ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่77 ทิ้งศักดิ์ศรีชั่วคราว

            “หากเจ้าเป็นบิดาก็สมควรจะหลบมันได้ !” จู่ช่างลิวแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย

             

            ก้าวชมจันทร์ !

     

              หนิงเฟยหลงใช้ก้าวชมจันทร์อีกครั้งทะยานร่างขึ้นบนฟ้าอย่างว่องไว มองเห็นเป็นภาพพร่าเลือนจู่ช่างลิวไม่ทันสัมผัสได้ก็ฟาดผิดไปหนิงเฟยหลงหายจากความกดดันแล้วก็รีบพุ่งตรงไปยังจุดนัดหมาย

     

              จู่ช่างลิวไม่ได้แปลกใจกับการหลบของชายหนุ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มหลบได้มันก็ได้ตกตะลึงจนหายไปแล้วการหลบที่ชายหนุ่มหลบได้อยู่ในการคาดหมายของมัน

     

              เหยี่ยวที่คอยเกาะอยู่บนไหล่ของมันก็สะบัดปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้ามันไล่ตามชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว เร็วจนเกือบจะโจมตีชายหนุ่มได้

     

              หนิงเฟยหลงไม่ได้หยุดฝีเท้าพยายามเคลื่อนที่ให้รวดเร็วที่สุดสลับไปมาบนอากาศกับบนพื้นทำให้เหยี่ยวปีกทองสับสนไม่น้อย แต่คน ๆ เดียวกับหนีพ้นได้อย่างไร ?

     

              จู่ช่างลิวและเหยี่ยวปีกทองจับจุดได้ก็แยกกันไล่ล่าเหยี่ยวปีกทองบินโฉบบนท้องนภา ส่วนจู่ช่างลิวก้าวย่างอย่างรวดเร็วบนผืนดิน

     

              ในที่สุดชายหนุ่มก็ถูกล้อมสำเร็จมันยืนหยุดนิ่งอยู่บนพื้น บนอากาศมีเหยี่ยวปีกทองด้านหน้ามันมีจอมยุทธ์ผู้กล้าแกร่ง สีหน้าของมันย่ำแย่ไม่น้อย

     

              “จู่ช่างลิว เรามาเจรจากันก่อนดีหรือไม่?” หนิงเฟยหลงเป็นฝ่ายเริ่มสนทนา

     

              บรรยากาศกลับมาสงบนิ่งทว่ารังสีฆ่าฟันกลับไม่ลดลง ใบหน้าชายหนุ่มกลับมาสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเต้นครึกโครม

     

              “เจ้ามีอะไรจะกล่าวก่อนตาย ?”จู่ช่างลิวกล่าวอย่างไร้อารมณ์

     

              หนิงเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นแววตาเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏ “หืม ? เจ้าฆ่าข้าได้หรือ ?”

     

              จู่ช่างลิวได้ฟังก็มองด้วยสายตาที่เย็นชาแล้วเอ่ยตอบ “แน่นอน เจ้าแทบไม่มีค่าในสายของข้า !”

     

              “เช่นนั้นรึ ?แล้วคนที่แอบติดตามท่านมาตลอดเล่า ท่านคิดว่าจะรับมือไหวหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงแสยะยิ้มพลางชี้มือไปด้านหลังของจู่ช่างลิว จู่ช่างลิวมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป รีบหันกลับพร้อมระเบิดพลัง กงเล็บหยวนก็พุ่งเข้าใส่เงาร่างด้านหลังทันที

             

              “บัดซบ !”

     

            ตูม !!

     

              เงาร่างนั้นกระเด็นถอยหลังไปพร้อมกับโทสะที่ลุกโชน “เจ้าเด็กเวรนี่ !” เงาร่างนั้นตะโกนร้องคำรามอย่างเดือดดาลมันลืมที่จะถอยหนีไป ความโกรธบังตา

     

              “จู่ช่างลิวเดิมทีข้าไม่อยากยุ่งกับเจ้าแต่เจ้ารนหาที่ตาย !” เงาร่างคำรามอย่างดุดัน แล้วก็ปล่อยหมัดคลื่นพลังหยวนที่อัดแน่นเข้าปะทะกับกงเล็บหยวนนั้น

     

              ปัง !!

     

              คลื่นพลังหักล้างกันแววตาของชายทั้งสองประสานกัน จู่ช่างลิวนัยน์ตาส่องประกายไอสังหารต่างจากเงาร่างนั้นที่นัยน์ตาลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ จดจ้องอย่างดุดันทั้งสองแผ่รัศมีพลังของตนเองออกมา

     

              ระหว่างนี้ทั้งคู่ดูสงบนิ่งเป็นอย่างมากไร้การเคลื่อนไหวคล้ายจะลองเชิงซึ่งกันและกัน ฝ่ามือของทั้งคู่สั่นเล็กน้อย จู่ช่างลิวพึ่งใช้พลังไปเพียงสามส่วนเท่านั้นและมันก็กำลังจะลงมืออีกรอบ ไม่นานคลื่นพลังรอบตัวก็ระเบิดออก

     

              ตูม !!

     

              กระแสลมหมุนวนอย่างรุนแรงพลังระดับแก่นแท้พลังก็ทะลักออกมาจากร่างอย่างมหาศาล อากาศธาตุก็พลันระเบิดออก ต่างผลักดันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ร่างเงานั้นสั่นไหวเล็กน้อยไม่อาจต้านทานแรงปะทะลมปราณนี้ได้ในที่สุดก็ต้องก้าวถอยหลังอย่างหมดหนทางใบหน้าก็พลันเคร่งขรึม

     

            จู่ช่างลิวมองบุรุษผู้ใส่ชุดเกราะอย่างเย็นเยือกเงาร่างนั้นถึงกับเคร่งเครียด มันสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณอันเหนือล้ำกว่าตัวของมันที่ออกมาจากจู่ช่างลิวอย่างมหาศาล

     

              แก่นแท้พลังขั้นเก้า !!

     

              ถึงแม้จะรู้ว่าระดับพลังของตนอ่อนด้อยกว่าแต่มันก็ไม่อาจจะยอมแพ้ได้ด้วยศักดิ์ที่มันมีด้วยฐานะ และความเกรียงไกรของมัน ทั้งสองเข้าปะทะกันอีกครั้งต่อสู่กันอีกหลายกระบวนท่า เมื่อจู่ช่างลิวปลดปล่อยพลังทั้งแปดส่วนทำให้มันตอบโต้ไม่ได้ ได้แต่ร่นถอย แต่ก็ไม่ได้ทำให้มันพ่ายแพ้

     

              จู่ช่างลิวไม่มีเวลามากนักจึงตัดสินใจใช้พลังสิบส่วนทันทีกงเล็บตะปบลงไปอย่างไม่ยั้งมือ ตูม ตูม ตูม !!

     

              กงเล็บพลังสูงสุดยากเกินจะต้านทานแม้แต่หนิงเฟยหลงที่มันใจในแผนของตนก็ถึงกับอดอหวาดหวั่นไม่ได้

     

            พรวด ! โลหิตของเงาร่างนั้นพุ่งกระจายด้วยชายผู้นั้นกระเด็นไปไกลชายหนุ่มจึงสังเกตสีหน้าไม่ได้ แต่ก็นึกสงสัย

             

            จู่ช่างลิวไม่ได้มีแผนที่จะปล่อยชายผู้นี้ไปมันรวมพลังหยวนอีกครั้งคราวนี้ทรงพลังกว่าครั้งไหน หวังที่จะจบการต่อสู้นี้แล้ว

     

              “ยั้งมือก่อน !!” เงาร่างนั้นโพล่งเสียงร้องอย่างลืมตัวดวงตาเบิกโพลงแทบถลนจากความตื่นกลัว อีกนิดเดียวมันก็เกือบจะลาโลกแล้ว...

     

              “จุดสูงสุดของแก่นแท้พลัง !!!!” บุรุษผู้สวมเกราะเหล็กโผล่ตัวออกมาจากความมืดพยายามสงบอารมณ์ ตัวสั่นเทาเล็กน้อย “พลังของมันน่ากลัวจริง ๆข้าต้องรอดชีวิตกลับไป” เงาร่างนั้นพึมพำกับตนเอง สังเกตสักนิดก็คงเดาได้ไม่ยากว่าชายผู้นี้คือใคร

     

            เพียงแสงเดือนส่องผ่าน หนิงเฟยหลงก็นึกออกได้ทันที ผู้บัญชาการค่ายพยัคฆ์ ‘ชื่อซิ่น’มันเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง จากเด็กชนบทครอบครัวยากจน ก้าวเข้าสู่กองทัพไต่เต้าจนมาถึงตำแห่งผู้บัญชาการด้วยความสามารถที่สูงล้ำอายุสามสิบกว่าปีก็ก้าวขึ้นมาถึงแก่นแท้พลังขั้นปลาย

             

            นั่นถือเป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง ทั้งแผนการรบก็ไม่เป็นรองผู้ใด เพียงแต่ติดนิสัยมุทะลุและโทสะที่ปะทุขึ้นง่ายจึงถูกตักเตือนอยู่บ่อยครั้ง และนั่นเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงสำหรับตัวมันเอง

     

              ปัจจุบันตัวของมันอยู่ขั้นที่แปดแต่ก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการค่ายพยัคฆ์และเป็นผู้บัญชาการที่มีอายุน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการค่ายอื่น ๆ และเมื่อเทียบฝีมือกันแล้วมันก็ต่ำกว่าผู้บัญชาการค่ายอื่นอยู่ขั้นหนึ่งแต่ค่ายพยัคฆ์ที่มันควบคุมนั้นกลับทรงพลังมากกว่าขุมกำลังใด ๆ ภายในอาณาจักรเว้นแต่ค่ายมังกรเท่านั้นที่มีจำนวนทหารเท่าเทียมกัน

     

              เรียกได้ว่ามันคือผู้ควบคุมกองทหารที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดในราชสำนักแต่ ณ เวลานี้กลับต้องออกจากกองบัญชาการทำตามคำสั่งที่ปรึกษาจนมาเจอกับจอมยุทธ์ผู้เลื่องชื่อ ที่บ้าคลั่งในอดีตเดิมทีที่มันตั้งใจเข้าปะทะเพราะคิดว่าชายผู้นี้จะมีฝีมือทัดเทียมกันแต่ด้วยความต่างของพลังทำให้มันหวาดกลัว จะไม่ให้มันรู้สึกหวาดกลัวได้อย่างไร ?มันกลัวที่จะสูญเสีย ชีวิต ทรัพย์สิน ตำแหน่ง ฐานะนี่คือสิ่งที่มัยสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากกว่าที่มันจะขึ้นมาถึงแก่นแท้พลังขั้นปลายนี้ได้มันต้องผ่านความเป็นความตายมามากมาย

     

              และเพราะอย่างนี้มันถึงได้เข้าร่วมกลุ่มกับกลุ่มคนที่ไม่ควรเข้าร่วมจนนำมาสู่เหตุร้ายในวันนี้

     

              “ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่จะยอมทิ้งศักดิ์ศรีเช่นนี้เพราะความกลัวตาย ช่างน่าสมเพศ..” หนิงเฟยหลงอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้พลางส่ายหัวช้า ๆ

     

              เมื่อไม่กี่วันมันยังพบเจอกันอยู่เลยและได้ร่วมสู้ในสมรภูมิเดียวกันเพียงแต่อยู่คนละฝ่ายเท่านั้นตอนนั้นแม่ทัพพยัคฆ์เชิดหน้า ถือทวน องอาจเหนือผู้ใด แต่วันนี้กลับขอให้ศัตรูยั้งมือบ่งบอกถึงความขาดเขลา ช่างน่าเสียดาย

     

              “เจ้ามาแก้แค้นให้อ๋องนั่นรึ ?” จู่ช่างลิวถามด้วยเสียงที่เย็นชา

     

              “เปล่า..ขะข้าไม่ได้มาเรื่องนั้น....นี่เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกัน”มันรีบประสานมือขออภัยอย่างนอบน้อม ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีอันสูงส่งไปชั่วคราว

     

              ทันใดนั้นก็มีเสียงที่ดังเยาะเย้ยขึ้น“ท่านแม่ทัพยอมทิ้งศักดิ์ศรีตนเองถึงเพียงนี้เชียว ราชสำนักจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดอีกอย่างท่านก็ตั้งใจจะมาจับกุมจู่ช่างลิว และทำร้ายข้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ ?ไยท่านต้องลังเล ลงมือกระทำเสียเลยสิ” ชายหนุ่มยุแหย่เข้าไปอีก

             

              “หุบปาก !” แม่ทัพผู้นั้นจ้องมองชายหนุ่มอย่างเคียดแค้นอดไม่ได้ที่จะสบถเด็กนี่ในใจ

     

              “ท่านจอมยุทธ์ ข้าหลงทางมาเท่านั้นข้าลาก่อน !”กล่าวจบแม่ทัพผู้นั้นก็รีบทะยานร่างหนีไป

     

              ทว่าจู่ช่างลิวจะอยู่เฉย ?นั่นเป็นไปไม่ได้ !การจัดการกับชายหนุ่มนั้นง่ายยิ่งกว่าเพียงให้เหยี่ยวปีกทองเฝ้าไว้ก็ได้แล้วส่วนเจ้าแม่ทัพนี่ย่อมเป็นปัญหามากกว่า มันสามารถระดมพลมาจัดการได้และยังสามารถป่าวประกาศให้ศัตรูมารุมล้อมเล่นงานได้การจัดการกับแม่ทัพนี่จึงสำคัญกว่า

     

              จู่ช่างลิวไม่ลังเลที่จะไล่ตามไป

     

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน