ยุโรปทางตอนเหนือ อากาศค่อนข้างชื้น บางวันบนท้องฟ้าก็ไม่มีแดด หมอกค่อนข้างหนาและมีฝนตกหนัก
เนี่ยฝานไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นแบบนี้ มันเป็นการตั้งค่าของภาพยนตร์ มิฉะนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่แวมไพร์จะเดินเตร่ในตอนเช้าได้ นั่นก็เพราะว่าหมอกหนาจัด จนแสงแดดส่องมาไม่ถึงนั่นเอง
“เราจะไปไหนกันดี” แอนนาที่อยู่ในเสื้อกันลมสีแดงข้างๆ ถาม นอกจากจะเปลี่ยนสไตล์การใส่เสื้อผ้าแล้วหล่อนยังเชี่ยวชาญอาวุธสมัยใหม่ หลังจากฝึกฝนจากทหารโคลน แอนนามีความสามารถการต่อสู้ระยะประชิด
โดยเฉพาะเรื่องดาบที่ฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเด็ก
“เข้าไปในเมืองก่อน หลังจากนั้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเซรีน”
เนี่ยฝานไม่รู้ว่าถึงจุดไหนในภาพยนตร์แล้ว แต่หากมันเลยตอนที่ผู้อาวุโสอมิเรียตายก็ค่อนข้างน่าเสียดายเหมือนกัน
ไม่มีใครรู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะโด่งดังเป็นพลุแตกหลังจากเปิดตัว ดังนั้นมันจึงเป็นความผิดพลาดที่ปล่อยให้อมิเลียตายโง่ๆ บนขบวนรถไฟ แล้วยังสร้างภาคย้อนอดีตให้เธอ โดยกล่าวว่าเก่งอย่างนู้นอย่างนี้ ซึ่งน่าขันจริงๆ
สำหรับเนี่ยฝานเฟรนไชส์นี้จบลงในภาค 2 สำหรับภาคหลังๆ เขาไม่อยากจะจำมัน เหมือนกับภาพยนตร์เรื่องวิกฤตทางชีวเคมี
แอนนาเห็นด้วยกับเนี่ยฝาน หลังจากนั้นทั้งสองจึงโบกรถเข้าไปในเมือง
เนี่ยฝานได้ทำการแลกเงินมาเรียบร้อยก่อนเดินทาง ส่วนเรื่องตัวตนหรือพาสปอร์ตเขาไม่ได้สนใจนัก
“มันดูสงบสุข ต่างจากโลกของอลิซชัดเจน”
แอนนามีความรู้สึกที่ต่างออกไปเมื่อเห็นโลกใบนี้ แตกต่างจากโลกของซอมบี้ ที่นั่นบ้าคลั่งมาก ในทุกๆ วันต้องเอาตัวรอดจากพวกติดเชื้อและหาอาหารเพื่อความอยู่รอด แต่ดูที่นี่สิ ไม่มีผู้ติดเชื้อ ผู้คนเดินบนถนนด้วยรอยยิ้ม บ้างก็กอดกันเป็นคู่รัก
“มองผิวเผินก็เป็นอย่างนั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองนี้อยู่ภายใต้แวมไพร์และมนุษย์หมาป่า” เนี่ยฝานอมยิ้มเล็กน้อย
ในภาพยนตร์ต้นฉบับเขาไม่ชอบโทนสีของภาพที่ถ่ายออกมาจริงๆ หากไม่ใช่เพราะนางเอกที่สวมชุดหนัง ต่อให้ตายก็ไม่ยอมดู
จะว่าไปแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเมททริก สมัยนั้นแฟชั่นแต่งตัวคลุมโทน สวมแว่นตากันแดดถือว่าฮิตมาก คุณจะเห็นได้ว่าช่วงปี 2000 ต้นๆ ภาพยนตร์หลายเรื่องมีลักษณะเป็นแบบนี้ รวมถึงได้รับอิทธิพลมาจากฅนเหล็ก
ทำไมฅนเหล็กถึงต้องใส่แว่นตาทำ เพราะความเท่เหรอ อย่างหนึ่งก็ถือว่าใช่ ส่วนอย่างหลังคือนักแสดงกระพริบตาบ่อยเกินไป ซึ่งไม่เหมาะสมต่อหุ่นสังหาร ดังนั้นการใช้แว่นตากันแดดเพื่อพรางสิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจได้เยี่ยม
เมื่อลงจากรถเนี่ยฝานเดินไปรอบๆ เมืองกับแอนนา พวกเขาสองคนถือกระเป๋าสะพายคนละอัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับเนี่ยฝานซึ่งเป็นคนจีน มักจะได้รับสายตาเหยียดจากชาวตะวันตก
“คุณรู้สึกแย่หรือเปล่า” แอนนาถามด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไร ผมไม่ได้รู้จักพวกเขา นอกจากนั้นนี่คือเรื่องปรกติที่จะถูกเหยียด” เนี่ยฝานยักไหล่ สำหรับเขาคนธรรมดาไม่มีค่าพอให้สนใจ นอกจากนางเอกหรือสายเลือดที่พัฒนาได้เท่านั้น
แอนนาถอนหายใจโล่งอก ในหมู่คนตะวันตกหล่อนเองก็รู้ถึงการเหยียดเรื่องสีผิวของเชื้อชาติเหมือนกัน ปัญหานี้แก้ไม่หาย ยกเว้นโลกวิกฤตทางชีวเคมีที่เนี่ยฝานควบคุมเมืองดีทอยล์
“ดูนั่นสิ” เนี่ยฝานชี้ไปที่โบสถ์สูงตรงหน้า แอนนามองตามไป ก่อนจะเห็นผู้หญิงผมดำปะบ่ากระโดดลงมาด้วยความสูงมากกว่า 10 เมตร เธออยู่ในชุดกันลมสีดำ ด้านในสวมเสื้อสีดำแบบแนบเนื้อ ขาของเธอกระแทกพื้นจากความสูงที่เกินจริง แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่เป็นอะไร ยังคงเดินไปข้างหน้าเป็นปกติ
“แวมไพร์...นอกจากนั้นหน้าตาหล่อนยังเหมือนกับฉัน!” แอนนารู้ได้ทันทีว่านี่คือเซรีน ผู้หญิงที่ถูกปั่นหัวจากปากเนี่ยฝาน
“ตามเธอไปกันเถอะ”
เนี่ยฝานรู้สึกโชคดีเล็กน้อย เหมือนว่าตอนนี้จะเป็นตอนเริ่มต้นของบทในภาพยนตร์ นางเอกกำลังจะติดต่อกับพระเอกที่ถูกตามล่า หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นความรัก
.....
เซรีนเดินลงไปยังรถไฟใต้ดิน บรรยากาศของที่นี่ค่อนข้างน่าขนลุก แต่สำหรับแวมไพร์อย่างเธอสถานที่ดังกล่าวเหมาะสำหรับการฆ่ามาก
“ทำไมพวกหมาป่าถึงต้องการมนุษย์คนนั้น” เซรีนครุ่นคิดขณะเดินไปข้างหน้า นี่คือข้อมูลที่เธอได้สืบสวนในระหว่างหลายวันที่ผ่านมา ดังนั้นจึงซุ่มซ่อนตัวอยู่ใกล้กับไมเคิล ชายที่ตกเป็นเป้าหมายของมนุษย์หมาป่า
เมื่อเดินเข้ามาในชั้นใต้ดินของเมือง นอกจากทุกอย่างจะอึมครึมแล้วเซรีนยังสังเกตได้ถึงหลายสายตาที่กำลังมองมา โดยไม่ลังเล เธอหยิบปืนสองกระบอกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมออกมาแล้วยิงเป้าหมาย
การจู่โจมนี้ทำเอามนุษย์ธรรมดาตกใจและรีบหลบหนีไป
เซรีนไม่ใช่แวมไพร์เลือดเย็น ระหว่างการปะทะเธอยังใช้เวลาส่วนหนึ่งปกป้องคนเหล่านั้น
ทีมของเซรีนเริ่มถูกฆ่าตาย แต่ฝั่งของมนุษย์หมาป่ามีจำนวนมากกว่า
รถไฟฟ้าหนึ่งขบวนกำลังวิ่งออกจากชานชาลา ไมเคิลที่ยืนอยู่หลังประตูรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเล็กน้อยที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของกระสุนเหล่านั้น
อย่างไรก็ตามเสียงจากหลังคารถไฟฟ้าทำให้เขายืนไม่เป็นสุข มีกระสุนปืนยิงทะลุลงมาถึงข้างล่าง ตามด้วยเลือดไหลนอง
ไมเคิลรีบหาที่ซ่อนจนกว่าจะถึงสถานีถัดไป อย่างน้อยต้องรอดชีวิต
เซรีนกำลังสู้กับมนุษย์หมาป่าสองตัวบนหลังคารถไฟฟ้า เธอตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ด้านกำลังมนุษย์หมาป่าแข็งแกร่งกว่า มิฉะนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่แวมไพร์ต้องใช้อาวุธปืนสู้ แทนที่จะเป็นร่างกายเพียวๆ
กรงเล็บหมาป่าเฉือนลงมาที่หลังคา สร้างการทำลายล้างจนแผ่นเหล็กผิดรูป นอกจากนั้นยังทำให้เธอลอดตัวผ่านช่องว่างเล็กๆ จากกรงเล็บเข้าไปในรถไฟได้
“รีบออกไปจากที่นี่ถ้าไม่ยังอยากตาย!” เซรีนบอกกับผู้โดยสารที่ยังยืนมุงอยู่ หลังจากเห็นว่าทุกคนยังเงียบเธอจึงยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด ทุกคนจึงพากันแตกตื่น วิ่งหนีไปที่ขบวนหน้าทันที
“บ้าเอ้ย กระสุนนัดสุดท้ายหมดแล้ว!” แวมไพร์สาวสบภและรีบกลิ้งตัวหลบกรงเล็บที่ฉีกมาจากหลังคาด้านบน
เมื่อไม่มีหลังคาแล้วมนุษย์หมาป่าจึงกระโดดเข้ามาในรถไฟอย่างง่ายๆ เซรีนที่ลุกขึ้นมาพยายามสู้กลับ แต่สิ่งที่ได้คือเธอถูกโยนตัวลอย
“ฉันจะตายอยู่ที่นี่เหรอ” นั่นคือสิ่งที่เซรีนไม่ยินยอม เธอได้ตั้งมั่นก่อนที่จะตายว่าต้องฆ่ามนุษย์หมาป่าทั้งหมดเพื่อล้างแค้นให้กับพ่อแม่ แต่ด้วยเหตุการณ์วันนี้ บางทีความฝันนั้นอาจจะไม่เป็นจริง
ทว่าพอกรงเล็บกำลังจะกุดหัวของเธอจากบ่า เซรีนเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีโซ่เส้นหนึ่งปิดกั้นการโจมตีนั้นไว้ ตามด้วยดาบสีเงินเล่มหนึ่งเข้ามาตัดแขนมนุษย์หมาป่า
“นั่นอะไร เดี๋ยวสิผู้หญิงคนนั้นทำไมหน้าตาถึงเหมือนกับฉัน มันเป็นไปได้ยังไง!” เซรีนตกตะลึงเมื่อเห็นแอนนาแกว่งดาบฆ่ามนุษย์หมาป่า
ลำพังมนุษย์หมาป่ามีปฏิกิริยาว่องไวในการตอบสนอง รวมถึงผิวหนังที่หนากว่าเหล็กเล็กน้อย แต่ด้วยโซ่เบี่ยงวิถีที่ความสามารถค่อนข้างบั๊ก แอนนาจึงได้โอกาส ใช้กำลังทั้งหมดตัดแขนของมัน
“แข็งมาก หากไม่ใช่เพราะฉันฝึกฝนมาก่อนหน้านี้ เกรงว่าคงไม่สามารถตัดแขนของมันได้” แอนนากัดฟันสู้ สำหรับนักรบอย่างเธอการต่อสู้ที่ต้องเดินไปข้างหน้าแล้วล้มศัตรูเหมือนว่าจะกลายเป็นความหลงใหลไปแล้ว
เนี่ยฝานเข้ามาช่วยอีกแรง มิฉะนั้นหากให้แอนนาหั่นเจ้าตั่วใหญ่คนเดียว ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่นาทีในการสังหาร
เมื่อศีรษะของมนุษย์หมาป่าหลุดจากคอ โซ่เส้นสีดำจึงค่อยๆ กลับเข้ามาในหัวใจของเนี่ยฝาน
“พวกนายเป็นใครไม่ทราบ!” เซรีนไม่สนใจกระดูกแขนที่หัก สำหรับแวมไพร์ไม่นานร่างกายก็รักษาหายดีแล้ว
“แค่คนที่เดินผ่านไปเท่านั้นเอง เอาจริงๆ ฉันเกลียดแวมไพร์อย่างเธอนะ แต่เมื่อเห็นว่าเธอถูกหลอกฉันจึงอยากเข้ามาช่วย” แอนนายิ้มตอบ เธอรู้สึกว่าเหมือนมองเห็นเงาตัวเองในแวมไพร์ตนนี้
“ถูกหลอกเหรอ หมายความว่ายังไง”
“ที่นี่ไม่สะดวกคุย อีกเดี๋ยวรถไฟขบวนนี้คงหยุดที่ชานชาลาข้างหน้า เราต้องรีบออกไปก่อนที่ตำรวจจะมา” เนี่ยฝานกล่าวแทรกการสนทนาของหญิงสาว
เซรีนเหลือบมองเนี่ยฝาน ในฐานะแวมไพร์หล่อนมีสายตาที่เฉียบคมกว่ามนุษย์ ดังนั้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเนี่ยฝานคือผู้ใช้โซ่ หลังจากนั้นโซ่ก็กลับเข้าไปในร่างกายของเขา
“ตามฉันมาทางนี้” หลังจากชั่งใจ ในที่สุดเซรีนก็เลือกไปกับพวกเขา
.......
เซรีนพาเนี่ยฝานสองคนออกมาจากรถไฟใต้ดิน จากนั้นเข้าไปที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งในเมืองเพื่อพูดคุย
สำหรับภารกิจในการตรวจสอบไมเคิล เซรีนลืมมันไปแล้วตั้งแต่เจอหน้าแอนนา
“เธอเป็นญาติกับฉันหรือเปล่า” เซรีนถามแอนนาหลังจากเข้ามานั่งในห้อง
“เปล่าฉันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเธอ เอาตรงๆ ฉันเป็นขุนนาง” แอนนายักไหล่ตอบ
เนี่ยฝานนั่งข้างแอนนา สำหรับเขาที่ทำตัวเป็นผู้ชมค่อนข้างสนุกไปกับฉาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นนางเอกสองคนกำลังคุยกัน
“แล้วทำไมเราหน้าเหมือนกัน!” เซรีนยังคิดว่าแอนนามีสายเลือดเดียวกันกับเธอ มิฉะนั้นเป็นไปได้ยังไงที่คนต่างถิ่นจะหน้าตาเหมือนกัน และนั่นทำให้เธอรู้สึกดีใจในรอบ 200 ปี