เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 42 สองขุมกำลังจ่อประชิด!

    ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมรอบ เกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญญาณกำสรวลบรรยากาศที่เคยเงียบสงัดจนน่าขนพองสยองเกล้าพลันเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งด้วยกลิ่นอายแห่งความหมองหม่นในขณะที่ อวิ่นหนิงเจี่ย กำลังลอยเรือเข้าสู่เขตชายฝั่ง เขากลับมิเฉลียวใจเลยว่าบัดนี้มหาสมุทรแห่งนี้มิได้มีเพียงเขาที่หวังสืบเสาะเข้าไปสำรวจเกาะปีศาจแห่งนี้

    ภายใต้หมอกหนาที่มองไม่เห็นนิ้วมือทั้งสองข้างเรือรบขนาดยักษ์จำนวน 8 ลำ ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาอย่างน่าเกรงขาม ตัวเรือสร้างขึ้นจาก"ไม้ตะเคียนดำพันปี" ที่แกร่งดุจเหล็กไหลเสริมด้วยแผ่นเกราะสำริดสลักอักขระโบราณสีทองที่ส่องแสงเรืองรองตัดกับความมืดหัวเรือถูกแกะสลักเป็นรูปมังกรคะนองศึกที่อ้าปากพ่นควันปราณออกมาตลอดเวลา ใบเรือเป็นผ้าไหมหนาสีแดงเพลิงสลักลวดลายเมฆามงคลทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับดูลึกลับ

    บนดาดฟ้าเรือรบหลักปรากฏขุมกำลังที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อเหล่าศิษย์และทหารหาญที่ยืนเรียงรายล้วนมีพลังฝึกปรือระดับ ปราณคราม ขึ้นไปทั้งสิ้นทว่าจุดรวมสายตากลับอยู่ที่บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนเด่นตระหง่านอยู่กลางเรือ

    ท่ามกลางสายลมแรงที่พัดผ่านดาดฟ้าเรือรบหลักร่างของ หยางเทียนหง ยืนตระหง่านอยู่ดุจเสาหลักพสุธาที่มิอาจสั่นคลอนรูปร่างของเขาดูสูงโปร่ง ผิวกายของเขาสีขาวละเอียดประดุจหยกที่ขัดเกลามาอย่างดี

    หยางเทียนหงสวมชุดอาภรณ์ชั้นเลิศสีขาวหิมะตัดสลับกับลายขลิบทองคำและสีฟ้าครามที่ชายเสื้อ ซึ่งปลิวไสวไปตามแรงลมทับด้วยเสื้อเกราะอ่อนทิพยศิลาสีเงินแวววาวที่ทั่วช่วงอกและไหล่ลวดลายบนเกราะถูกแกะสลักเป็นรูปเกลียวคลื่นและเมฆามงคลอย่างประณีตที่เอวรัดด้วยสายเข็มขัดหนังอสูรประดับหยกสีมรกตดูหรูหราสมฐานะนายน้อยผู้สูงศักดิ์

    ใบหน้าของหยางเทียนหงคมคายและหล่อเหลาราวกับเทพบุตรที่คิ้วกระบี่พาดเฉียงรับกับดวงตาเรียวยาวสีอำพันที่แฝงไปด้วยประกายความอหังการและความเย็นชาทุกครั้งที่เขาจ้องมองสิ่งใด สิ่งนั้นราวกับจะถูกสยบด้วยอำนาจของเขา เส้นผมสีดำสนิทรวบขึ้นครึ่งศีรษะและสวมรัดเกล้าทองคำประดับอัญมณีสีแดงโลหิตปล่อยผมส่วนที่เหลือยาวสลวยถึงกลางหลัง

    ที่ข้างกายของเขามีกระบี่วิเศษสีทองอร่ามเล่มนึงพลังงานรอบกายของเขาหมุนวนสลับซับซ้อนจนเกิดเป็นละอองแสงสีทองจางๆปกคลุมไปทั่วร่าง ประดุจว่าตัวเขามีแสงอาทิตย์ส่วนตัวที่คอยคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา

    หยางเทียนหงยืนวางท่าทีสงบนิ่งมือหนึ่งไขว้หลัง อีกมือหนึ่งพาดลงบนด้ามกระบี่อย่างมั่นใจมุมปากมักประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่เย้ยหยันทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า บ่งบอกถึงมีความเชื่อมั่นในในตนสูง

    ด้านข้างซ้ายขวาหยางเทียนหงปรากฎชายชราสองคนยืนนิ่งดุจรูปสลักท่าทางสุขุมเยือกเย็นราวกับขุนเขาที่ไร้ก้นบึ้ง:

    ชายชราด้านซ้าย สวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ขอบแขนเสื้อปักด้วยดิ้นทองเป็นรูปวิหคสวรรค์ ผมและหนวดเคราขาวโพลนยาวจรดอกมือข้างหนึ่งถือไม้เท้าหยกวิญญาณที่ประดับด้วยมุกราตรีพลังที่เขาแผ่ออกมานุ่มนวลแต่หนักแน่นประดุจกำแพงอากาศที่มองไม่เห็น

    ชราชราด้านขวา สวมชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มขลับทับด้วยผ้าคลุมไหล่หนังอสูรเทวะแววตาแหลมคมดุจกระบี่ที่พร้อมจะทิ่มแทงวิญญาณของผู้ที่จ้องมองที่หลังสะพายกระบี่โบราณไร้ฝักซึ่งแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาจนน้ำทะเลรอบเรือถึงกับกลายเป็นน้ำแข็ง

    ที่น่าสะพรึง พลังฝึกปรือของทั้งสองชายชราบรรลุอำนาจวิถี ระดับ "เทียนน่า"(รับสวรรค์) ขั้นปลาย แล้ว พลังงานรอบตัวทั้งสองรุนแรงเสียจนทำให้มิติรอบข้างผันผวน ปั่นป่วนประดุจเศษกระจกที่กำลังจะแตกกระจายเพียงแค่การหายใจเข้าออกของพวกเขาก็เพียงพอที่จะสยบยอดฝีมือระดับชี่ปอให้แหลกสลายภายในชั่วพริบตา!

    “นายน้อย... ตามตำนาน เกาะแห่งนี้คือสถานที่ที่แฝงเจตจำนงแห่งเทพและมารบรรพกาลไว้เป็นแดนมิคสัญญีที่น่าสะพรึง แน่นอนถึงมันจะมีสมบัติล้ำค่าสะท้านฟ้าดิน แต่ถ้าพลาดอันตรายถึงชีวิต ท่านแน่ใจแล้วหรือที่จะเข้าไป?” ผู้อาวุโสซ้าย“เฉินไห่ถัง”เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แต่แฝงด้วยความกังวล

    หยางเทียนหงเหยียดเหยียดยิ้ม “ท่านผู้อาวุโสซ้ายท่านกังวลเกินไปแล้ว ด้วยพลังฝึกปรือของท่านทั้งสอง และกองเรือรบของเรา ต่อให้จ้าวแห่งมวลมารฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงๆมีท่านทั้งสองอยู่ มันจะทำอย่างไรได้ ฮ่า ฮ่า! สิ่งที่ข้าต้องการคือ ‘หินเทวะกาล’และใครหน้าไหนที่ขวางทาง... ข้าจะฝังพวกมันไว้ใต้ก้นมหาสมุทรแห่งนี้!”

    ผู้อาวุโสขวาพลันแค่นเสียงเย็น“เกาะแห่งนี้มีขุมกำลังอื่นแฝงตัวอยู่ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจาก 'โลกฟากโน้น' และยังมีพลังลึกลับอีกกลุ่มที่กำลังมุ่งหน้ามาทางเกาะนี้...ดูเหมือนศึกครั้งนี้ จะมิใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว”

    ณ ทิศตะวันออกของมหาสมุทรพลันปรากฏแสงเรืองรองสีฟ้าครามเจิดจ้าแหวกฝ่าความมืดมิดกองยุทธนาวี 7 ลำเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างสง่างามดุจราชนาวีแห่งสวรรค์ เรือรบของพวกเขามิได้ดูอหังการมากนักแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความวิจิตรบรรจงและพลังอำนาจแห่งราชวงศ์จักรพรรดิฟ้า แห่งอาณาจักรหมิงจูปี้สุ่ย(ไข่มุกไพลิน)

    เรือรบทั้ง 7 ลำทำจาก ไม้สนนพเก้า ที่มีสีขาวนวลตา ทว่าแข็งแกร่งดุจเพชรลำเรือถูกหุ้มด้วยแผ่นเงินแกะสลักลวดลายปักษาสวรรค์ร่ายรำใบเรือสีฟ้าน้ำทะเลลึกทำจากใยไหมมังกรน้ำ ที่ยอดเสากระโดงมีลูกแก้วมณีดาราคอยส่องแสงนำทางทะลุม่านหมอกอาถรรพ์หัวเรือเป็นรูปเทพธิดาวารีที่ถือคนโทรินหลั่งปราณทิพย์ออกมาพยุงเรือให้ลอยเหนือผิวน้ำอย่างมั่นคง

    บนดาดฟ้าเรือรบลำที่ 1ที่กินใบลำหน้าลำอื่นๆ ปรากฏร่างของสองสตรีผู้สูงศักดิ์ที่งามล่มเมืองจนแม้แต่มวลเมฆยังต้องม้วนอายให้

    เงาร่างทางขาวนางสวมชุดอาภรณ์สีฟ้าไพลินไล่ไปจนถึงสีขาวสะอาดตาทับด้วยเกราะอ่อนที่สร้างจากเกล็ดอสูรวารีสีเงินวาววับซึ่งโอบรัดช่วงอกและเอวอย่างกระชับเน้นความคล่องตัวที่ไหล่ทั้งสองข้างมีอินทรธนูทรงปีกปักษาสวรรค์เชิดขึ้นดูน่าเกรงขาม

    ใบหน้าเรียวรูปไข่ประดับด้วยเครื่องหน้าที่รับกันอย่างไร้ที่ติคิ้วเรียวพาดเฉียงดุจกิ่งหลิว ดวงตาคมกริบสีนิลทอประกายเย็นชาและเด็ดเดี่ยวแฝงไปด้วยรอยเหยียดหยามเล็กน้อยต่ออุปสรรคเบื้องหน้าริมฝีปากบางสีชาดเม้มสนิทบ่งบอกถึงความทรนง

    เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยถูกรวบขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงประดับด้วยรัดเกล้าทองคำรูปหงส์สยายปีกที่ฝังมุกดาราไว้ตรงกลางปลายผมที่เหลือปล่อยยาวทิ้งตัวลงมาถึงบั้นเอวพลิ้วไหวไปตามกระแสลมทะเลอย่างมีเสน่ห์

    ‘กระบี่หิมะพิสุทธิ์พันปี’ สะพายอยู่กลางหลังตัวใบกระบี่: หลอมขึ้นจาก "เหล็กเยือกแข็งใต้สมุทร" ผสมกับ "ผลึกเหมันต์นิรันดร์" ใบกระบี่มีความโปร่งแสงเล็กน้อยและทอประกายสีฟ้าครามจางๆตลอดเวลา รอบใบกระบี่มีไอเย็นแผ่ออกมาจนอากาศรอบด้านกลายเป็นเกล็ดหิมะโปรยป่วนด้ามจับทำจากกระดูกมังกรวารีหุ้มด้วยไหมทิพย์สีน้ำเงินเข้มกระบังกระบี่สลักเป็นรูปปีกนกฟีนิกซ์น้ำแข็งสยายออกอย่างสง่างามเมื่อชักกระบี่ออกจากฝักจะเกิดเสียงกังวานใสประดุจเสียงน้ำแข็งปริแตกกระบี่เล่มนี้แฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งความหนาวเหน็บของธาตุเหมันต์ร่างทางซ้าย นางสวมอาภรณ์สีม่วงอ่อนสลับชมพูจางๆตัดเย็บด้วยผ้าไหมเมฆาที่บางเบาแต่ทนทาน รอบคอและชายเสื้อประดับด้วยลวดลายอักขระมนตราสีเงินที่เรืองแสงจางๆตลอดเวลา ที่บ่าพาดด้วยผ้าคลุมไหล่โปร่งแสงที่ปักด้วยไข่มุกน้ำลึกพราวพราย

    ใบหน้าอ่อนหวานดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสซุกซนแต่ลุ่มลึกดุจมหาสมุทรแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาดที่ยากจะหยั่งถึง รอยยิ้มจางๆที่มุมปากของนางดูอบอุ่นแต่กลับทำให้ผู้ที่จ้องมองรู้สึกสั่นสะท้านในใจ

    ‘พัดดารานพเก้าจักรวาล’ ถือไว้ในมือเรียวงาม ตัวพัดดูงดงามอ่อนช้อย ซี่พัดทำจาก "หยกขาวหิมะ" ตัวผืนพัดทำจากหนังค้างคาวดาราที่มีคุณสมบัติสะท้อนพลังปราณลวดลายบนพัดคือแผนที่ดวงดาวนพเก้าที่เคลื่อนไหวได้จริงตามตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้า

    ที่ปลายซี่พัดแต่ละซี่จะฝัง "มุกดาราดับแสง" ขนาดเล็ก

    ทั้งสองยืนเคียงคู่กันบนดาดฟ้าเรือรบหลวงกลายเป็นภาพลักษณ์ของความงามและความตายที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางหมอกหนาของเกาะวิบัติที่กำลังปกคลุมทั่วบริเวณ

    เบื้องหลังของสององค์หญิงปรากฏร่างอันน่าเกรงขามของ สองมหาภูตดาราผู้พิทักษ์สูงสุดจากราชสำนัก มหาภูตดารา (ซ้าย) "ดาราสถิตเทวะ"

    รูปลักษณ์ที่ดูเคร่งขรึมและสงบนิ่งดุจก้อนศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางดาราจักรร่างสวมชุดเกราะเต็มยศสีเทาเงินที่สร้างจาก "โลหะดาวตกหมื่นปี" ผิวเกราะมีความด้านแต่แฝงไปด้วยความแกร่งที่ยากจะทำลายบริเวณหน้าอกสลักรูปกลุ่มดาวที่ส่องแสงเรืองรองตลอดเวลามีผ้าคลุมไหล่สีครามเข้มทิ้งตัวลงมาด้านหลังประดุจม่านหมอกในอวกาศ

    รอบกายเขามีละอองแสงดาราหมุนวนอยู่ช้าๆพลังที่แผ่ออกมามีความหนักแน่นและกดทับมิติเบื้องหน้าจนบิดเบี้ยวทุกย่างก้าวที่เขาเดินบนดาดฟ้าเรือรบล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับปราณที่สม่ำเสมอ

    มหาภูตดารา (ขวา) "เงาจักรวาลสังหาร"

    รูปลักษณ์ความดุดันแฝงกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่เข้มข้นกว่าเขาสวมชุดเกราะสีเงินเงาวาวที่มีหนามแหลมคมยื่นออกมาตามหัวไหล่และข้อศอกประดุจคมเขี้ยวของสัตว์อสูรเกราะตัวนี้ถูกลงอักขระ "รัตติกาลนิรันดร์" ทำให้มันดูเหมือนจะดูดซับแสงรอบข้างเข้าไปตลอดเวลามีสายโซ่ตรวนวิญญาณพันรอบแขนทั้งสองข้างแผ่ไอสังหารออกมาจนน้ำทะเลรอบด้านส่งเสียงเดือดพล่าน

    สวมหมวกเหล็กที่มีเขาสั้นสองคู่ยื่นออกด้านข้างหน้ากากถูกสลักเป็นรูปใบหน้าที่ไร้อารมณ์ดวงตาทอประกายสีม่วงดำที่น่าสยดสยองประดุจหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินวิญญาณของผู้ที่กล้าจ้องมอง

    ร่างแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาอย่างรุนแรงจนเห็นเป็นเงาสีดำจางๆซ้อนทับอยู่เบื้องหลังมิติรอบตัวเขามักจะสั่นไหวและมีเสียงเปรี๊ยะปะจากการปริแตกของอากาศอยู่ตลอดเวลา

    พลังฝึกปรือของพวกเขาสถิตอยู่ในระดับ เทียนน่า (รับสวรรค์ขั้นปลาย) เช่นเดียวกับสองชายชราของหยางเทียนหงแรงกดดันมหาศาลทำให้มิติรอบเรือรบเกิดการหักเหของแสงจนดูบิดเบี้ยวตลอดเวลา

    "พี่หญิงสี่... ดูเหมือนพวก อาณาจักรเซียนโหย่วหลี(พเนจรเทวะ) จะมาถึงก่อนเราก้าวหนึ่งนะเจ้าคะ" รุ่ยหมิงหลัน เอ่ยพลางหุบพัดหยกในมือสายตาจ้องมองเงาเรือของหยางเทียนหงที่อยู่ไกลออกไป

    รุ่ยเออร์หลิงแค่นเสียงเย็น แววตาของนางไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย"หยางเทียนหงเป็นคนหยิ่งทะนง เจ้านั่นคิดว่าเป็นทายาทของ ‘โหย่วหลีเทียนเซิง’ แล้วจะทำสิ่งใดก็ได้ เหอะแต่เกาะวิบัตินี้ไม่ใช่ที่ที่พลังอย่างเดียวจะเอาชนะได้เสมอไป มหาภูตดารา...ท่านสัมผัสได้ถึงสิ่งใดบ้าง?"

    มหาภูตดาราผู้หนึ่งเอ่ยด้วยเสียงทุ้มลึกราวกับเสียงสะท้อนจากหลุมดำ"ทูลองค์หญิง... ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'มวลมาร' ที่เข้มข้นขึ้นผิดปกติ

     รุ่ยเออร์หลิง สั่งเสียงเข้ม "เป้าหมายของเราคือ 'ลูกแก้ววิญญาณกำจรสะท้อน' ใครที่กล้าขวางทางราชวงศ์... ต่อให้เป็นภูต ผี ปีศาจ เทพหรือมาร ข้าก็ไม่เว้น!"

    เรือรบหลวงทั้ง 7 ลำเร่งความเร็วแหวกฝ่าลูกคลื่นมุ่งหน้าสู่เกาะวิบัติบดขยี้ม่านหมอกด้วยพลังปราณดาราที่โชติช่วง บัดนี้ขั้วอำนาจของสองขุมกำลังสุดยอดฝีมือฝ่ายมนุษย์ได้จอประชิดเกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญยาณกำสรวลแล้ว

    คล้ายกับเรื่องเทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง ที่คุณอ่าน