สาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง

    ตอนที่ 55 เจ้าเองก็...

    ตอนที่ 55 เจ้าเองก็...

     

    ชายหนุ่มที่มีนามว่าหลี่เว่ยเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีสงสัยและงงงวย แต่ยังไม่ทันที่จะได้มีใครตอบคำถามของชายหนุ่ม จู่ ๆ เขาก็ได้ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหัวแล้วกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน

    “ท่านพี่เป็นอะไรไปขอรับ” เจี่ยลี่วิ่งเข้ามาแล้วร้องถามพี่ชายของตนเองออกมาอย่างร้อนรน

    แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากพี่ชายแต่อย่างใด จะมีก็เพียงแต่เสียงของ    หลี่เว่ยที่กรีดร้องออกมาด้วยความทรมานเท่านั้น

    ซึ่งเจี่ยลี่เองก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ยืนร้องไห้อยู่ด้านข้างไม่ห่างด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น 

    “ทำอย่างไรดีขอรับคุณหนู” เหิงซานที่ยืนอยู่ด้านข้างของเพ่ยอิงเอ่ยถามขึ้นมา

    “ไม่เป็นไรเหิงซาน ประเดี๋ยวก็หาย” เพ่ยอิงตอบกลับเหิงซานไปโดยที่เธอเองก็จ้องมองไปทางชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่มีละสายตา

    และหลังจากที่หลี่เว่ยกรีดร้องด้วยความทรมานอยู่ประมาณสองเค่อ เขาก็สลบไป

    “ฮือ ๆ พี่สาวเพ่ยอิง พี่ชายของข้าจะเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ” 

    “พี่ชายของเจ้าไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ประเดี๋ยวเขาก็ฟื้นขึ้นมา” เพ่ยอิงเอ่ยปลอบเด็กชายตัวน้อย

    “จริงหรือขอรับ” 

    “จริงสิ พี่สาวไม่โกหกเจ้าอย่างแน่นอน” 

    เมื่อเจี่ยลี่ได้ยินในสิ่งที่เธอกล่าวออกมาเช่นนั้นก็คลายความกังวลลงไปได้บ้าง

    ทางด้านของเพ่ยอิง เธอเองก็แปลกใจในคำพูดของชายหนุ่มที่ได้กล่าวออกมาในตอนที่เขาได้สติขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว

    เพราะผู้คนที่นี่ไม่มีใครเรียกแทนคนอื่นว่า ‘คุณ’ เลยแม้แต่คนเดียว แล้วชายหนุ่มผู้นี้จะไปเอาคำพูดเช่นนั้นมาจากไหน จะว่าบังเอิญก็ไม่น่าจะใช่

    แล้วหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยังยกมือขึ้นมากุมหัวด้วยความทรมานเช่นนั้นอีก ซึ่งมันคล้ายกับตอนที่เธอวิญญาณหลุดเข้ามาอยู่ร่างของเพ่ยอิงคนเก่าในตอนแรก 

    จำได้ว่าตอนนั้นเธอเองก็มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงขึ้นมาเช่นนี้ เนื่องจากได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างคนเก่าเข้ามาในหัว

    และจากคำกล่าวของชายหนุ่มที่กล่าวออกมาราวกับว่าไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน อีกทั้งท่าทางแปลกใจและแปลกที่แปลกทางเช่นนั้นอีก

    ไม่ใช่ว่าหลี่เว่ยตัวจริงได้เสียชีวิตลงไปแล้วและตอนนี้ก็ได้มีวิญญาณของคนอื่นเข้ามาอยู่ในร่างแทน เหมือนกับเธอและจินฟางแล้วหรอกหรือ

    หากเป็นอย่างเช่นที่เธอคิดจริง ๆ ชายหนุ่มผู้นี้ก็น่าจะมีของวิเศษติดตัวมาบ้าง เหมือนกับกำไลมิติของเธอและสร้อยมิติของจิน ฟาง 

    เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอจึงรีบมองหาของวิเศษติดตัวของชายหนุ่มผู้นี้ทันที 

    และก็เพียงไม่นานเท่านั้นเพ่ยอิงก็ได้สังเกตเห็นที่นิ้วกลางข้างซ้ายของชายหนุ่มที่มีนามว่าหลี่เว่ยผู้นี้ ได้มีแหวนวงหนึ่งที่เป็นลวดลายเถาวัลย์พันรอบนิ้ว จึงทำให้เธอมั่นใจไปกว่าหลายส่วนแล้วว่า หลี่เว่ยคนเก่าน่าจะได้เสียชีวิตลงไปในตอนเหตุการณ์ไฟไหม้ที่งานเทศกาลลอยโคมนั่นแล้ว

    และตอนนี้ก็ได้มีวิญญาณของคนอื่นเข้ามาอยู่ในร่างแทน ไม่เพียงเท่านั้นเพ่ย อิงยังคิดว่าแหวนวงนั้นก็อาจจะเป็นแหวนมิติด้วยเช่นเดียวกัน

    “พี่สาวเพ่ยอิง พี่ชายของข้าสลบไปนานแล้วนะขอรับ” เจี่ยลี่เอ่ยถามเพ่ยอิงออกมาอีกรอบด้วยความเป็นห่วงพี่ชายของตน เมื่อเห็นว่านี่เวลาก็ผ่านไปกว่าสองเค่อแล้ว แต่พี่ชายยังไม่ได้สติขึ้นมา

    “พี่ชายของเจ้าไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก เจ้าอย่าห่วงไปเลย เขาก็แค่ปวดหัวจนเกินไปจึงทำให้สลบไปเพียงเท่านั้น อีกไม่นานก็คงได้สติขึ้นมาแล้วล่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยปลอบใจเด็กชาย

    “จริงหรือขอรับ”

    “ใช่แล้ว ตอนนี้เจ้าก็ปล่อยให้พี่ชายของเจ้าพักผ่อนไปก่อนเถิด”

    “ขอรับ” เจี่ยลี่ตอบรับออกมาแต่โดยดี

    “ส่วนเจ้าก็มาพักทานอาหารที่พี่สาวนำมาให้ก่อนจะดีกว่านะ เพราะเจ้าคงยังไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้วใช่หรือไม่” เธอกล่าวออกไปพร้อมกับยกปิ่นโตที่เธอถือมาด้วยให้เจี่ยลี่ดู

    ทางด้านของเจี่ยลี่เมื่อได้ยินคำว่าอาหารก็ทำให้ท้องของเขาร้องขึ้นมาทันทีด้วยเช่นกัน

    “มาเถิด พี่สาวนำอาหารมาให้เจ้าเสียหลายอย่างเลย” เธอเอ่ยเรียกเจี่ยเจียพร้อมกับนำอาหารออกมาจากปิ่นโตแล้ววางลงบนโต๊ะเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง

    ซึ่งอาหารพวกนี้เธอก็ได้ให้เฟิงจูเตรียมใส่ปิ่นโตเอาไว้ให้ตั้งแต่ก่อนจะออกมาคุยธุระกับคุณชายซือเหยียนแล้ว

    และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการที่อาหารจะบูดเสียระหว่างทาง เพราะปิ่นโตที่ทำขึ้นมานี้ยังคงรักษาความร้อนของอาหารได้ดีไม่ต่างจากตอนที่เพิ่งจะทำเสร็จใหม่ ๆ 

    เจี่ยลี่เดินเข้ามาหาเพ่ยอิงตรงโต๊ะที่เพ่ยอิงนั่งอยู่ 

    ซึ่งบนโต๊ะนั้นก็มีกล่องแปลก ๆ ที่พี่สาวเพ่ยอิงนำมาวางอยู่ด้วย โดยที่ด้านในกล่องนั้นจะมีข้าวและกับข้าวอีกสองสามอย่างวางเรียงรายกันอยู่

    “โอ้โห น่ากินจังเลยขอรับ” 

    “เจ้าลองทานดูสิ”

    เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบเด็กชายก็หยิบช้อนที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาแล้วตักอาหารพวกนั้นขึ้นมากิน

    และเมื่อเจี่ยลี่ได้กินอาหารที่เพ่ยอิงนำมาให้ลงไปคำแรกแล้วนั้นก็ทำให้เขาเบิกตากว้างขึ้นมาทันที

    “อร่อยมากเลยขอรับ ข้าไม่เคยทานอาหารที่มีรสชาติอร่อยเช่นนี้มาก่อน”

    ซึ่งที่เจี่ยลี่กล่าวออกมานั้นไม่ได้เกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะที่ที่เขากับพี่ชายอยู่กันในตอนนี้ก็คล้ายว่าจะเป็นที่สำหรับคนที่ไม่มีครอบครัว คนแก่หรือเด็กกำพร้าที่ถูกนำมาทิ้งเอาไว้เสียเป็นส่วนมาก

    ความเป็นอยู่ที่นี่จึงไม่ได้ดีอะไรมากนัก และตัวของเจี่ยลี่เอง ถ้าหากไม่ได้หลี่เว่ยนำมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ที่เพิ่งถูกนำมาทิ้งแล้วนั้น เขาก็อาจจะไม่ได้มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นได้

    เพราะหากจะให้คนอื่นเก็บไปเลี้ยง พวกเขาก็แทบจะเอาตัวเองไม่รอดกันอยู่แล้ว ซึ่งเด็กบางคนที่ถูกนำมาทิ้งไว้ก็ไม่ได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาด้วยซ้ำไป

    และพวกเขาที่เป็นคนจรจัดเช่นนี้ ก็ไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้ด้วยเช่นกัน เพราะไม่ได้มีป้ายชื่อเป็นของตัวเอง ถือว่าเป็นคนจรจัดไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้ 

    สาเหตุที่เมื่อคืนพี่ชายของเจี่ยลี่พาเขาเข้าไปดูเทศกาลโคมลอยได้ก็เพราะว่า พี่ชายของเขาได้แอบพาเข้าไปด้วยทางลับ

    “อร่อยก็ดีแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็กินเข้าไปเยอะ ๆ” เพ่ยอิงกล่าวบอกกับเด็กชายตรงหน้า

    “แต่ข้าอยากยกอาหารพวกนี้ไว้ให้กับพี่ชายของข้าด้วยขอรับ” หลังจากที่เจี่ยลี่ได้กินอาหารพวกนี้ลงไปคำหนึ่งแล้วนั้นเขาก็ได้วางช้อนลงทันที แล้วเอ่ยบอกในสิ่งที่ตนเองคิด

    “เพราะเหตุใดเล่า” เธอเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

    “ตอนนี้พี่ชายของข้าได้รับบาดเจ็บหนัก หากได้ทานอาหารดี ๆ พวกนี้ คงจะดีไม่น้อย” เมื่อเธอได้ยินในสิ่งที่เด็กชายกล่าวออกมาแล้วนั้น ก็ทำให้เธออดที่จะไม่ยิ้มออกมาไม่ได้

    เพราะเด็กชายคนนี้ช่างมีความกตัญญูรู้คุณต่อพี่ชายที่เลี้ยงตนเองขึ้นมายิ่งนัก ไม่นึกถึงแค่เพียงตนเองเท่านั้น แต่ยังนึกถึงพี่ชายของตนเองด้วยอีกคนหนึ่ง

    “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปเพราะในรถฟักทองยังมีอาหารพวกนี้อยู่อีก หากพี่ชายของเจ้าฟื้นขึ้นมาข้าจะให้เหิงซานไปนำปิ่นโตอีกเถามาให้”

    “จริงหรือขอรับพี่สาวอิงอิง”

    “จริงสิ ข้าไม่โกหกเจ้าหรอก” เมื่อเจี่ยลี่ได้ยินเช่นนั้นเขาก็ไม่รอช้าลงมือทานอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อยทันที

    หลังจากนั้นอีกประมาณครึ่งชั่วยามหลี่เว่ยก็ได้สติขึ้นมา

    “ท่านพี่ รู้สึกตัวแล้วหรือขอรับ”

    “เจี่ยลี่” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยเรียกชื่อของน้องชายออกมา พลางยกมือของตนเองขึ้นมาลูบหัวของน้องชายที่วิ่งเข้ามาหา

    “ข้าเป็นห่วงท่านพี่มากเลยนะขอรับ”

    “ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป”

    “ท่านพี่ห้ามทิ้งข้าไปไหนเด็ดขาดนะขอรับ” เจี่ยลี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับโถมตัวเข้าไปสวมกอดพี่ชายของตนเอง

    “โอ๊ย!” หลี่เว่ยร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

    เพราะบาดแผลที่ได้จากการโดนไฟคลอกของเขานั้นยังไม่หายดี เมื่อน้องชายตัวน้อยโถมตัวเข้าไปสวมกอดจึงทำให้เขาเจ็บแผลขึ้นมา

    “ขออภัยขอรับ ท่านพี่เจ็บมากหรือไม่ข้าไม่ได้ตั้งใจขอรับ” เจี่ยลี่ร้องถามออกมาอย่างร้อนรนด้วยความเป็นห่วง

    “เจี่ยลี่เจ้าออกมาก่อนเถิด บาดแผลบนตัวพี่ชายของเจ้ายังไม่หายดีนัก” เพ่ยอิงเอ่ยเตือนเด็กชาย

    “ขออภัยขอรับ ข้าดีใจมากเกินไปเท่านั้น” เด็กชายกล่าวบอกกับพี่ชายของตนเองแล้วหลังจากนั้นก็แยกตัวออกมายืนด้านข้างแทน

    “เจี่ยลี่พวกเขาเป็นใครกันหรือ” หลี่เว่ยเอ่ยถามน้องชายออกไปด้วยความสงสัย เพราะเขามั่นใจว่าเขาไม่เคยรู้จักสองคนที่ยืนอยู่แน่นอน 

    อีกทั้งการแต่งตัวเช่นนี้คงจะไม่ใช่ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนี้เป็นแน่ แต่เมื่อสักครู่เด็กสาวผู้นั้นกล่าวออกมาราวกับว่ารู้จักกับเจี่ยลี่

    “พวกข้าก็คือคนที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้อย่างไรเล่า” เพ่ยอิงตอบคำถามของชายหนุ่ม

    “เช่นนั้นเองหรือ ข้าต้องขอขอบพระคุณพวกท่านทั้งสองเป็นอย่างมากที่ได้ช่วยชีวิตของข้าเอาไว้”

    ‘ถึงแม้ว่าจะช่วยไม่ได้ก็ตาม’ ชายหนุ่มเอ่ยต่อขึ้นมาในใจ

    “เจ้าฟื้นขึ้นมาแล้วเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นข้าขอตรวจดูบาดแผลของเจ้าสักหน่อยเถิด” 

    “เอ่อ…”

    “การตรวจบาดแผลเช่นนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมากนัก พวกเจ้าทั้งสองคนออกไปรอด้านนอกก่อนเถิด” เพ่ยอิงไม่ได้รอให้ชายหนุ่มตอบรับแต่อย่างใด แต่เธอหันไปกล่าวกับเหิงซานและเจี่ยลี่ให้ออกไปรอด้านนอกแทน

    “ได้ขอรับ” เจี่ยลี่ตอบรับออกมาแต่โดยดี เพราะว่าเขาไว้ใจพี่สาวเพ่ยอิง แล้วหลังจากนั้นเด็กชายตัวน้อยก็เดินออกไปด้านนอกพร้อมกับเหิงซาน

    ส่วนทางด้านของเพ่ยอิงเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนได้เดินออกไปแล้วเธอก็ได้ทำการครอบปราณคลุมรอบตัวของเธอและชายหนุ่มตรงหน้าเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่เธอกำลังจะพูดคุยกับชายหนุ่มได้หลุดรอดออกไปให้คนอื่นได้ยิน

    “เจ้าไม่ใช่หลี่เว่ยใช่หรือไม่” เมื่อเพ่ยอิงทำการครอบปราณเสร็จแล้ว เธอก็เข้าประเด็นเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาทันที

    “จะ เจ้ากล่าวอะไรของเจ้ากัน ข้าจะไม่ใช่ข้าได้อย่างไร” ชายหนุ่มเบิกตากว้างกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียตะกุกตะกัก

    “หลี่เว่ยตัวจริงคงได้เสียชีวิตลงไปแล้ว ส่วนเจ้าก็คงจะเสียชีวิตลงแล้ววิญญาณหลุดเข้ามาอยู่ในร่างของหลี่เว่ยใช่หรือไม่” 

    ชายหนุ่มทำสีหน้าตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีกทันทีที่ได้ยินเพ่ยอิงกล่าวออกไปเช่นนั้น

    “จะ เจ้า เหตุใดถึงได้…” 

    “เหตุใดข้าถึงได้รู้เรื่องของเจ้าเช่นนั้นหรือ” เพ่ยอิงต่อคำพูดที่ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวออกมา

    “…”

    “ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้กับน้องชายของเจ้าหรอก”

    “เจ้าต้องการอะไร” ชายหนุ่มเอ่ยถามออกมาอย่างหวาดระแวง และไม่ไว้ใจเด็กสาวตรงหน้า

    “ข้าไม่ได้ต้องการอะไรจากเจ้าทั้งนั้น เพราะข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกันกับเจ้า” 

    “นี่เจ้าหมายความว่าเจ้าเองก็…”

    “ใช่ ข้าเองก็ข้ามมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่นเช่นเดียวกันกับเจ้า”

    เพ่ยอิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มออกไปตามตรง โดยที่เธอไม่ได้กลัวเลยว่าชายหนุ่มคนนี้จะนำเรื่องของเธอไปป่าวประกาศบอกคนอื่นหรือไม่

    “จริงหรือ” ใช่หนุ่มเอ่ยถามออกมาด้วยความตกตะลึงพร้อมกับดวงตาของเขาที่เบิกกว้างขึ้น

    “ใช่แล้ว”

    “นี่ฉันไม่ได้ข้ามมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นคนเดียวอย่างนั้นสินะ” 

    ชายหนุ่มเอ่ยพึมพำขึ้นมากับตัวเอง แต่ด้วยความที่ที่แห่งนี้เงียบ จึงทำให้เพ่ย อิงก็ได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาด้วยเช่นกัน

    “เอาละ ก่อนอื่นข้าอยากรู้ว่าเจ้ามาเป็นใครมาจากไหน และสถานที่ที่เจ้าจากมานั้นเป็นอย่างไร”

    “จริง ๆ แล้วข้าไม่ใช่คนของโลกนี้ ข้ามีชื่อว่าไลฟ์มาจากโลกที่ที่ห่างไกลและเหมือนว่าจะอยู่ที่อีกมิติหนึ่ง...” 

    *ไลฟ์…*

    ไลฟ์เป็นลูกชายคนโตของเจ้าของธุรกิจโรงแรมหลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งทุกโรงแรมของครอบครัวของเขานั้นถือได้ว่าเป็นโรงแรมระดับห้าดาว ที่ต้อนรับเฉพาะคนรวยและคนมีเงินเท่านั้น เพราะด้วยระดับความหรูหราและบริการชั้นเยี่ยม

    อีกทั้งครอบครัวของเขาเองก็ไม่ได้ทำแค่ธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีธุรกิจผลิตไวน์ชั้นเยี่ยมเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ

    ไลฟ์เรียนจบทางด้านการบริหารธุรกิจเพื่อมาช่วยดูแลธุรกิจของที่บ้าน และตัวของเขาเองก็ได้ช่วยพ่อของเขาทำงานมาตั้งแต่ที่เรียนอยู่ อีกทั้งเขายังมีธุรกิจเป็นของตัวเองคือเปิดผับชื่อดังอยู่ในกรุงเทพฯ

    ตัวของไลฟ์ก็เพิ่งจะเข้ามาช่วยงานพ่อของเขาดูแลธุรกิจที่มีอยู่อย่างเต็มตัวได้แค่เพียงสองปีหลังจากเรียนจบ

    ซึ่งปกติแล้วไลฟ์เป็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างจะขับรถเร็ว เรื่องนี้เขาก็โดนคนที่บ้านตักเตือนและบ่นอยู่บ่อย ๆ 

    เขาจึงลดความเร็วของรถที่ขับลงมาเล็กน้อยแต่มันก็ยังเร็วสำหรับคนอื่นอยู่ดี จนกระทั่งเขามาประสบอุบัติเหตุรถชนในขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน หลังจากกลับมาจากงานวันเกิดของเพื่อนคนหนึ่ง 

    เขาจำได้ว่าเขาดื่มมาไม่น้อย เพื่อนคนอื่น ๆ ก็ได้ถามเขาแล้วว่าเขาจะขับรถกลับบ้านไหวหรือเปล่า ซึ่งเขาเองก็ตอบกลับไปว่าไหว อีกทั้งอยากจะกลับไปนอนพักที่บ้านไว ๆ จึงขับรถกลับบ้านไปด้วยความเร็วสูง

    แต่แล้วกลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะเขาเผลอวูบไปชั่วขณะหนึ่ง แต่รู้สึกตัวขึ้นมาได้ก็สายเกินไปเสียแล้วเพราะรถที่เขาขับมาพุ่งชนเข้ากับคอสะพานอย่างเต็มแรงเป็นเหตุให้เขาเสียชีวิตคาที่ทันที

    จนกระทั่งไลฟ์มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในกระท่อมโทรม ๆ หลังหนึ่ง แล้วก็มีคนที่แต่งตัวแปลก ๆ คล้ายกับว่าเพิ่งจะมาจากกองถ่ายละครจีนย้อนยุคเสียอย่างไรอย่างนั้นยืนอยู่

    แต่เขาก็สงสัยอยู่ได้เพียงไม่นานเท่านั้น เพราะจู่ ๆ ก็ได้มีความทรงจำของคนคนหนึ่งเข้ามาในหัวของเขา ซึ่งความทรงจำนั้นมันมากมายเสียจนทำให้เขาปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นมากุมขมับและกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาณ

    ความทรงจำนั้นวิ่งผ่านเข้ามาในหัวของเขาจนเวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้จนเขาสลบไป

    จนกระทั่งเขาได้สติกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าเขานั้นได้เสียชีวิตลงไปแล้วจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาด้วยความประมาทของตัวเอง

    *ไลฟ์จบ...*

     

     

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง ที่คุณอ่าน