อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 20 ศาสตร์หยวน


            “แข็งแกร่งกว่าสภาพร่างกายของผู้เปิดลมปราณเส้นที่สองหรือ?!”                 พอได้ยินถ้อยคำของโจวฉิง โจวหยวนและฉินอวี้ต่างดวงตาเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว                 “อาจารย์ชางยวนไม่ได้หลอกข้า แม้ระดับการเปิดลมปราณจะยากกว่า แต่เมื่อเปิดได้จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น” โจวหยวนแววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จากการประเมินของเสด็จพ่อ เขาในเวลานี้มีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนที่มีลมปราณสองเส้น และเหนือกว่าคนธรรมดาที่เปิดได้เส้นเดียว                 หากรวมอักขระหยวนที่เขาร่ำเรียนเข้าไปด้วย เมื่อพูดถึงด้านพลังต่อสู้แล้ว ต่อให้เป็นคนที่เปิดลมปราณได้สามเส้นก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะเขาได้                 “ถ้าข้าช่ำชองในอักขระพยัคฆ์คำราม แค่ไม่เจอผู้เปิดลมปราณระดับสี่ก็ย่อมเอาชนะได้แน่” โจวหยวนพึมพำในใจ สัมผัสได้ถึงความสุขเอ่อล้น ช่วงเวลาที่พร่ำเพียรเหล่านี้นับเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างยิ่ง                 ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสิ่งนี้ให้ความหวังแก่โจวหยวนที่จะปีนขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง จนสักวันหนึ่งเขาหวังว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป                 โจวฉิงมองโจวหยวนด้วยแววตาลุกโชน แขนเพียงข้างเดียวที่เหลืออยู่ยื่นออกมาตบไหล่โจวหยวนอย่างแรง โจวหยวนเห็นความตื่นเต้นและความหวังบางอย่างในสายตาของเขาที่ไม่อาจปกปิดได้                 “หยวนเอ๋อร์ เจ้าทำได้ดีมาก!”                 เวลานี้น้ำเสียงจริงจังของโจวฉิงสั่นเล็กน้อย แม้กระทั่งดวงตาก็แดงขึ้น “เพียงเพื่อช่วงชิงโชคชะตาเทพมังกรของเจ้า เจ้าฮ่องเต้อู่จึงได้ทำลายเทพมังกรของตระกูลโจวเราลงขุมนรกจนไม่อาจฟื้นคืน แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะประเมินเจ้าต่ำไป”                  มองโจวฉิงที่มีอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาโจวหยวนก็ใจเต้นแรง เขาทราบดีว่าหลายปีมานี้ในตอนที่เขายังเปิดลมปราณไม่ได้ความทะเยอทะยานของเสด็จพ่อค่อยๆ ถูกความจริงอันโหดร้ายกัดกิน บางทีภายในใจของเสด็จพ่อคงจะหมดหวังไปแล้ว                 เพราะว่าความเป็นจริงทำให้โจวฉิงมองไม่เห็นความหวังแม้เพียงเส้นเดียว                 ราชวงศ์ต้าโจวทำได้แค่คอยยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้ายในขณะที่ต้าอู่กลับรุ่งโรจน์ขึ้นทุกชั่วขณะ เขาทราบดีว่าเมื่อใดที่กำหนดเวลาตามคำปฏิญาณของฮ่องเต้อู่มาถึง ความพินาศก็จะมาเยือนต้าโจวของพวกเขา                  ทว่าในตอนนี้ ในนาทีที่โจวหยวนเปิดลมปราณได้ โจวฉิงผู้สิ้นหวังก็ได้เห็นแสงรำไรขึ้นมา ต่อให้เป็นแสงรำไรที่ยังเบาบาง แต่โจวฉิงเชื่อว่าสักวันหนึ่งแสงรำไรนี้จะโชติช่วงชัชวาล เปลวเพลิงแห่งความแค้นจะระเบิดแผดเผาต้าอู่จนสิ้น และสิ่งที่ต้าโจวเคยสูญเสียไปก็จะทวงคืนกลับมา                 ขณะนี้ต้าอู่กำลังเปิดฉากสงครามกับสองราชวงศ์อื่นบริเวณใกล้เคียง จึงไม่ได้สอดมือมาจัดการต้าโจวของพวกเขา ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดให้โจวหยวนเติบโต                 โจวหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก ควบคุมอารมณ์ภายในจิตใจ เขาทราบดีว่าระหว่างเขากับต้าอู่ตอนนี้ยังมีช่องว่างกั้นอยู่ ดังนั้นเขาต้องดึงสายตาที่มองออกไปกลับมา                 สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือเข้าสำนักเจี่ยหลังจากผ่านการสอบ แล้วทำลายจวนฉีอ๋องที่ดูแคลนตำแหน่งเจ้าเมืองของจวนต้าโจว                 “คนเหล่านั้นที่ติดสิบอันดับแรกมักจะมีพลังลมปราณระดับสี่ เวลานี้เจอผู้เปิดลมปราณสามเส้นข้าก็ไม่หวั่น แต่หากเป็นสี่เส้น กลัวว่าจะเอาชนะได้ยาก” โจวหยวนสายตาเป็นประกาย ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ช่วงเวลาเหล่านี้ที่เหลือก่อนการสอบเขาจำเป็นจะต้องตั้งใจหมั่นฝึกฝนอีกครั้ง เขาจะต้องเปิดลมปราณเส้นที่สองให้ได้                 เพียงลมปราณเส้นที่สองเปิด โจวหยวนก็จะไม่หวาดกลัวอีกต่อไป ต่อให้เจอหลินเฟิงที่ถูกขนานนามว่าเป็นเต็งหนึ่งเขาก็จะคว้าเอาไว้ให้ได้                 “ดูท่า หากคิดจะเข้าสำนักเจี่ยยังคงวางใจไม่ได้” โจวหยวนบ่น                 “หยวนเอ๋อร์ เวลานี้เจ้าเปิดลมปราณเส้นที่หนึ่งได้แล้ว ย่อมเรียนศาสตร์หยวนได้บ้าง ศาสตร์ระดับใหญ่ที่สุดที่จะทำให้พลังร่างกายสูงขึ้น” โจวฉิงฟื้นคืนความสงบนิ่งกลับมาได้อีกครั้ง เอ่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง                 สิ่งที่เรียกว่าศาสตร์หยวน เป็นศาสตร์วิชาที่ใช้พลังหยวนของตนแสดงอานุภาพที่แข็งแกร่งออกมาได้ บนโลกนี้ศาสตร์หยวนเหมือนกับอาวุธหยวน ศาสตร์หยวนแบ่งออกได้เป็นสี่ระดับคือ สามัญ ดำทมิฬ สวรรค์ และศักดิ์สิทธิ์                 เพียงแต่ศาสตร์หยวนยิ่งมีระดับสูงก็ยิ่งมีความต้องการของตัวเองมากขึ้น คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสภาวะเปิดลมปราณต่างทำได้เพียงฝึกฝนศาสตร์หยวนระดับสามัญไปบ้าง                 “ภายหลังข้าจะให้คนส่งศาสตร์หยวนในราชสำนักที่เหมาะสมต่อการฝึกสำหรับเจ้ามาให้  เจ้าก็ลองฝึกดู”                 โจวหยวนพยักหน้า แม้ตอนนี้เขาจะเปิดลมปราณได้แล้ว เพียงแต่พูดไปก็มีแค่พลังกาย แต่กลับไม่อาจใช้พลังขั้นสุดได้ พอลองวิเคราะห์ดู นี่เป็นเพราะว่าเขายังไม่เคยฝึกศาสตร์หยวนนั่นเอง                 ดังนั้นในเวลาต่อมาตารางฝึกในแต่ละวันของเขาก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก                 ...                 ด้วยความสามารถเก่งกาจของโจวฉิง ไม่นานศาสตร์หยวนหลายเล่มก็ส่งมาถึงในมือโจวหยวน                 ในศาลาหิน โจวหยวนพลิกอ่านศาสตร์หยวนหลายเล่ม ในบรรดานั้นศาสตร์ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือฝ่ามือฮุ่นหยวนและฝ่ามือทลายอากาศ ทั้งสองอย่างนี้ต่างเป็นศาสตร์หยวนระดับกลาง                 โจวหยวนมองศาสตร์หยวนสองเล่มนี้ สีหน้าครุ่นคิด ศาสตร์หยวนสองเล่มนี้ลึกล้ำแค่ไหนคงพูดไม่ได้ แต่แข็งแกร่งกว่าศาสตร์หยวนระดับล่าง แน่นอนว่าเมื่ออยู่ในสภาวะเปิดลมปราณพลังหยวนที่มีจะยังไม่แข็งแกร่งนัก ดังนั้นต่อให้ฝึกศาสตร์หยวนล้ำลึกก็แสดงอานุภาพออกมาไม่ได้อยู่ดี                 ในขณะที่โจวหยวนกำลังหมกมุ่นอยู่กับศาสตร์หยวนระดับกลางสองเล่มนี้ทันใดนั้นก็มีกลิ่นหอมเย้ายวนลอยเข้ามา สีหน้าจึงเปลี่ยนทันที เขาเงยหน้าขึ้น แลเห็นเยาเยายืนอยู่ข้างกายของเขา มองศาสตร์หยวนสองเล่มนี้ในมือของเขาด้วยสายตาเฉยเมย                 “เป็นศาสตร์หยวนที่ธรรมดามาก” ไม่นานเยาเยาก็ชักสายตากลับพูดประเมินอย่างเย็นชา                 “แค่ศาสตร์หยวนระดับกลางชั้นสามัญเท่านั้น หวังล้ำลึกแค่ไหนกันเชียว? ” โจวหยวนยิ้มอย่างจนใจ                 “เจ้าจะฝึกศาสตร์หยวนอย่างนั้นหรือ”                 โจวหยวนพยักหน้า แววตายังคงหยุดอยู่ที่ตำราแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้เปิดลมปราณได้หนึ่งเส้นแล้ว นับว่าใช้พลังหยวนได้บ้าง ย่อมต้องเรียนศาสตร์หยวนเพื่อเสริมความมั่นใจในพลังต่อสู้”                 หากไม่เคยฝึกศาสตร์หยวนมาก่อน เมื่อประลองกับผู้คนย่อมต้องอาศัยสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งพุ่งชนไม่ใช่หรือ                 พอเยาเยาได้ยินก็อดมองโจวหยวนด้วยสีหน้าแปลกใจไม่ได้ แล้วร้องทัก “เจ้ามีศาสตร์ลึกลับติดตัว เหตุใดยังต้องมองพวกของสามัญเหล่านี้”                 สายตาโจวหยวนแข็งค้าง เงยหน้ามองเยาเยาแล้วขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”                 เห็นท่าทางของเขา ริมฝีปากแดงชุ่มช่ำของเยาเยาตวัดขึ้น “โง่เขลา”                 โจวหยวนกัดฟันถามด้วยความโกรธ “เหล้าชั้นดีตั้งมากมายถึงเพียงนั้น นี่ข้าให้ไปเสียเปล่าหรือนี่”                 เยาเยาเท้าคาง พูดอย่างเกียจคร้านว่า “ฝึกท่ามังกรเย้ามาตั้งหลายวัน เจ้าไม่รู้สึกถึงจุดนี้หรือ”                 โจวหยวนทำสีหน้าครุ่นคิด ผ่านไปชั่วครู่เขาก็ลุกขึ้นทันที เดินออกจากศาลาหิน สองมือตั้งขึ้น ค่อยๆ ร่ายรำเก้าสิบแปดท่ามังกรเย้า                 ครานี้เขาไม่ได้ร่ายรำเสร็จอย่างรวดเร็ว หากแต่ทำทีละท่าอย่างช้าๆ                 รอจนเขาร่ายรำท่ามังกรเย้าจนครบก็ใช้เวลาไปกว่าครึ่งก้านธูป                 เขายืนอยู่กับที่ ขยับไปมา คล้ายกับรับรู้อะไรบางอย่าง ผ่านไปไม่นานดวงตาของเขาก็หดลง ใบหน้าอ่อนโยนผุดความตกใจ                 จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองเยาเยาในศาลาหิน น้ำเสียงมีท่าทีไม่อยากจะเชื่อ                 “ใน...ในท่ามังกรเย้า ซุกซ่อนศาสตร์หยวนเอาไว้รึ?”                 เท่านั้นบนใบหน้าอันบอบบางและงดงามของเยาเยาก็ผุดรอยยิ้ม “แม้จะหัวช้าไปสักหน่อย แต่ยังไม่ถือว่าเกินเยียวยา”                 จากนั้นนางก็กางนิ้วเรียวยาวออกสองนิ้ว แล้วพูดเย็นชาว่า “แน่นอนว่าในเก้าสิบแปดท่ามังกรเย้า ซุกซ่อนศาสตร์หยวนไว้สองชุด”