มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 56 เวลาชั่วธูปไหม้

    บทที่56 เวลาชั่วธูปไหม้


            บุรุษชราที่ใกล้ตายแลมิเคยกลัวซึ่งความตายบัดนี้ในเสี้ยวของจิตใจส่วนหนึ่งกลับเริ่มที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ แม้รู้ตัวว่าอาจเป็นช่วงชีวิตแค่เพียงช่วงสั้นๆเทียบเท่าชั่วธูปไหม้ก็ตาม เช่นนั้นมันจึงได้แต่ฝากชีวิตเสี้ยวสุดท้ายไว้บนบ่าของบุรุษที่แรกพานพบก็ถูกชะตาผู้นี้

             

            บุรุษชรามองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่ม มันคล้ายได้เห็นเงาของบุตรชายตนครอบทับอยู่ท่ามกลางห้วงแห่งความเป็นตาย ท่ามกลางความกังวลว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ต้องมาเสี่ยงอันตรายเพราะตนก็ยังมีความรู้สึกอบอุ่นผุดแทรกขึ้นมาในจิตใจ จนบุรุษชราที่ใกล้ตายผู้นี้ยังคงเกิดสุขที่ปลอบประโลมจิตใจซึ่งบอบซ้ำมานับหลายสิบปีได้

             

            บุตรชายถูกสังหารแลตกตายมาแล้วหลายสิบปีแต่ความตายนั่นยังติดตาสร้างความเจ็บปวดให้มันมิเสื่อมคลาย แต่ภาพที่เจ็บปวดเหล่านั้นกลับคล้ายถูกลบเลือนโดยบุรุษหนุ่มผู้มากด้วยเมตตาธรรมนี้ไปทีละนิด

             

            เห็นบุรุษชรานิ่งเงียบไป ฮุ่ยจวินก็ร้อนใจนึกว่ามันจะทานพิษบาดแผลและอาการบาดเจ็บสะสมมิไหวจึงกล่าวเรียก

            “ผู้อาวุโส”

             

            จางจวิ้นจึงส่งเสียงตอบกลับอย่างแหบพร่า

            “ยังดีอยู่ มีสมาธิต่อรอบข้างเถิด"

             

            ฮุ่ยจวินเพ่งสมาธิอยู่ที่คนของนิกายเทวะวจนะมิลดละพวกมันทั้งหลายล้วนมีอาการบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว ฮุ่ยจวินจึงเริ่มที่จะสังเกตุสีหน้าของคนที่บาดเจ็บที่สุดแต่มันหาได้จู่โจมใส่คนที่บาดเจ็บที่สุดไม่ ชายหนุ่มพลิกกายแล้วหงายฝ่ามือสะบัดเข้าใส่คนของนิกายเทวะวจนะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นปลดปล่อยออกอย่างต่อเนื่อง กระแสมหานทีแห่งลมปราณกวาดม้วนสาดซัดจนคนผู้หนึ่งกระเด็นล้มกลิ้งทว่ามันผู้นั้นเป็นจอมยุทธ์ในมหาวิถีวจนะ แม้จะยังมีระดับพลังฝีมือมิเข้าขั้น ทว่ากายาก็ยังแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถูกซัดโดยฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นจนเสียที มันก็ยังตั้งหลังพร้อมซัดกระบวนท่าหมัดต่อเนื่องถึงเจ็ดกระบวนท่าตอบโต้ฮุ่ยจวินอย่างดุดัน

            “เพียงพลังของมดปลวกอย่าได้อวดโอ่ต่อหน้าอินทรีย์!”

             

            จางจวิ้นเห็นเหตุการณ์ย่ำแย่ตรงหน้าจึงกล่าวออกไป

            “พลังลมปราณสามัญของเจ้าไม่ถึงขั้น แม้วิชาดีแต่ก็ยากที่จะทลายกายาของผู้ฝึกวิถีวจนะยุทธ์”

             

            คนของนิกายเทวะวจนะที่ไล่ล่าจางจวิ้นในครานี้มิได้มีเฉพาะจอมคาถาแต่พวกมันยังมีเหล่าศิษย์สายจอมยุทธ์มาด้วย เช่นนั้นกระบวนท่าที่เพียงโจมตีด้านกายภาพของผู้ฝึกยุทธ์ลมปราณสามัญหากไม่มีพลังลมปราณที่ลึกล้ำแข็งแกร่งพอ มันก็ยากที่จะทะลวงผ่านกายาอันแข็งแกร่งราวสรรพวุธของผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์ได้

             

            ฮุ่ยจวินก็พอทราบอยู่แล้ว เพราะครั้งหนึ่งเมื่อคราติดอยู่ใต้หุบเหวลึกมู่ผิงเยว่เคยอธิบายเรื่องมหาวิถีแห่งวจนะแก่มัน และซึ่งการที่ชายหนุ่มเลือกโจมตีคนที่แข็งแกร่งที่สุดมันก็มิได้หวังว่าจะลงมือประสบผล แต่มันทำเพราะให้ทุกผู้ที่รายล้อมมันอยู่เกิดความประมาทและลดการระวังตัวพอจอมยุทธ์แห่งนิกายเทวะวจนะผู้นั้นลงมือเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างได้ใจ ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาก็ได้เตะออกพร้อมวกกลับไปยังทิศทางของคนแห่งนิกายเทวะวจนะที่บาดเจ็บที่สุดผู้หนึ่งแทน

             

            อินทรีย์บาดเจ็บ ซ้ำยังมิทันได้ตั้งตัวมันก็พลาดท่าให้แก่มดตัวเล็กๆ ได้!

             

            “เจ้าหมอนี่!”

             

            มิทันจะได้เบิกตาตื่น ท่าร่างที่วูบไหวราวกับเหยียบม่านหมอกของฮุ่ยจวินก็ประชิดที่ด้านหน้าหนึ่งกระบี่ร่องธาราซึ่งมีหนึ่งท่อนแขนแทนกระบี่ก็ได้เคลื่อนออกไปอย่างพริ้วแผ่วราวกับมีกระบี่ลอยละล่องในห้วงมหานทีจริงๆแต่ความพลิ้วแผ่วกลับแยบคายยากปัดป้อง มือของคนจากนิกายเทวะวจนะผู้นั้นมิทันได้ฟันถูกกระบี่ร่องธารานี้ก็คล้ายอันตรธานจมหายใต้ห้วงมหานที โผล่พ้นอีกคราก็นำพาพลังลมปราณอันสามัญแลแกร่งกร้าวซัดเข้าใส่กลางท้องน้อยของคนผู้นั้นแล้ว!

             

            “เอื้อ!”

             

            หากเปลี่ยนจากท่อนแขนเป็นกระบี่ ร่างของคนผู้นั้นคงถูกแทงทะลุ

             

            หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมิใช่ฮุ่ยจวิน คนผู้นั้นคงตกตายไปแล้ว

             

            ความจุกเสียดแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนคนของนิกายเทวะวจนะผู้นั้นมิอาจขยับปิดทางหนีของฮุ่ยจวินได้อีกฮุ่ยจวินจึงอาศัยจังหวะนี้เหยียบม่านเมฆาทะยานกายพาจางจวิ้นหลบหนี เวลาชั่วธูปไหม้ใกล้เข้ามาเต็มทีหากสามจอมคาถาที่เก่งกาจพวกนั้นฟื้นฟูร่างกายได้ มันกับบุรุษชราย่ำแย่แน่!

             

            จางจวิ้นเห็นภูมิปฏิภาณด้านการต่อสู้เอาตัวรอดเห็นไหวพริบและสติปัญญาในการตัดสินใจชั่วพริบตาของชายหนุ่ม บุรุษชราก็นึกเลื่อมใสชื่นชมแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ด้อยไปบ้าง

            “ความใจอ่อนต่อศัตรูจะเป็นภัยในภายภาคหน้าเจ้าไม่ฆ่ามันตอนนี้ เป็นมันเองที่จะตามมาเอาคืนเจ้าในภายหลัง"

             

            ฮุ่ยจวินมิโต้แย้ง เพราะคำกล่าวของบุรุษชรานั้นถูกต้องคนมีหลายจิตใจ บางคนมีจิตสำนึก บางคนไร้จิตสำนึก ซึ่งคนจำพวกหลังจะเป็นกลุ่มที่ทำคุณมิขึ้นมิว่าจะดีกับพวกมันเพียงใด สุดท้ายมันก็พร้อมแว้งกัดเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่ฮุ่ยจวินในฐานะแพทย์มันยังจะเลือกรักษาคนได้อยู่หรือคำว่าแพทย์มีความหมายเพื่อประคองชีวิต เช่นนั้นนับแต่มันถือตนเป็นแพทย์ มันจึงยากที่จะตัดสินใจสังหารใครซักคน

             

            บุรุษชรายังคงกล่าวต่อ

            “หากเจ้ายังคิดที่จะเดินในเส้นทางแห่งแพทย์และจอมยุทธ์ผู้มากด้วยคุณธรรมเจ้ายังจะต้องเจอกับแสงสว่างแลความมืดอีกมาก บางครั้งความมืดที่เจ้าพบก็มิอาจจะใช้แสงสว่างส่องถึงมันความมืดบางครั้งจำเป็นก็ต้องลบล้าง คนบางจำพวกเองก็เช่นกัน… เช่นนั้นการฆ่าจึงมิใช่ความผิดจรรยาบรรณแห่งเส้นทางแต่มันคือการได้ปลดปล่อยอีกหลายชีวิตที่จะถูกพวกชั่วช้าไร้จิตสำนึกเหล่านั้นเข่นฆ่าในภายภาคหน้าต่างหาก"

             

            ฮุ่ยจวินครุ่นคิดตามมิโต้แย้ง ส่วนขาก็ยังเตะออกอย่างว่องไวหลบหนีการไล่ล่าของคนจากนิกายเทวะวจนะ

             

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”

             

            “อย่าให้ข้าจับเจ้าได้ ข้าจะสับขาเจ้าเป็นหมื่นๆชิ้น!”

             

            “นี่มันท่าเท้าอะไรกัน แม้แต่วิชาตัวเบาของจอมยุทธ์ในวิถีวจนะยังตามไม่ทัน"

             

            “ไม่ว่าตัวบัดซบนั่นจะมีวิชาพิสดารหลอกเด็กอันใดแต่มดก็คือมด มันใช้พลังลมปราณไปมากขนาดนี้อีกเดี๋ยวก็หมดลง ตามไป!”

             

            คนของนิกายเทวะวจนะตามมามิห่าง เวลาชั่วธูปไหม้ก็ไล่หลังมาติดๆอาการของจางจวิ้นยิ่งปล่อยไว้ก็ยิ่งย่ำแย่ พลังลมปราณที่มีแต่ใช้ออก มิได้ฟื้นฟูก็มีแต่ร่อยหลอหากปล่อยไว้เช่นนี้ทุกสิ่งได้จบสิ้นแน่ ฮุ่ยจวินจึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่น มันเพียงคิดหาวิถีรอดจากสถานการณ์อันคับขันตรงหน้าเท่านั้น

             

            สู้พลางหนีพลางตัวคนเดียวยังลำบาก ตอนนี้ยังมีบุรุษชราที่แบกบนหลังทำให้มันยากที่จะสู้กับศิษย์ธรรมดาแห่งนิกายเทวะวจนะเหล่านี้ได้หมดสิ้นหนีมาอย่างเนิ่นนาน ระยะห่างของการหลบหนีก็เริ่มที่จะย่นเข้ามาเรื่อยๆ คนของนิกายเทวะวจนะที่มีพลังปาฏิหาริย์ส่งเสริมก็ดูจะมีเรี่ยวแรงมิขาดตก

             

            ขณะที่ทุกสิ่งกำลังจะพานพบกับความจวนตัวฮุ่ยจวินที่วิ่งเรียบมาตามป่าใหญ่มุ่งขึ้นเหนือของแคว้นเว่ยเรื่อยๆ ก็ไปพบกับหน้าผาขาดอย่างไม่รู้ตัวที่ตอนเหนือของแคว้นเว่ยซึ่งจะเชื่อมไปสู่แคว้นหลุนที่อยู่เหนือสุดของแผ่นดินใหญ่ ที่แห่งนั้นจะเป็นพื้นที่ลาบเนินเขาพื้นที่ป่าจะลาดเอียงและชันขึ้นเรื่อยๆ จนคล้ายกับภูเขา เมื่อมุ่งขึ้นสู่ทางทิศเหนือตามเนินลาดชันนี้สุดท้ายจะไปบรรจบกับหน้าผาขาดอันเป็นร่องแยกที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น ทั้งยังมีความห่างจากผืนปฐพีฝั่งตรงข้ามหลายสิบวาต่อให้เป็นผู้ฝึกในมหาวิถีแห่งวจนะ หรือเป็นเซียนผู้ฝึกญาณในยุคปัจจุบันก็ยากจะใช้พลังปาฏิหาริย์กระโดดข้ามพ้นมิต้องพูดถึงคนที่เพียงมีเส้นชีพจรลมปราณสามัญ ทั้งยังแบกคนผู้หนึ่งอยู่บนหลังว่าจะกระโดดข้ามได้

             

            ฮุ่ยจวินและจางจวิ้นพานพบกับทางตันแล้ว!

             

            เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะรู้พื้นที่แต่แรกเช่นนั้นร่างยังมิทันจะตามไปถึง แต่เสียงของพวกมันก็ทอดออกมาแล้ว

            “ฮ่าฮ่าฮ่า หมดทางรอดของพวกเจ้าแล้ว"

             

            “โง่จริงๆ หลบหนีทั้งทีกลับขาดความชำนาญในเส้นทางเสียได้"

             

            “ฟ้าได้กำหนดวันตายของพวกเจ้าแล้ว"

             

            แม้เสียงไล่หลัง แม้อุปสรรคอันใหญ่โตจะขวางอยู่เบื้องหน้าฮุ่ยจวินกลับยังคงทะยานวิ่งมุ่งออกไปด้วยความเชื่อ ผาขาดอยู่ตรงหน้ามิห่าง แต่มันก็ตะบึงพุ่งไปอย่างไม่หยุดยั้งฝีเท้าจางจวิ้นได้แต่นึกสงสัย

            “นั่นเจ้าจะทำสิ่งใด"

             

            ด้วยเห็นความเร็วที่พุ่งทะยานไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆของท่าเท้าฮุ่ยจวิน บุรุษชราก็รับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มจะกระทำสิ่งใด บุรุษชรามิกลัวตายแต่มันกลับเป็นห่วงมิอยากให้ฮุ่ยจวินต้องมาตกตาย จึงออกปากห้าม

            “อย่าทำบ้าๆ ผาลึกและกว้างขวางขนาดนี้ต่อให้เป็นยอดเซียนก็ยากจะข้ามพ้น!”

             

            ฮุ่ยจวินคล้ายไม่ได้ยินสิ่งใด สมาธิของมันเพียงจับจ้องอยู่กับธาตุอากาศตรงหน้าเท่านั้นความรู้สึกบางอย่างคล้ายเรียกหามัน มันจึงพริ้มตาลงแล้วทะยานกายกระโดดข้ามผาขาดที่กว้างขวางแลลึกมิเห็นก้นแห่งนี้ทันที

             

            เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะตามมาถึงก็เห็นภาพที่ฮุ่ยจวินกำลังแบกร่างของมารเฒ่าจางจวิ้นกระโดดข้ามผาขาดพวกมันจึงต่างพากันนึกขำในจิตใจ ธรรมบาลทั้งสี่ของพวกมันยังมิอาจกระโดดข้ามผาขาดแห่งนี้แล้วมดปลวกตัวหนึ่งจะข้ามพ้นได้อย่างไร

             

            ขณะที่คนจากนิกายเทวะวจนะต่างพากันส่งเสียงหยามหยันฮุ่ยจวินว่าโง่งมและไม่เจียมตัวฮุ่ยจวินที่หลับตาพริ้มอยู่ก็ได้สัมผัสถึงสายลมเบาบางกลางธาตุอากาศสายหนึ่ง มันสัมผัสสายลมที่เคลื่อนไปสายนี้ได้นานแล้วมันสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกหาของสายลมนี้ และมิรู้ว่าสิ่งใดดลใจ ฝ่าเท้าของชายหนุ่มที่ไร้แรงส่งและกำลังร่วงตกที่กลางผาขาดจึงเลือกที่จะเหยียบเข้าใส่สายลมที่เคลื่อนไปสายนั้นและการตัดสินใจเหยียบลงบนสายลมนี้ได้บังเกิดเป็นแรงส่งที่ราวกับเหยียบลงผืนปฐพี ทำให้ร่างของมันที่กำลังร่วงตกได้พุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าอีกหน!

             

            เหตุการณ์นี้สร้างความแตกตื่นแก่เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะมิน้อยธาตุอากาศคือสสารที่มิอาจสัมผัสได้ ทว่าเหตุใดเท้าที่เหยียบลงกลางอากาศของเจ้ามดปลวกตัวนั้นจึงราวกับว่ากำลังเหยียบอยู่บนสะพานดินก็ปาน!

             

            ไม่เพียงเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะที่แตกตื่นจางจวิ้นที่อยู่บนหลังของฮุ่ยจวินเองก็แตกตื่น มันที่อยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มจึงเห็นเต็มสองตาว่ากลางอากาศนี้ไม่มีสะพานอะไรทั้งสิ้นแต่เท้าของชายหนุ่มกำลังเหยียบอยู่บนสายลมแห่งธรรมชาติที่กำลังพัดเคลื่อนพอดี

             

            จางจวิ้นครุ่นคิดอย่างแตกตื่นในใจ

            “หรือว่ามันสัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติ"

             

            คิดดังนั้นมันก็รีบยื่นดรรชนีแตะจุดชีพจรที่ลำคอของฮุ่ยจวินเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจทันทีแต่แล้วหัวคิ้วของบุรุษชราก็ยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม

            “มันไม่มีพลังญาณ มิใช่ผู้ฝึกญาณแล้วเหตุใดมันถึงได้ยินเสียงเรียกของพลังธรรมชาติ เหตุใดจึงสามารถหยิบยืมใช้พลังธรรมชาติจากภายนอกโดยไร้พลังญาณได้"

             

            ยิ่งบุรุษชราได้ตรวจสอบ มันก็ยิ่งพบความแปลกประหลาดบนกายของชายหนุ่มมันรู้สึกแปลกใจมาก่อนหน้าแล้ว ว่าเหตุใดพลังลมปราณสามัญที่บุรุษหนุ่มมีจึงใช้ออกได้นานกว่าคนปกติชายหนุ่มใช้ทั้งต่อสู้ ใช้ทั้งหลบหนีมาเนิ่นนานแล้ว ทั้งยังไม่มีเวลาพักฟื้นฟู ทว่ายังสามารถปลดปล่อยลมปราณได้ต่อเนื่องเทียบเท่ากับคนทั่วไปนับสิบหรืออาจจะเป็นร้อยคนมารวมกัน!

             

            ตอนนั้นมันยังไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าใดนักเพราะคิดว่าอาจเป็นความทรหดของร่างกายชายหนุ่มที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แต่พอมันได้ตรวจดูเส้นชีพจรลมปราณของชายหนุ่มอย่างจริงจังมันจึงเริ่มที่จะบังเกิดความสนใจอย่างยิ่งยวด

            “เส้นชีพจรลมปราณที่หนาใหญ่จนคล้ายตีบตันนี้คือสิ่งใดกันแน่!”

     

     

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367