บทที่ 23 เซ่นไหว้บรรพบุรุษในวันเชงเม้ง
เขาเฮยเฝ่ย
ในวันเชงเม้ง ชาวบ้านทุกคนต่างตื่นแต่เช้าตรู่
ทุกคนล้วนเคยผ่านโลกยุทธภพมาก่อน จนถึงตอนนี้ คนที่พวกเขารู้จักส่วนใหญ่ล้วนจากไปมากกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่
ชาวบ้านทยอยเดินกันเป็กลุ่มเล็ก ๆ มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเขาเฮยเฝ่ย
ทางด้านทิศใต้ของูเามีสุสานแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยป้ายหลุมศพ
บางหลุมมีเนินดินอยู่ด้านหลังป้าย แต่บางหลุมมีเพียงแค่ป้ายหลุมศพเท่านั้น
สายฝนโปรยปรายลงมาดุจละอองบางเบา
ซูจือจือและเซวียเช่อเดินนำอยู่ด้านหน้า เด็กทั้งสองต่างถือกระดาษเงินกระดาษทองคนละมัดใหญ่
มือซ้ายของซูจือจือหายดีแล้ว นางกางแขนทั้งสองข้างวิ่งฝ่าสายฝน กระดาษเงินกระดาษทองในมือถูกลมพัดส่งเสียงดังพึ่บพั่บ
มวยผมทั้งสองข้างบนศีรษะของนางกลมป่องราวกับซาลาเปาลูกน้อยสองลูก
ผมของซูจือจือดำขลับและดกหนา อู่อิงเหนียงต้องพันริบบิ้นผูกผมหลายรอบจึงจะมัดได้แน่น
วันนี้เชือกผูกผมของนางดูงดงามยิ่งนัก
เมื่อ่ก่อนปีใหม่ หมู่บ้านล่าเสือได้ตัวหนึ่ง เอาเส้นเอ็นเสือมาทำเชือกผูกผมและหนังสติ๊กให้ซูจือจือ
อู่อิงเหนียงเอาด้ายแดงมาพันรอบเส้นเอ็นเสือเป็วง ๆ แล้วผูกบนศีรษะของจือจือ ดูสวยงามและแ่า
ห่าวเหรินกับอู่อิงเหนียงเดินตามหลัง ในมือถือธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้
แต่เดิมเซวียเช่อตั้งใจจะอยู่แต่ในห้อง แต่ซูจือจือลากเขามาด้วย บอกว่าอยากให้มารดาบน์ได้พบเพื่อนใหม่ของนาง
"หากมารดาของข้าได้พบเ้า จะต้องดีใจมากแน่ ๆ"
ซูจือจือพาพวกเขาเดินมาถึงแถวป้ายหลุมศพ
จุดเทียน จุดธูป วางชามที่ใส่เนื้อและขนมบัวลอยไว้หน้าป้ายหลุมศพ
เซวียเช่อเข้าใจว่าจะมาไหว้แค่มารดาผู้ให้กำเนิดของซูจือจือ
เมื่อมาจึงถึงได้รู้ว่าป้ายหลุมศพที่ต้องไหว้มีหลายที่
"จือจือขอจุดธูปให้ท่านตาท่านยายเ้าค่ะ"
"ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าใหญ่ เชิญรับขนมบัวลอยด้วยเ้าค่ะ..."
"ท่านแม่ จือจือนำดอกไม้มาให้ท่านอีกแล้ว..."
"ท่านแม่ดูเช่อสิ ลูกน้องคนใหม่ของข้า ดูดีใช่หรือไม่?"
ซูจือจือวุ่นวายไม่หยุด ปากก็พึมพำไม่หยุด
เซวียเช่อเดินตามหลังมาคำนับทักทาย
"สวัสดีท่านตา ท่านยาย ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าใหญ่..."
"ผู้น้อยเซวียเช่อคารวะผู้าุโทุกท่าน"
"ผู้น้อยไม่ใช่ลูกน้องของจือจือ ขอผู้าุโอย่าได้เข้าใจผิด..."
ซูจือจือชอบออกไปเที่ยวเล่นเสมอ นับั้แ่เมื่อสองปีก่อนที่นางจำตำแหน่งสุสานได้ บางครั้งนางก็จะวิ่งมาที่หลุมศพของมารดาเพื่อนำของมาให้
บางครั้งก็เป็ดอกไม้ป่าสีสดใส บางครั้งก็เป็ผลไม้ป่าที่สุกหวานกำมือหนึ่ง
ซูจือจือล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เย็บติดกับเสื้อ
นางหยิบผลไม้ป่าสดใหม่ออกมาสองสามลูก วางไว้หน้าหลุมศพของผู้าุโแต่ละท่าน
อู่อิงเหนียงปัดกลีบดอกไม้ที่ติดอยู่บนศีรษะของซูจือจือ "จือจือมีน้ำใจ ท่านตาและทุกท่านคงจะชอบผลไม้ที่จือจือเก็บมามากทีเดียว"
ซูจือจือดึงว่าวกระดาษเล็ก ๆ ออกมาจากตะกร้าราวกับกำลังแสดงมายากล
"วันนี้ข้าจะปล่อยว่าวให้พวกเขาดูกับอาเช่อ!"
ว่าวนั้นผู้เฒ่าฉินทำขึ้นตามลักษณะของอาเป่า
ซูจือจือส่งว่าวให้เซวียเช่อ
"อาเช่อ เ้าถือว่าวให้ดี ข้าจะปล่อยเชือกแล้ววิ่งไปข้างหน้า พอลมมาเ้าก็ปล่อยมือ"
เซวียเช่อไม่สนใจเล่นของเด็ก ๆ เช่นนี้ แต่พูดตามตรงแล้ว เขาไม่เคยเล่นมาก่อนเลย
เขาประคองว่าวด้วยมือทั้งสอง มองเชือกในมือของซูจือจือที่ค่อย ๆ ยืดยาวออกไป
ทันใดนั้น สายลมก็พัดโชย
เซวียเช่อปล่อยว่าวในมือ จากนั้นก็ะโบอกซูจือจือ
"จือจือ ลมมาแล้ว!"
ขาทั้งสองของซูจือจือวิ่งเร็วราวกับล้อที่หมุน
ว่าวค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นพร้อมกับแกว่งไกว
อาเป่าก็บินมาด้วย ราวกับจะประชันความสูงกับว่าว
ห่าวเหรินยืนอยู่เบื้องหน้าป้ายหลุมศพ มองดูภาพของเด็กสองคนที่กำลังเล่นอยู่
จากนั้นเขาก็เลิกชายเสื้อคลุม คุกเข่าลงเบื้องหน้าป้ายหลุมศพ ใบหน้าแสดงความเคารพอย่างสูงพลางโขกศีรษะ
"ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ และเสวียนเอ๋อร์ หลิงอวิ๋นมาเยี่ยมพวกท่านแล้ว"
เขาก้มกายโขกศีรษะ ดั่งกิ่งไผ่ที่โค้งงอด้วยน้ำหนักหิมะ ไม่ยอมลุกขึ้นเป็เวลานาน
เขาไม่ได้นามสกุลห่าว เขานามสกุลเผย
เขาไม่ใช่ชาวบ้านในป่าเขา ไม่ใช่โจรใหญ่ในยุทธภพ
เขาคือบัณฑิตหนุ่มผู้สง่างามและทระนงในฉางอันเมื่อครั้งกระนั้น คือคุณชายรองตระกูลเผย
เขาคือเผยหลิงอวิ๋น ผู้ที่ชาวบ้านเล่าลือว่าตายระหว่างทางขณะถูกเนรเทศไปพร้อมตระกูลเผย
แต่เดิมบิดาถูกใส่ร้ายว่าลอบติดต่อกับศัตรู ทำร้ายกองทัพตระกูลเซวีย ฮ่องเต้ทรงพิโรธอย่างมาก หลังจากขุนนางทั้งหลายวิงวอนขอพระเมตตา ตระกูลเผยจึงรอดพ้นโทษปะา แต่ก็หนีไม่พ้นการถูกลงโทษ
นอกจากพี่หญิงคนโตและน้องสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ทุกคนในตระกูลเผยถูกเนรเทศ
จากที่เคยอยู่ในที่อุดมด้วยความมั่งคั่งและบารมี กลับต้องตกต่ำลงสู่น้ำท่วม โรคระบาด และความอดอยาก
พี่ใหญ่ตายเพราะน้ำท่วมอันรุนแรง บิดาตายด้วยโรคระบาด
มารดาและพี่สะใภ้ถูกทหารที่คุมตัวลวนลาม แต่ยอมตายไม่ยอมจำนน ภายหลังเมื่อเสบียงขาดแคลน ทั้งสองก็อดตายในที่สุด
สุดท้ายเหลือเพียงเขาเพียงคนเดียว
เหลือชีวิตเพียงครึ่งเดียว
ในยามที่เขากำลังจะสิ้นใจ อู่อิงเหนียงนำโจรูเากลุ่มหนึ่งปรากฏตัว สังหารเ้าหน้าที่ราชสำนัก แล้วพาเขาขึ้นไปบนูเา
นับจากวันนั้น เผยหลิงอวิ๋นก็ตายไปแล้ว
ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่คือ ห่าวเหรินแห่งเขาเฮยเฝ่ย
เขาเรียนรู้เื่คุณธรรม ความถูกต้อง มารยาท และปัญญามาหลายปี แต่ก็ไม่เท่ากับดาบเล่มเดียวของโจรูเาในยามบ้านเมืองวุ่นวาย
นับจากนี้ไป เขาคือคนดีที่แสร้งทำ คือใบมีดคมกริบที่ซ่อนอยู่ในปุยนุ่น
อู่อิงเหนียงเคยรู้จักกับเผยเสวียนในยุทธภพเมื่อหลายปีก่อน และได้ผูกสัมพันธ์เป็พี่น้องร่วมสาบาน
อู่อิงเหนียงทราบว่าตระกูลเผยถูกเนรเทศไปหลิ่งหนานจึงนำผู้คนมาหวังจะฉวยโอกาสช่วยคน แต่ไม่คาดคิดว่าตระกูลเผยที่ถูกเนรเทศจะเหลือเพียงเผยหลิงอวิ๋นเป็ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
พวกเขาตั้งรกรากที่เขาเฮยเฝ่ย
ในยามหลิ่งหนานเกิดทุพภิกขภัยและความวุ่นวาย พวกเขาสร้างที่หลบซ่อนขึ้นมา และค่อย ๆ เพิ่มจำนวนกำลังพล
สองปีต่อมา อู่อิงเหนียงและเผยหลิงอวิ๋นหาทางติดต่อกับเผยเสวียนที่อยู่ในเมืองหลวงได้สำเร็จ
แม้ภายนอกจะถูกกักบริเวณอยู่ในจวนอ๋อง ไม่ได้ออกไปไหนทั้งวัน แต่ที่จริงแล้ว เผยเสวียนใช้เื่นี้เป็ข้ออ้าง แอบออกไปสืบสวนหลายครั้ง
เผยเสวียนบอกกับพวกเขาว่า นางจะต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้ เพื่อล้างมลทินให้ตระกูลเผย
แต่ยังไม่ทันได้ล้างมลทิน เผยหลิงอวิ๋นกลับต้องพบกับน้องหญิงที่ตั้งครรภ์และาเ็ทั่วร่างเสียก่อน
หลังจากเผยเสวียนหนีออกจากจวนอ๋อง นอกจากองครักษ์ของจวนอ๋องแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งไล่ล่านางด้วย
นางจำต้องจำลองสถานการณ์ให้ดูเหมือนตายที่ชานเมืองหลวง ก่อนจะไปรวมตัวกับพี่ชายและอู่อิงเหนียงที่หลิ่งหนาน
เผยเสวียนที่กำลังตั้งครรภ์ต้องเผชิญกับความยากลำบากตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงเขาเฮยเฝ่ย นางก็แทบหมดเรี่ยวแรง
นางใช้ลมหายใจสุดท้ายคลอดบุตร โดยมีอู่อิงเหนียงเป็ผู้ทำคลอดให้
"พี่รอง… เด็กคนนี้ไม่อาจใช้นามสกุลเผย และไม่อาจใช้นามสกุลมู่หรงได้… นางเป็ลูกของข้า ให้นางชื่อซูจือ"
เผยหลิงอวิ๋นกุมมือน้องหญิงไว้ เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ "ได้"
"พี่รอง ข้าสืบได้ว่าเป็ตระกูลเฮ่อ… เฮ่อถิงฟาง..."
ใบหน้าซีดขาวของเผยเสวียนซูบผอมจนแทบจำไม่ได้ แต่กลับกำมือเผยหลิงอวิ๋นแน่น
จากนั้น มือที่ผอมแห้งก็ค่อย ๆ คลายออก
"พี่รอง ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่เหลือเกิน… คิดถึงพี่ใหญ่และพี่หญิงใหญ่..."
น้ำตาของนางหยดลงบนขอบเตียงแตกกระจาย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มซีดเซียว เสียงเบาราวกับเส้นด้ายที่กำลังจะขาดในทุกเมื่อ
"พี่รอง ข้าชอบวาดรูปเต่าบนหน้าตำราของท่านเสมอ... ทั้งที่รู้ว่าท่านรักตำราพวกนั้นมากที่สุด…”
“พี่รอง ข้าเป็คนไม่ดี... ท่านอย่าได้โกรธข้าเลยนะ..."
แขนของนางห้อยลงอย่างอ่อนแรง
"ไม่เป็ไร"
"พี่ไม่โกรธเ้าหรอก"
น้ำตาของเผยหลิงอวิ๋นหยดลงบนแขนที่ห้อยลงของเผยเสวียน
ร่างของน้องหญิงเบาหวิว เมื่ออุ้มขึ้นมาราวกับใบไม้แห้ง
ทว่าแต่ก่อนนางไม่ได้เป็เช่นนี้
เผยหลิงอวิ๋นจำได้ว่า เสวียนเอ๋อร์เป็เด็กที่แข็งแรงที่สุดในบ้านมาั้แ่เล็ก
นางชอบวิ่ง ชอบะโ ชอบเล่นซน
นางไม่ชอบอ่านตำรา แต่ชอบฝึกยุทธ์ ทำเอาบิดามารดาปวดหัวไม่หาย
นางอายุน้อยกว่าเขาเพียงปีเดียว ทั้งคู่ทะเลาะกันทุกวัน ่ปีใหม่ ใครกินขนมมากกว่ากันแค่ชิ้นเดียวก็ทะเลาะกันแล้ว
ยามที่นางทะเลาะไม่ชนะ ก็จะแอบทำร้ายด้วยการวาดรูปเต่าลงบนตำราที่เผยหลิงอวิ๋นชื่นชอบที่สุด ทำเอาเขาโกรธจนควันออกจากทวารทั้งเจ็ดช่อง
แต่หากผู้ใดพูดถึงเผยหลิ่งอวิ๋นในแง่ร้าย เผยเสวียนจะต้องหยิบแส้ไปตีคนผู้นั้นให้ได้
ทุกครั้งที่ตีกันเสร็จ เผยเสวียนก็จะถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ถูกกักบริเวณในห้องให้คัดลอกตำราและครุ่นคิดทบทวนความผิด
เผยหลิ่งอวิ๋นนำขนมรูปคนไปให้นาง เมื่อเห็นรอยแผลบนมือน้องหญิง ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก
"ตีกันแล้วเจ็บนัก ต่อไปอย่าลงมือเลย"
เผยเสวียนกัดขนมรูปคนพลางตบแขนตัวเองพร้อมยิ้ม "พี่รอง ข้าแข็งแรงมากเชียวนะ"
น้ำตาของเผยหลิงอวิ๋นหยดลงพื้น ทีละหยด
แต่ไรมา เสวียนเอ๋อร์ก็เป็เด็กที่แข็งแรงเช่นนี้
นางเคยเป็คนที่ชอบยิ้มถึงเพียงนั้น
เหตุใดร่างในอ้อมกอดของเขาจึงกลายเป็ซากร่างที่ผอมแห้งดุจกิ่งไม้เช่นนี้
เสียงฟ้าร้องครืน ๆ ดังมาแต่ไกล
สายฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เสียงฝนกลบเสียงร่ำไห้ภายในห้อง
เผยหลิงอวิ๋นโอบร่างไร้ิญญาของเผยเสวียนไว้ในอ้อมแขน เสียงคำรามดั่งสัตว์ร้ายที่าเ็ดังลอดไรฟัน
"เสวียนเอ๋อร์ เสวียนเอ๋อร์..."
ดวงตาของเขาแดงก่ำ ไหล่สั่นระริก
ในขณะนั้นเขาอยากจะตั้งคำถามกับฟ้าดินและเทพเ้า เหตุใดจึงทำเช่นนี้กับตระกูลเผย
ตระกูลเผยสืบทอดการศึกษามาหลายชั่วอายุคน เป็ผู้นำแห่งบัณฑิตในใต้หล้า เบื้องบนจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ เบื้องล่างไม่เคยทำให้ราษฎรต้องละอาย
เหตุใดจึงต้องมาพบจุดจบอันอัปยศ ครอบครัวแตกสลาย ผู้คนล้มตาย
เหตุใดคนชั่วจึงครองเมือง ขุนนางผู้ซื่อสัตย์กลับต้องมาพบจุดจบ
นอกห้อง พายุโหมกระหน่ำ พัดให้หน้าต่างส่งเสียงดังสนั่น ราวกับมีิญญาที่ตายอย่างไม่ยุติธรรมนับพันกำลังกรีดร้องทุบหน้าต่างอยู่
"อุแว้..." เสียงร้องไห้ของทารกดังขึ้น
อู่อิงเหนียงอุ้มซูจือจือที่กำลังร้องไห้จ้า เดินเข้าไปข้างกายเผยหลิงอวิ๋น
"พวกเราต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี เลี้ยงดูจือจือให้เติบใหญ่ ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างก็ยังไม่จบสิ้น ยังมีโอกาสที่จะพลิกฟ้าและแก้แค้น"
ปีนั้น หลิ่งหนานเผชิญกับภัยแล้งที่หาได้ยาก หลายเดือนผ่านไปโดยไม่มีฝนตกแม้แต่หยดเดียว
ทว่าวันนั้นสายฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างฉับพลัน ชุ่มฉ่ำผืนดินที่แห้งแตกระแหงและสรรพชีวิตที่กำลังจะเหี่ยวเฉา
ทุกสรรพสิ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ครึ่งปีถัดมา ลมฝนเป็ใจ เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมากมาย
หลิ่งหนานที่วุ่นวายไม่สงบ ในที่สุดก็ก้าวจากความโกลาหลสู่ความเป็ระเบียบในปีนั้น
พวกเขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่...
สายลมอ่อนที่พัดพากลิ่นหญ้าเขียวมาพร้อมเสียงจักจั่น
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูสิ ข้าปล่อยได้สูงเพียงใด!"
"โอ้ อาเช่อ เ้าเดินมาทางนี้หน่อย แล้วลองอีกครั้ง!"
"อาเป่า อาเป่า~ รีบรับไว้เร็ว อย่าให้ตกล่ะ..."
ห่าวเหรินลุกขึ้นจากหน้าป้ายหลุมศพ มองไปยังเนินเขาที่ซูจือจือและเซวียเช่อกำลังวิ่งเล่นกันอยู่
ฝนพรำเบาบางหยุดตก ท้องฟ้าแจ่มใส
แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาจากระหว่างก้อนเมฆเป็แนวกว้าง
เงาของซูจือจือและพวกพ้องทอดยาวลงบนเนินเขา ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา
เงาของป้ายหลุมศพก็ทอดยาวเช่นกัน
เงายาวบ้างสั้นบ้างทาบทับลงบนเนินเขาสีเขียวครามนั้น
ดังนั้น บนเนินเขา เงาของทุกคนในครอบครัวจึงได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ห่าวเหรินวางมือลงบนป้ายหลุมศพของเผยเสวียน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เสวียนเอ๋อร์ จือจือเป็เด็กดี เพียงแต่ว่าซุกซนยิ่งกว่าตอนเ้าเป็เด็กเสียอีก"
อู่อิงเหนียงจัดดอกไม้ป่าที่จือจือเก็บมาให้เรียบร้อยตรงหน้าป้ายหลุมศพ แล้วรินสุราลงตรงหน้าป้าย
"นิสัยของจือจือนั้น ต่อไปเมื่อได้เล่นแส้ เกรงว่าจะร้ายกาจยิ่งกว่าเ้าเสียอีก"
ทุกสิ่งเปล่งประกายใต้แสงอาทิตย์
ดอกไม้ป่าสีม่วงและสีเหลืองเบ่งบานอยู่หน้าป้ายหลุมศพของเผยเสวียน
พวกมันราวกับกำลังพยักหน้าน้อย ๆ แย้มยิ้มบาง ๆ