ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 1 : รอยยิ้มชวนสยอง

            แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมายามเช้าวันใหม่อันแสนสบายดุจดั่งนาฬิกาปลุกให้เหล่าผู้คนต้องออกจากบ้านไปตามเป้าหมายดำเนินชีวิตของแต่ละคนเพื่อเติมเต็มความต้องการเสริมด้วยบทเพลงบรรเลงเสียงนกน้อยมากมายคอยขับขานส่งกำลังใจแก่พวกเขาให้มีแรงก้าวต่อไป

     

            แถวทางเดินทอดยาวไปยังสถานที่ศึกษาในช่วงวัยเยาว์แห่งหนึ่งตลอดทั้งทางต่างเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะหยอกเย้าของเหล่านักเรียนต่างชั้นปี

     

            ทันใดนั้นก็มีเครื่องยนต์กำลังแรงสูงเคลื่อนผ่านด้วยความเร็วทำเอาสายลมที่รถแล่นพาไปพัดพากระโปรงของเด็กสาวให้ไหวไปตามแรงลมจนทำให้เกิดเป็นภาพชวนมองแก่เด็กผู้ชายทั้งหลาย

     

            กึก! เหล่าเด็กนักเรียนต่างหยุดยืนมองภาพรถหรูสีดำที่แล่นไปจอดตรงทางเข้า

     

            “รถของใครกัน? ไม่เคยเห็นเลย”เด็กสาวผมเปียคนหนึ่งสะกิดถามเพื่อนของเธอด้วยความใคร่รู้

     

            “ฉันก็มากับเธอจะรู้ได้ไงเล่ายัยบ้า...”

     

            นักเรียนชายร่างสูงดูดีคนหนึ่งย่างก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าเรียบนิ่งโดยเขากำลังคิดอะไรอยู่ภายในหัวเต็มไปหมดแต่ทางด้านของคนที่มองกลับเห็นว่ามีรัศมีของแสงแดดสะท้อนเรือนร่างดุจดั่งภาพนิมิตรอันหลากหลาย

     

            “นั่นพี่จินนี่!”เด็กสาวผมเปียคนเดิมชี้นิ้วไปทางจินด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับแก้มแดงน่ารัก

     

            “ว้าว! ทำไมเขาถึงหล่อได้ขนาดนี้นะ!”เพื่อนของเธอยกมือทั้งสองข้างทาบตรงบริเวณอก

     

            “โชคดีจังเลยนะ ได้เจอเขาแต่เช้าเลยอร๊าย!!!” เด็กสาวทั้งสองประสานเสียงแล้วกระโดดจับมือกันไปม

     

            “...”

     

            จินมองเหล่าเด็กผู้หญิงทั้งหลายที่มองมาทางเขาทีหนึ่งแล้วหันกลับไปอีกทางที่รู้สึกน่ากลัว พวกเธอมองด้วยสายตาแตกต่างนานากันไปแต่ไม่น่ากลัวเท่ากับอีกทางที่ส่งสายตาวิบวับยิงมาไม่ขาดสาย

     

            “จะ---”

     

            “อย่าเพิ่งพูด! ขอร้อง…”จินยกมือห้ามพูดเสียงดังไปยังร่างยักษ์นั่นจนคนดังกล่าวสะดุ้งตกใจแล้วหญิงในร่างชายตัวใหญ่ก็หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมากัดพลางส่งสายตาน้อยใจให้เขา

     

            “ใจร้าย!”เธอวิ่งหนีเข้าโรงเรียนไปจนพื้นสั่นสะเทือนตามจังหวะ

     

            “หากไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับท่านหัวหน้า!”ชายหัวโล้นในชุดสีดำอันแปลกประหลาดโค้งตัวให้จินพร้อมกับพูดทะมัดทะแมง

     

            เหล่าเด็กผู้หญิงต่างยิ่งมองจินด้วยสายตาที่หลงใหลเข้าไปอีกเมื่อคิดว่าตัวตนจินต้องยิ่งใหญ่โตแน่นอน ขนาดผู้ใหญ่ที่แต่งตัวดูดียังโค้งตัวให้

     

            “หัวนงหัวหน้าอะไรกัน บอกกี่ครั้งแล้วเรียกผมว่า จิน ก็พอ!”

     

            จินเริ่มหัวเสียกับการวางท่าวางทางของผู้คนในแก๊งทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องอะไรพวกเขาเหล่านั้นก็ฟังเขาหมดไม่มีข้อโต้แย้งแต่กับอีกแค่เรื่องเรียกชื่อไม่มีใครยอมฟังเขาเลยสักคนเดียว

     

            “มันจะเป็นแบบนั้นได้ไงครับท่านหัวหน้า” เขายังคงโต้แย้งแถมย้ำคำพูดข้างหลังในชัดขึ้นไปอีก

     

            “บอกให้เรียกก็เรียกสิ!”

     

            “ไม่เอาครับ ท่านหัวหน้า”

     

            “เฮ้อ... เอาที่สบายใจแล้วกันขอตัวล่ะ ฝากดูแลคุณปู่ด้วยนะ”เด็กหนุ่มถอนหายใจแล้วหันหลังเดินเข้าโรงเรียนไปทันที

     

            “ครับท่านหัวหน้า เรียนให้สนุกนะครับ”จินหันกลับมองตามรถไปพร้อมด้วยเครื่องหมายคำถามบนหัว

     

            “เรียนให้สนุก? อะไรของละนั่น”

     

            “จินโว้ย! เพื่อนรัก! Myfriend!!!”

     

            จินหันไปมองตามเสียงที่ตะโกนเรียกชื่อแล้วพบเทนตะวิ่งกระโดดไปมาและกวัดแกว่งกระเป๋านักเรียนอย่างอารมณ์ดีด้านหลังก็ตามมาด้วยมาโคโตะพ่อหนุ่มหน้ามนคนหน้ามึน

     

            “ไง!”จินกล่าวทักทายเมื่อพวกเขามาถึงยังเบื้องหน้า

     

            “หายหน้าหายตาไปนานเลยนะจินอย่าบอกนะว่า!” เทนตะกอดคอจินและเดินไปตามทาง เพื่อเข้าไปในโรงเรียน

     

            เทนตะพูดก่อนที่จะผละตัวออกเอามือป้องปากทำท่าทำทางด้วยน้ำเสียงตกใจ

     

            “หรือว่าอะไร?” จินที่เดินอยู่ก็หยุดถามขึ้นกับท่าทางเล่นใหญ่ของเพื่อนเขา

     

            “นายทำใครท้องแล้วเพิ่งไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยายมาใช่ไหม!” เทนตะพูดเป็นเรื่องเป็นราวและชี้มาทางจินด้วยใบหน้าตื่นตะลึง

     

            “...” มาโคโตะนิ่งเงียบราวกับก้อนหินทันที

     

            “ไปกันเถอะมาโคโตะ”จินพูดกับมาโคโตะและทิ้งเทนตะไว้ที่นั่นคนเดียว

     

            “เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าเรื่องจริงทำไมต้องเดินหนีกันด้วย!” เทนตะยังคงไม่หยุดเล่นโวยวายตามหลัง

     

            “พาฉันไปเจอหลานด้วยนะเว้ย!”

     

            “เมื่อคืนแกดูอะไรมาเอาสมองไปคิดเรื่องเรียนบ้างเถอะ ใกล้จะสอบอยู่แล้ว”จินส่ายหน้าเอือมระอากับเพื่อนของเขาที่คิดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องเก่งแต่กับเรื่องเรียนนี่ต้องบอกแล้วบอกอีกถึงจะเข้าใจ

     

            “ไม่เอาน่า... ไอ้เกลอแกมีปัญหาบอกพี่ได้นะน้อง เรื่องแบบนี้ต้องพูดคุยถึงจะเข้าใจ บอกมาเถอะ”เทนตะอารมณ์ดีเดินกอดคอจิน

     

            “แกไม่หยุดใช่ไหม! อย่าหนีนะโว้ย!”จินหันไปเตะเพื่อนของเขา

     

            แต่มีหรือเทนตะจะยอมโดยเตะเขารู้ทันจึงกระโดดหลบภาพการหยอกล้อระหว่างเทนตะกับจินเป็นเรื่องชินตาของเหล่านักเรียนและบรรดาครูบาอาจารย์ไปแล้วทำเอาพวกเขาทั้งหมดส่งเสียงหัวเราะด้วยรอยยิ้มกับท่าทางพวกนั้นรวมถึงมาโคโตะด้วยที่กำลังยืนยิ้มใกล้ๆ

             

            “บอกให้คิดเรื่องเรียนให้ได้เท่าคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้ไงเหล่าอย่าหนีนะโว้ย!” จินไล่กวดเทนตะ โดยไม่ใช้พลังผู้กล้า

     

            “ไม่หนีก็เจ็บดิวะ ขายังกับท่อนเหล็กไอ้บ้า!” เทนตะวิ่งหนีไปรอบๆ

     

            “วะ เหวอๆ หลบๆ” เทนตะทำหน้าทำตาตื่นตัวเองกำลังจะพุ่งเข้าชนผู้หญิงอีกคน ที่ก้มหน้าดูหนังสือในมือโดยไม่ได้มองทาง

     

            “เฮ้ย!”

     

            จินพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วจนเกิดภาพติดตาทำเอามาโคโตะยืนมองตาค้าง

     

            “ไม่เป็นไรนะ?” จินถามเด็กสาวในอ้อมแขน

     

            “อะ อื้อ ขอบใจจ้ะ จิน”หญิงสาวที่อยู่ภายใต้วงแขนของจินพูดด้วยใบหน้าที่แดงเป็นลูกมะเขือเทศและรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งร่าง

     

            “สองมาตรฐาน!!!”เทนตะพูดเสียงดังด้วยความไม่พอใจ

     

            “หื้ม?” จินเลิกคิ้วด้วยความสงสัยแล้วหันไปด้านหลัง

     

            ท่าของจินตอนนี้กล่าวได้ว่าสุดแสนพิสดารและเอาเปรียบเทนตะเป็นอย่างมากขาขวาของเขาเหยียบเต็มหน้าเทนตะไม่ให้พุ่งล้มลงมาส่วนแขนซ้ายโอบเอวเด็กสาวตรงหน้าไว้ไม่ให้ตกลงพื้น

     

            “นี่เพื่อนแกนะโว้ย ไอ้บ้าจิน!”เทนตะตั้งหลักมายืนได้เสร็จก็โว้ยวายด้วยใบหน้ามีรอยเท้าสีแดงประทับอยู่

     

            “ขอโทษ พอดีตั้งใจ”จินยิ้มสะใจให้เพื่อนเขา

     

            “ตั้งใจแล้วขอโทษทำไมวะ!กระทืบมันเลยมาโคโตะ”เด็กหนุ่มหัวเหลืองชี้นิ้วชี้เป้าหมายให้มาโคโตะที่เอาแต่ยืนตะลึง

     

            “อะ เอ่อ... คือว่าปล่อยได้แล้วมั้งจิน” น้ำเสียงเอียงอายดังทักพลางสะกิดจินบางเบา

     

            “ขอโทษที ไม่เป็นอะไรแน่นะ โคโกะ”จินคลายมือแล้วปล่อยโคโกะกลับไปยืน

     

            “มะ ไม่เป็น- ขอบคุณอีกครั้งนะ ขะขอตัวก่อน” โคโกะก้มใบหน้าที่แดงลงต่ำแล้วเดินจากไปรวดเร็ว

     

            “ทีกับสาวนี่ แหม... กับเพื่อนนี่ชิ!” เทนตะทำหน้าทำปากล้อเลียนจิน

     

            “งอแงเป็นเด็กไปได้ ไปเรียนกันเถอะ”จินดึงอารมณ์กลับ หันไปพูดกับเพื่อนของเขาทั้งสองด้วยใบหน้าจริงจัง

     

            “ครับๆ”เทนตะเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปัดฝุ่นใบหน้า ส่วนมาโคโตะก็เดินตามมาทีหลังอย่างเงียบๆโดยมองแผ่นหลังจินด้วยความคิดหลากหลายชวนอธิบายยาก

     

            ทั้งสามเดินพูดคุยพลางหยอกล้อกันไปตลอดทางท่ามกลางแสงแดดยามเช้าและการดำเนินชีวิตที่แสนสดใสในวัยเยาว์

     

            “อรุณสวัสดิ์เรย์กะ”จินนั่งลงกับโต๊ะและพูดทักเรย์กะที่นั่งข้าง ๆ เขา

     

            ตั้งแต่มาเรียนโรงเรียนแห่งนี้เวลาผ่านมาเกือบสองเดือนแล้วอีกไม่นานก็จะสอบปลายภาค เตรียมตัวก้าวเข้าสู่ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยเขายังรู้สึกใจหายกับวันเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

     

            “อรุณสวัสดิ์”เรย์กะพยักหน้าให้จินแล้วถามด้วยสีหน้าของเธอ

     

            “สบายดีพอดีมีเรื่องต้องจัดการนิดหน่อย คุณลุงละเป็นยังไงบ้างช่วงนี้”จินรู้ถึงความห่วงใยในประโยคสั้นๆ ของเรย์กะ

     

            “ยุ่งมาก”

     

            “นั่นสินะไม่กี่วันก็เกิดเรื่องราวมากมาย ไว้ว่างๆ จะไปเยี่ยมนะ”จินคิดแล้วนึกเครียดกับเรื่องราวมากมายที่เพิ่งพานพบมาและหันไปยิ้มโชว์ฟันอารมณ์ดีให้เรย์กะ

     

            “อื้อ!”เรย์กะหน้าแดงขึ้นทันทีกับรอยยิ้มชวนหลงใหลของคนตรงหน้าเธอลอบเอามือตัวเองจับบริเวณหัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่ภายใน

     

            “จิน!เย็นวันนี้พวกฉันจะขอไปติวที่ร้านนายนะ” เทนตะหันหลังมาบอกจินด้วยหนังสือดาราสาวในมือ ที่มาโคโตะ ก้มๆ มองๆ มันตามการเคลื่อนไหวของเทนตะ

     

            “ไม่ให้มา” จินตอบโดยไม่หันไปมองสายตาของเขามองไปข้างนอกหน้าต่างราวกับกำลังจับจ้องอะไรบางอย่างอยู่

     

            “ไม่เอาน่าเพื่อน ทำไมใจร้ายแบบนี้”เทนตะทำหน้าตางอแง ส่วนมาโคโตะยังพยายามส่งสายตามองหนังสือในมือเทนตะ

     

            “อย่า! เออมาก็มาสิ”ขนแขนจินร้องเตือนภัยเมื่อรู้สึกว่าเทนตะกำลังจะใช้ไม้เดิม

     

            “เดี๋ยว!ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะเว้ย!” เทนตะอารมณ์เสียเมื่อจินพูดเหมือนรู้ว่าเขาจะทำอะไร

     

            “นายไปเอาท่าทางชวนขนลุกแบบนั้นมาจากไหน”จินถามด้วยความสงสัย หรือว่าเทนตะมันเป็นพวกคลั่งอะไรทำนองนั้น

     

            “เลียนแบบน้องสาวมา”เทนตะยิ้มโชว์ฟันขาวพร้อมกับยกสองนิ้วให้จิน

     

            “มันใช่เรื่องน่าภูมิใจตรงไหนไม่ยักรู้นายมีน้องสาวกับเขาด้วย” ใบหน้าของจินแสนหน่ายเหนื่อย

     

            “ฉันยังไม่ได้บอกเหรอ?” เทนตะเกาหัวตัวเองพลางคิดไปด้วย

     

            “อื้อ”จินพยักหน้าแบบไม่ค่อยสนใจให้เทนตะ

     

            หมับ! เทนตะหันไปมองมือที่จับกุมข้อแขน

     

            “ทำอะไร? มาโคโตะ”เทนตะทำหน้าทำตาตื่นทันที เมื่อจู่ๆ มาโคโตะจับมือและส่งสายตาดุดันให้

     

            แล้วก็ถอนหายใจโล่งอกไปเพราะมาโคโตะดึงหนังสือในมือไปกางดูที่โต๊ะคนเดียวจินและเทนตะมองการกระทำของมาโคโตะ ด้วยความนิ่งค้างอย่างชวนมึน

     

            “...” มาโคโตะดูคนเดียยวเงียบๆอย่างมืดมน ปล่อยให้สองหน่อกะพริบตามองกันตาปริบๆ

     

            “อย่ายิ้ม ขอร้อง... อย่ายิ้มเพื่อน!อย่ายิ้มแบบนั้น หลอนโว้ยไอ้มาโคโตะ!”เทนตะเริ่มเบิกตากว้างกับรอยยิ้มชวนขนลุกของมาโคโตะ

     

            มาโคโตะพลิกหนังสือไปทีละหน้าด้วยรอยยิ้มที่ฉีกแค่มุมปากแล้วเริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ออร่าชวนสยองก็แผ่ออกมาชวนขนหัวลุก

     

            เทนตะรีบเข้าไปขโมยของที่มาโคโตะแย่งไปแต่ก็โดนมือซ้ายของมาโคโตะผลักหน้าไม่ให้เข้ามาสงครามการแย่งชิงหนังสือนิตยสารประจำสัปดาห์ของเหล่าเด็กสาววัยใสก็เกิดขึ้น

     

            จินมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มก่อนหันไปมองมากิยืนอยู่บนตึกจุดเดิมของเมสันที่เคยมาดูลาดเลาของเขาคราวก่อน

     

            มีอะไรงั้นเหรอมากิชายหนุ่มกล่าวทักเธอด้วยข้อความเสียงผ่านสื่อพลังเวท

     

            ดูเหมือนจะมีแก๊งจำนวนไม่น้อยคอยตามสืบประวัติและชีวิตประจำวันของนายท่านอยู่นะคะมากิที่ได้สแตนช่วยเหลือเกี่ยวกับการใช้พลังมาบ้างแล้วตอบกลับมา

     

            จินเห็นว่าเธอหันกลับมามองเขาเป็นครั้งแรกหลังจากก้มๆเงยๆ อยู่พักใหญ่

     

            อย่างงั้นเหรอหากไม่ร้ายแรงก็ปล่อยผ่านไป แต่หากมันเกินขอบเขตก็อย่าให้เหลือหลักฐานล่ะชายหนุ่มโบกมือทักทายพร้อมด้วยรอยยิ้มแสนน่ากลัว

     

            ค่ะ นายท่านมากิเลียริมฝีปากทันทีแล้วเคลื่อนตัวหายไปจากจุดนั้น

    คล้ายกับเรื่องยากูซ่าพลังผู้กล้า ที่คุณอ่าน