงไปชั่วขณะยามได้ฟังวาจาของจ่างกงจู่ ทว่าเมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสตรีผู้เด็ดเดี่ยวก็ยังคงยืนกรานตามคำพูดเดิม “หากเฉินอวี้ไม่อาจรักษาตำแหน่งขุนนางไว้ได้ด้วยตนเอง เช่นนั้นตำแหน่งขุนนางก็คงเปรียบดั่งเครื่องประดับข้างกายเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เจ้า! เหตุใดถึงไม่ฟังคำข้าเสียบ้าง!”
คิดว่าทรัพย์สินเงินทองและเกียรติยศจะได้มาโดยง่ายเช่นนั้นหรือ? ในราชสำนัก หากเดียวดายไร้หลักยึดโยง ไร้ปราการแวดล้อมคุ้มภัยแล้ว การถูกถอดยศปลดตำแหน่งย่อมง่ายดายเสียยิ่งกว่าหายใจเข้าออก ไม่เพียงเท่านี้ การจะกอบกู้ให้กลับคืนมาเป็นเช่นเดิมก็ยิ่งยากเย็นเหนือสิ่งอื่นใด
ยามนี้มิใช่ยุคแห่งการบุกเบิกแผ่นดินที่ฮ่องเต้จะทรงปลุกขวัญกำลังใจเหล่าข้าราชการบุ๋นบู้ ด้วยการแต่งตั้งขุนนางน้อยใหญ่ซ้ายขวา พระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ให้อย่างง่ายดายอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นเวลาที่ฝ่าบาทต้องการจำกัดความยิ่งใหญ่ของขั้วอำนาจล้นฟ้าที่รายล้อมราชบัลลังก์ ลดทอนอำนาจขุนนางชั้นสูงทั้งหลาย เพื่อป้องกันมิให้เกิดคมหอกคมดาบทิ่มแทงและสั่นคลอนราชบัลลังก์ได้!
สุภาพบุรุษผู้มีปัญญาย่อมอยู่ให้ห่างไกลจากภัยอันตรายทั้งปวง แล้วเหตุใดต้องให้ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของจวนโหวเหยียบย่ำลงในโคลนตมด้วย!
โหวฮูหยินผุดลุกขึ้นแล้วยอบกายให้จ่างกงจู่ด้วยความเคารพ ก่อนกล่าววาจาอย่างเป็นทางการ ทั้งน้ำเสียงและสายตาเต็มไปด้วยความจริงจังเด็ดเดี่ยว “หม่อมฉันโต้วอิน ขอบพระทัยจ่างกงจู่ที่เมตตาชี้แนะสิ่งต่าง ๆ แต่หม่อมฉันเชื่อว่าทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไข เมื่อถึงเวลาที่เกิดปัญหาขึ้น ยามนั้นหม่อมฉันย่อมทำตัวหน้าไม่อาย ขอประทานอนุญาตมาพึ่งพาพระเมตตาขอคำปรึกษาจากจ่างกงจู่ แต่ในเวลานี้หม่อมฉันตัดสินใจเรื่องนี้แล้ว ที่สำคัญหม่อมฉันก็ไม่ต้องการให้เฉินอวี้เข้าไปพัวพันกับเรื่องของขุนนางชั้นสูงเหล่านั้นด้วย”
จ่างกงจู่รู้สึกตกตะลึงกับคำกล่าวของโต้วอินไม่น้อย นางไม่ต้องการให้บุตรชายเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบรรดาตระกูลขุนนางชั้นสูงอย่างนั้นหรือ?
เพราะเหตุใดกัน?
หากแบ่งตามก๊กเหล่าแล้ว จวนจิ้งหย่งโหวก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ตระกูลหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน!
“อินเอ๋อร์ เจ้าบอกข้ามาตามตรง ในตอนนั้นเจ้า–”
“จ่างกงจู่เพคะ ได้โปรดเมตตาระมัดระวังสิ่งที่จะตรัสด้วย หากพระองค์ตรัสเรื่องนั้นออกมา ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อจวนจิ้งหย่งโหวเท่านั้น แต่เกรงว่าทั้งหม่อมฉันและเฉินอวี้ก็คงจะต้องเดือดร้อนไปด้วย และถ้าหากถึงตอนนั้นจริง ๆ พวกเราสองแม่ลูกก็จะไร้ทางรอดอย่างแน่แท้นะเพคะ!” วาจาของจ่างกงจู่ยังไม่ทันจบลง โหวฮูหยินก็กล่าวแทรกขึ้นทันที ตั้งแต่ประโยคก่อนหน้านี้นางไม่แม้แต่จะเรียกขานว่าท่านป้า วาจาก็ติดจะแข็งกร้าวดื้อรั้น นี่แสดงให้เห็นถึงโทสะที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในใจ
จ่างกงจู่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปในทันที “ใช่ ใช่ ใช่แล้ว ป้าผิดเอง…หากมีสิ่งผิดพลาด ก็ควรได้รับการแก้ไขไปตั้งแต่คราวนั้นแล้ว เหตุใดจึงต้องรั้งรอมาจนถึงบัดนี้”
โหวฮูหยินที่ยืนอยู่ข้างกายจ่างกงจู่มิอาจทรุดตัวนั่งลงได้อีกต่อไป “ตอนนี้ก็สายมากแล้ว จ่างกงจู่ยังต้องรับแขกเหรื่ออีกมาก หม่อมฉันขอตัวลาเพคะ”
จ่างกงจู่จึงโบกมืออนุญาตให้คู่สนทนากลับออกไปได้ บัดนี้ดวงพักตร์ชราของสตรีสูงศักดิ์เต็มไปด้วยความหดหู่ เจ็บปวด และดูเศร้าหมองเป็นที่สุด
โหวฮูหยินยอบกายทำความเคารพอีกครั้งก่อนหันหลังกลับ สองเท้าก้าวเดินออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว
ด้านนางกำนัลซู เมื่อพบว่าสีหน้าและท่าทางของนายเหนือหัวดูย่ำแย่และเศร้าโศก จึงรีบเข้าไปกล่าวปลอบประโลมด้วยความห่วงใย “จ่างกงจู่เพคะ เรื่องราวก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลยนะเพคะ บางทีในตอนนี้อาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้วก็ได้!”
จ่างกงจู่แค่นยิ้มออกมาด้วยความขื่นขม “เรื่องในตอนนั้นล้วนเป็นความผิดของข้าเอง มิฉะนั้นแล้วอินเอ๋อร์จะกลายเป็นหญิงม่ายไปได้อย่างไร”
“เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจ่างกงจู่เลยแม้แต่น้อย โปรดอย่าได้นำความผิดพลาดเหล่านั้นมาผูกมัดตัวเองไว้อีกเลยนะเพคะ”
“เอาล่ะ ๆ จริงอย่างเจ้าว่า เรื่องราวก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว อย่าได้พูดถึงอีกเลย ไหนดูซิ…ขนมที่เด็กน้อยตระกูลเสิ่นส่งมายังมีอีกหรือไม่?”
นางกำนัลซูพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย “ยังมีเหลืออีกหนึ่งจานเพคะ”
“เจ้าให้คนจัดแจงนำขนมเหล่านี้ไปให้อินเอ๋อร์ เมื่อครู่นางดูชื่นชอบพวกมันมาก ให้นางเอากลับไปกินที่จวน ขนมเช่นนี้ดูแล้วไม่ได้หาทานได้ง่าย ๆ”
“เพคะจ่างกงจู่ แต่เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด หม่อมฉันขออนุญาตไปจัดการด้วยตัวเองนะเพคะ”
******************************
ขณะนี้นางกำนัลผู้ดูแลกำลังพาเสิ่นเชียนเกอไปยังสถานที่รวมตัวของบรรดาสตรีสูงศักดิ์
ตลอดทางที่เดินไปยังจุดหมาย เสิ่นเชียนเกอพยายามชวนนางกำนัลผู้นั้นพูดคุยด้วยท่าทางเป็นมิตรสลับกับเอ่ยถามถึงส่วนต่าง ๆ ของตำหนักงดงามแห่งนี้เป็นครั้งคราว
ด้วยทราบดีว่าดรุณีน้อยผู้นี้คือแขกคนสำคัญของจ่างกงจู่ นางกำนัลจึงต้อนรับขับสู้คอยตอบทุกคำถามของแขกผู้มาเยือนอย่างตั้งใจและไม่คิดติดใจสงสัยในคำถามถึงสถานที่ที่ดูละเอียดมากเกินปกติเลยแม้แต่น้อย นางข้าหลวงขององค์หญิงผู้เฒ่ายังคิดด้วยว่าเสิ่นเชียนเกอแค่รู้สึกตกตะลึงและสนใจในความงดงามตระการตาของตำหนักจ่างกงจู่หลังนี้เพียงเท่านั้น
อย่างไรเสียตำหนักใหญ่แห่งนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในตำหนักที่ดีที่สุดในบรรดาตำหนักของเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย สำหรับผู้ที่ได้มาเยือนครั้งแรกแล้ว หากจะรู้สึกประหลาดใจในความวิจิตรอลังการก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเหตุผลดังนี้ นางกำนัลผู้ดูแลงานจึงสาธยายความยิ่งใหญ่ของตำหนักพิเศษหลังนี้ให้เสิ่นเชียนเกอฟังด้วยความยินดียิ่ง
หลังจากพาเสิ่นเชียนเกอมาส่งยังด้านหน้าเรือนหลังใหญ่ที่มีไว้สำหรับรับรองเหล่าสตรีสูงศักดิ์เป็นที่เรียบร้อย นางกำนัลผู้ดูแลงานก็ยอบกายลาอย่างอ่อนช้อยพลางกล่าว “คุณหนูรองเสิ่น แขกที่เป็นสตรีล้วนรวมตัวกันอยู่ภายในเรือนใหญ่ที่มองเห็นอยู่นั่น ส่วนของห้องโถงคือสถานที่ที่เตรียมเอาไว้สำหรับรับรองแขก เดินเข้าไปเพียงครู่เดียวก็มองเห็น ส่วนเรือนพักจะอยู่อีกด้าน หลังจากนี้สาวใช้ที่ดูแลประจำเรือนรับรองแขกจะคอยอำนวยความสะดวกให้ หรือถ้าหากขาดเหลือสิ่งใดท่านก็สามารถส่งสาวใช้ของท่านมาบอกกล่าวข้าน้อยได้โดยตรง ไม่ต้องเกรงใจนะเจ้าคะ”
“ขอบใจท่านมาก”
“มิได้เจ้าค่ะ”
เมื่อนางกำนัลผู้นั้นเดินจากไปแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็เดินนำเหลียงเฉินเข้าไปภายในเรือนรับรอง
กล่าวได้ว่าเรือนที่ใช้รับรองบรรดาแขกที่เป็นสตรีของจ่างกงจู่นั้นใหญ่โตและกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง มองจากภายนอกเรือนจะเห็นนางกำนัลและบ่าวรับใช้ของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ยืนรายล้อมตัวเรือนตามจุดที่ใกล้กับห้องพักแขกเพื่อรอคอยรับใช้ผู้เป็นนายของตน ส่วนนายเหนือหัวของคนเหล่านั้นก็แน่นอนว่าคงจะเข้าไปพักผ่อนอยู่ภายในกันหมดแล้ว
เรือนรับรองแขกนี้มีขนาดใหญ่โตอย่างแท้จริง ส่วนกลางของตัวเรือนด้านหน้าเป็นห้องโถงใหญ่กว้างตกแต่งวิจิตรตระการตาที่มีทางเดินอยู่โดยรอบ ถัดจากส่วนทางเดินนั้นถูกแบ่งเป็นห้องหับจำนวนมาก ห้องชั้นในมีประตูเปิดเข้าสู่ทางเดินด้านใน ขณะที่ห้องชั้นนอกเปิดออกสู่ระเบียงทางเดินกว้างด้านนอกที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของสวนงดงามได้ชัดเจน ห้องพักส่วนตัวสำหรับแขกจากตระกูลใหญ่และองค์หญิงชั้นต่าง ๆ ถูกจัดไว้ในส่วนที่เปิดออกสู่ระเบียงชั้นนอกนี้เอง
ที่กล่าวว่าห้องพักส่วนตัวเพราะจัดไว้สำหรับให้แขกผู้มาเยือนได้ปลีกวิเวกพักผ่อนโดยเฉพาะ เนื่องจากแขกเหล่านี้ล้วนเป็นสตรีจากตระกูลชั้นสูงและเหล่าเชื้อพระวงศ์ผู้มียศสูงทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องจัดให้มีพื้นที่พักผ่อนหรือทำกิจกรรมที่เป็นส่วนตัวรวมถึงมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการพบปะสนทนากันอย่างเป็นสัดส่วนอีกด้วย
ส่วนที่พักของแขกที่ได้รับจดหมายเชิญส่วนบุคคลอย่างเสิ่นเชียนเกอนั้นก็ถูกจัดเตรียมเอาไว้โดยแบ่งสัดส่วนชัดเจนเช่นกัน
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตเรือน ก็มีสาวใช้เข้ามาต้อนรับเสิ่นเชียนเกอพร้อมนำทางนางไปยังห้องพัก ห้องพักที่ตำหนักจ่างกงจู่เตรียมไว้ให้นี้ แม้จะไม่กว้างขวางมากนักแต่ก็หลีกเร้น เป็นสัดส่วน ครบครัน และดูสะดวกสบาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับให้สตรีชั้นสูงได้ใช้พักผ่อนและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนร่วมงานเลี้ยง
เมื่อเข้ามายังห้องพักแล้ว เหลียงเฉินก็รีบจัดแจงรินน้ำชาให้คุณหนูของตนได้จิบแก้กระหาย มือทำหน้าที่ปากเล็ก ๆ ก็เจื้อยแจ้วไถ่ถาม “คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดตอนนี้พวกเราถึงไม่รวมตัวกับแขกคนอื่น ๆ ที่ห้องโถงของเรือนรับรองหรือเจ้าคะ?”
เสิ่นเชียนเกอหยิบจอกชาขึ้นมาจิบช้า ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อปฏิเสธ “ตำหนักจ่างกงจู่ใหญ่โตเหลือเกิน ข้าเดินจนเหนื่อยแล้ว รู้สึกอยากพักผ่อน เจ้าช่วยไปดูท่านแม่กับท่านพี่ที่ห้องพักด้านหลังให้ข้าที ไม่รู้ว่าพวกนางออกจากห้องพักหรือยัง”
เหลียงเฉินรีบพยักหน้าตอบรับ “เช่นนั้นคุณหนูรองรอบ่าวอยู่ที่นี่นะเจ้าคะ บ่าวจะรีบไปรีบกลับ”
เหลียงเฉินจึงก้าวออกจากห้องแล้วตรงไปยังห้องพักส่วนด้านหลังเรือนรับรองในทันที
หลังจากเหลียงเฉินเดินลับตาไป เสิ่นเชียนเกอก็รีบผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะใช้กระดาษและพู่กันเขียนข้อความทิ้งไว้ให้สาวใช้ โดยระบุว่าเมื่อกลับมาแล้วจงรอนางอยู่ที่นี่ห้ามไปไหน จากนั้นนางก็รีบหยิบเสื้อคลุมและหมวกเหวยเม่า*ที่ทางตำหนักจ่างกงจู่เตรียมไว้ให้ขึ้นมาใช้ แล้วก้าวออกจากห้องพักไปอย่างรวดเร็ว
* หมวกเหวยเม่า:เดิมเป็นเครื่องแต่งกายของชาวหู แรกเริ่มเรียกว่ามี่หลี (幂蓠) ทำจากผ้ามัสลินสีดำ ขอบห้อยม่านตาข่ายจนถึงคอ ปิดบังบริเวณใบหน้าไว้
เมื่อสวมเสื้อคลุมและหมวกเหวยเม่าแล้ว ร่างบางก็กลืนไปกับบรรดาสตรีสูงศักดิ์ทั้งหลายในงานเลี้ยง เพราะทั้งเสื้อคลุมและหมวกเหวยเม่าเป็นสิ่งของที่เจ้าภาพมอบไว้ให้แก่แขกสตรีผู้เข้าร่วมทุกคนสำหรับใช้งาน ดังนั้นยามที่เสิ่นเชียนเกอเดินผ่านนางกำนัลและบ่าวรับใช้คนอื่น ๆ ที่อยู่ตามระเบียงทางเดินจึงไม่ได้ดูมีพิรุธแต่อย่างใด
เสิ่นเชียนเกอมีความจำเป็นเลิศ นางได้ประมวลผลคำบอกเล่าของนางกำนัลผู้ดูแลงานจนสามารถปะติดปะต่อแผนผังและเส้นทางของตำหนักใหญ่แห่งนี้ได้ ตามคำบอกเล่าแล้วหากเดินออกจากเรือนรับรองของสตรีแล้วตรงไปยังทิศอุดร ก็จะเป็นเขตด้านซ้ายของตำหนักซึ่งเป็นที่ตั้งของเรือนรับรองสำหรับแขกที่เป็นบุรุษ
ทางด้านซ้ายของเขตเรือนรับรองบุรุษจะอยู่ติดกับลำธารน้ำใสที่ไหลล้อมรอบพื้นที่ตำหนัก บริเวณนั้นถูกสรรค์สร้างเป็นอุทยานงดงามที่มีภูเขาจำลองขนาดใหญ่ตั้งขวางธารน้ำไว้จนกลายเป็นน้ำตกขนาดย่อมดูโดดเด่น ตัวอุทยานถูกตกแต่งด้วยก้อนหินน้อยใหญ่มากมายและต้นไม้นานาพรรณดูชุ่มชื้นราวสวนป่า ยามที่สายน้ำไหลเลาะเรื่อยลงมาจากภูเขาปลอมผ่านตามชั้นน้ำตกแล้วรวมตัวกันกลายเป็นมวลน้ำขนาดใหญ่ตกลงมาจากหินชั้นสุดท้ายก็จะทำให้เกิดเสียงดังก้องกังวานคล้ายอยู่ในเขตวิมานพงไพร
และด้วยเหตุนั้นตำหนักที่อยู่ติดกับอุทยานจึงมีชื่อเรียกว่า ‘เรือนน้ำตก’
ยามยืนอยู่ ณ เรือนน้ำตกแห่งนี้จะสามารถมองเห็นและสัมผัสทิวทัศน์ของป่าดิบชื้นได้อย่างเต็มตา และสามารถมองเห็นภูเขาปลอมที่มีลักษณะคล้ายเขาวงกตได้กว่าครึ่งลูก
ซึ่ง ‘จุดหมาย’ ของเสิ่นเชียนเกอก็คือเรือนน้ำตกที่ว่านี้นั่นเอง
เพื่อไปให้ทันเวลา สตรีผู้กำลังพรางร่างกายจึงรีบสาวเท้ามุ่งตรงไปยังเรือนน้ำตกอย่างเร่งร้อน ขณะนี้บรรดานางกำนัล ขันที และบ่าวรับใช้ ส่วนมากกำลังสาละวนอยู่กับการดูแลแขกผู้เข้าร่วมงานเลี้ยง มีเพียงทหารเฝ้ายามไม่กี่คนเท่านั้นที่คอยเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยรอบ ๆ พื้นที่ตำหนัก เสิ่นเชียนเกออยู่ในชุดแขกผู้ร่วมงานทั้งยังพยายามเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้เป็นที่สังเกต ดังนั้นตลอดทางจึงไม่มีผู้ใดสงสัยในตัวนางแม้แต่น้อย
ใช้เวลาไม่นานนักเสิ่นเชียนเกอก็มาถึงเรือนน้ำตกแล้ว
ด้วยงานเลี้ยงวสันตกาลในครั้งนี้จัดให้มีการแยกเรือนรับรองระหว่างบุรุษและสตรี โดยเรือนหนึ่งตั้งอยู่ทิศบูรพา อีกเรือนหนึ่งตั้งอยู่ทิศประจิม ซึ่งทั้งสองเรือนแบ่งแยกเขตพื้นที่ออกจากกันอย่างชัดเจน อีกทั้งงานเลี้ยงครั้งนี้เรียกว่าเป็นงานเลี้ยงดูตัวก็อาจไม่ผิดนัก เมื่อแขกผู้เข้าร่วมมาถึงทุกคนจึงง่วนอยู่กับการตระเตรียมเนื้อตัวให้พร้อมสำหรับการพบปะกัน ดังนั้นจึงมีผู้ที่เดินออกมาชมทิวทัศน์ค่อนข้างน้อย บรรยากาศจึงเอื้ออำนวยให้เสิ่นเชียนเกอบรรลุเป้าหมายได้ดียิ่ง และในขณะนี้เรือนน้ำตกก็เงียบสงัดไร้ผู้คน ไม่มีข้ารับใช้หรือแขกคนใดของงานแม้แต่คนเดียว
เสิ่นเชียนเกอค่อย ๆ เดินขึ้นไปยังชั้นสองของเรือนน้ำตกช้า ๆ ก่อนมองหาจุดลับตาคนใช้เป็นที่ซ่อนกายเพื่อเฝ้าดูภูเขาปลอมที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องล่าง
และในทันทีที่ดวงตาเมล็ดซิ่งทอดมองลงไปยังพื้นเบื้องล่างนั้น ความชาวาบก็แล่นผ่านทั่วสรรพางค์กาย
หัวใจดวงน้อยแทบหยุดเต้นกับภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏ!
.
.
.