จิ้งหวางลงมานั่งพักบนก้อนหินที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
โดยมีเหล่าองครักษ์กระจายตัวกันนั่งพักผ่อนในบริเวณใกล้เคียงกันบางคนก็กำลังแกะผลไม้สีแดงออกมากิน บางคนก็ดื่มน้ำจากน้ำเต้าพกพาดับกระหายบางคนก็หยิบแป้งทอดขึ้นมากินบรรเทาความหิว และมีบางส่วนผลัดเปลี่ยนกันไปชำระล้างร่างกายที่ริมลำธารซึ่งห่างออกไปครึ่งลี้
เนื่องจากเป็การพักรอบสุดท้ายก่อนจะต้องเดินทางติดต่อกัน๗-๘ ชั่วยาม เวลานี้จึงเป็การพักผ่อนที่แท้จริง กระนั้นสายตาของพวกเขาก็ยังสอดส่ายตรวจตราความเรียบร้อยอย่างแข็งขัน
“เสี่ยวฉยงเป็เช่นไรบ้าง” สือเจียหย่งซึ่งกำลังนั่งกินแป้งทอดแผ่นบางอยู่บนก้อนหินเอ่ยถาม
“สีหน้าดูดีขึ้นกว่าวันก่อนหน่อยนึงน้ำเสียงก็ไม่โรยแรง ของที่แวะซื้อที่จุดพักม้าเมื่อวานดูจะมีประโยชน์ต่อนางมากโดยเฉพาะเปลือกส้มกับส้มเชื่อม” ชายหนุ่มก้าวมาหยุดแล้วนั่งลงบนก้อนหินก้อนข้าง ๆทั้งยังตอบคำถามอีกฝ่ายอย่างเป็ธรรมชาติ ระหว่างคนสองคนผ่านการผจญเื่ดีเื่ร้ายและทุกข์ภัยมาด้วยกันหลายประการพิธีรีตองใด ๆ จึงไม่สลักสำคัญระหว่างพวกเขา
ตรงหน้าของจิ้งหวางมีช่อลิ้นจี่ลูกกลมรีวางไว้กับบนใบไม้ใบใหญ่มันดูสะดุดตาจนคนมาใหม่ต้องเอ่ยถาม
“เก็บมาจากที่ใดในป่าเช่นนี้มีต้นลิ้นจี่ด้วยหรือ”
“ลิ้นจี่พวกนี้หัวหน้าองครักษ์เซียวกับพวกเก็บมาจากเนินเขาด้านโน้นมีต้นลิ้นจี่ขึ้นอยู่หลายต้นเชียวล่ะ” ว่าแล้วมือขวาของคนตอบก็ชี้ไปทางด้านหลังซึ่งเป็เขตเนินเขาไม่สูงนักมันเป็พื้นที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เชื่อมกับเขาสูงที่ทอดตัวเข้าสู่เขตป่าดิบชื้นบริเวณนั้นมีต้นลิ้นจี่สูงใหญ่หลายจั้งขึ้นอยู่หลายสิบต้น แต่ละต้นล้วนมีลูกสุกแดงสะดุดตาดุจแพรพรรณช่อกิ่งสีแดงห้อยระย้าตัดกับใบสีเขียวแลดูงดงามราวกับมีคนจัดสรรแม้พวกองครักษ์จะเก็บมาหลายช่อใหญ่ก็ไม่ทำให้ต้นลิ้นจี่ดูร่อยหรอเลยแม้แต่น้อยเดียว
“ดีจริง ข้าเองกำลังคิดจะหาผลไม้เปรี้ยวๆ ให้เสี่ยงฉยงกินเล่นระหว่างเดินทางอยู่พอดี” ชายหนุ่มชุดคลุมยาวสีฟ้าพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มพออกพอใจ
“เ้าลองชิมดูก่อน รสของมันติดเปรี้ยวมากกว่าหวานอาจจะเปรี้ยวเกินไปหน่อยสำหรับนาง” สือเจียหย่งเอ่ยเตือนพลางยื่นลิ้นจี่ช่อหนึ่งส่งมาให้
หนานกงฉางเซินรับมาถือไว้แล้วเอ่ยขอบคุณเขาคำหนึ่งเขาลองเด็ดลูกลิ้นจี่มาลูกหนึ่งแล้วแกะเปลือกลองชิมดู แม้จะเตรียมใจว่ามันจะมีรสเปรี้ยวตามที่สหายข้างกายบอกไว้ก่อนแล้วแต่ยามที่เนื้อฉ่ำน้ำเข้าไปในปากก็ทำให้เขาถึงกับสะดุ้งไปทั้งร่างแม้แต่ดวงตาก็ถึงกับมีน้ำตาเล็ดออกมาคลอหน่วย เนื่องด้วยความเปรี้ยวของลิ้นจี่โจมตีเข้าอย่างจัง
“ฮะ ๆ” จิ้งหวางถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าสะดุ้งสะท้านทั่วกายของอีกฝ่าย ท่าทีของอีกฝ่ายมิต่างอันใดจากพวกเด็กๆ ผิดจากคุณชายหน้าหยกที่ก่อเื่กลางท้องพระโรงแคว้นเหลียนเมื่อวันก่อนราวคนละคน
หนานกงฉางเซินรีบหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ขึ้นมาดื่มเพื่อขจัดความเปรี้ยวไปนั่งรออยู่พักหนึ่งก็กลับมาเป็ปกติ
“ขอบใจเ้ามากช่อนี้เสี่ยวฉยงน่าจะกินได้สองสามวัน” จากนั้นร่างโปร่งก็ลุกถือช่อลิ้นจี่ไปส่งให้รถม้าที่หลานสาวกำลังพักผ่อนอยู่
“ถ้านางตื่นขึ้นมาให้นางลองชิมดูรสชาติเปรี้ยวจัดอย่าลืมเตือนนางก่อนกินด้วยพวกเ้าเองก็ลองกินดูก่อนจะได้บอกนางได้ถูก” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมยื่นช่อลิ้นจี่ช่อใหญ่ส่งให้แล้วเดินกลับไปสมทบกับสือเจียหย่งที่รออยู่
ไม่นานหลังจากนั้นขบวนก็เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้งและครั้งนี้จะเป็การเดินทางติดต่อกันราวแปดชั่วยามโดยไม่หยุดพัก ขณะที่ด้านในรถม้าคันใหญ่ที่สุดสองป้าหลานก็กำลังแสดงอาการเดียวกันราวกับนัดหมายเพราะลิ้นจี่ที่ได้มามันมีรสชาติเปรี้ยวจัดจนแทบคายออกแม้จะดื่มน้ำตามไปอึกใหญ่เพื่อล้างปากก็ยังรับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยวที่คงอยู่
จิงเว่ยถึงกับหัวเราะเสียงดังลั่นเพราะไม่เคยเห็นป้าของนางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน
“เ้าเด็กคนนี้ หัวเราะเสียงดังเช่นนี้เดี๋ยวก็ทำให้คุณหนูตื่นหรอก” ซูเฉี่ยนรีบเอ็ดหลานสาวอย่างรวดเร็วจิงเว่ยได้ยินก็รีบหุบปากอย่างรู้ตัวพร้อมส่งสายตาขออภัยไปยังผู้เป็ป้าอย่างไม่รอช้าเมื่อสองป้าหลานหันไปมองทางคุณหนูก็พบว่านางยังหลับอยู่จึงรู้สึกเบาใจ
แต่ขณะเดียวกันนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อรถม้าที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสม่ำเสมอกลับหยุดอย่างกะทันหันจนเกิดแรงกระชากขึ้นอย่างรุนแรงทำให้ร่างของทั้งสามคนหล่นกลิ้งลงมากองอยู่กับพื้นรถม้า
“คุณหนู !” สองป้าหลานร้องขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้คำนึงถึงความเจ็บที่พวกตนได้รับแม้แต่น้อยยิ่งเมื่อเห็นร่างเล็กแสนเปราะบางล้มอยู่บนพื้นอีกฝั่งของรถก็ยิ่งตระหนก แม่นมซูรีบก้าวด้วยเข่าสองข้างของตนแล้วอุ้มร่างเล็กขึ้นมาราวกับประคองทารกน้อยนางวางร่างนั้นอย่างเบามือที่สุดด้วยเกรงว่าคุณหนูจะาเ็มากขึ้น
“เจ็บตรงไหนบ้างเ้าคะ”จิงเว่ยรีบถาม
“เกิดอะไรขึ้น”ฝูอวี้ฉยงลืมตาขึ้นอย่างมึนงง นางไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวทั้งสองกลับกันนางรีบถามขึ้นมาทันทีด้วยความสงสัยคนขับรถม้านั้นเป็คนที่น้าชายของนางกำชับไว้หลายครั้งหลายครา ให้ขับและบังคับม้าอย่างระวังการที่อยู่ ๆ รถม้าหยุดกะทันหันจนทำให้คนในรถเสียหลักจนตกลงมาจึงทำให้พอคาดเดาได้ว่าภายนอกอาจจะเกิดเื่ฉุกเฉินขึ้น
“เดี๋ยวบ่าวจะออกไปถามคนขับรถดูให้ว่าแต่คุณหนูเป็อย่างไรเ้าคะ เจ็บหรือเปล่า”ซูเฉี่ยนซึ่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าผู้เป็นายรับปากจะออกไปถามความแต่นางก็อยากตรวจดูคุณหนูให้แน่ใจก่อนว่าไม่เป็อะไรไม่เช่นนั้นนางคงไม่วางใจออกจากรถไปเป็แน่น
“มึนหัวมากกว่า แต่ก็ปวดตรงข้อศอกด้านขวากับ...”
กรร....
ฝูอวี้ฉยงตอบยังไม่ทันจบก็ถูกขัดด้วยเสียงคำรามกึกก้องป่าจนแม้แต่ในรถม้ายังได้ยินชัดเจน...มิหนำซ้ำเสียงของมันไม่ได้มีแค่ความดังเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีคลื่นพลังบางอย่างส่งมาถึงผู้ฟังจนแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับรากยุทธ์ก้าวย่างปฐีอย่างแม่นมซูยังใ
“จิงเว่ยเ้าดูแลคุณหนูให้ดีปิดหน้าต่างปิดประตูรถลงกลอนให้เรียบร้อย ป้าจะออกไปดูสักหน่อย” ใบหน้าของแม่นมซูซีดลงทันทีที่ได้ยินเสียงคำรามนี้นางรีบลุกจากพื้นแล้วสั่งความหลานสาวอย่างรวดเร็ว
“เ้าค่ะ”เมื่อหลานสาวรับคำซูเฉี่ยนก็ก้าวฉับ ๆ เดินออกจากรถม้าไปอย่างไม่รอช้าจิงเว่ยผู้เป็หลานรีบทำตามคำสั่งอย่างว่องไว พริบตาเดียวทั้งประตูและหน้าต่างก็ปิดลงกลอนอย่างเรียบร้อย
“บ่าวจะทายาให้นะเ้าคะ” แม้ใจลึก ๆของเด็กน้อยวัยสิบสามจะหวาดกลัวจากเสียงคำรามนั้น แต่นางอายุมากกว่าคุณหนูนางจึงต้องกำจัดความหวาดกลัวในใจไป เมื่อเห็นท่าทีที่คุณหนูแสดงออกมามีเพียงความสับสนและสงสัยไม่ได้หวาดหวั่นเช่นนางสาวใช้ร่างสูงผอมก็รีบหยิบยาจากกล่องไม้ที่วางอยู่บนชั้นใกล้ประตูเข้าออกรถม้า
“ข้าปวดตรงข้อศอกกับข้อมือด้านขวา”ฝูอวี้ฉยงเอ่ยปากบอก แม้นางจะหล่นร่วงไปกองอยู่กับพื้นทั้งตัวแต่เพราะั้แ่หัวเข่าลงไปสองขาของนางพิการไร้ความรู้สึกนางจึงไม่เห็นรอยถลอกที่หัวเข่าด้านขวา หากจิงเว่ยรับใช้นางมานานเมื่อทายาที่ข้อศอกและข้อมือเสร็จก็ขออนุญาตผู้เป็นายเลิกขากางเกงทั้งสองขึ้นเพื่อดูอาการเมื่อเห็นรอยถลอกมีเืซิบ ๆ ตรงหัวเข่าด้านขวาจึงบรรจงทายาอย่างเบามือ
กรร...
เสียงคำรามครั้งที่สองเต็มไปด้วยพลังกดดันที่น่าหวาดกลัวฝูอวี้ฉยงรับรู้ได้ถึงความปั่นป่วนในร่างกาย ไม่ถึงกับหายใจติดขัดเืลมขัดข้องแต่มันปั่นป่วนชวนให้รู้สึกรำคาญ
ทางด้านแม่นมซูเมื่อเดินออกมาจากรถก็พบว่าสารถีประจำรถม้าที่นั่งได้หมดสติลงที่ริมฝีปากของเขามีโลหิตสายหนึ่งไหลออกมา นางจึงรีบย่อกายลงข้าง ๆแล้วจับชีพจรตรงลำคอของเขาดูเมื่อพบว่ามันยังเต้นด้วยจังหวะสม่ำเสมอเฉกเช่นคนทั่วไปจึงเบาใจลง
“มีสัตว์เวทมาขวางทางระวังตัวไว้ด้วย”มันเป็เสียงของหนึ่งในสององครักษ์ที่มายืนคุ้มกันอยู่ด้านหน้ารถม้าของฝูอวี้ฉยงเมื่อเขาเห็นว่าผู้ที่เดินออกมาจากรถเป็แม่นมที่ติดตามรับใช้ใกล้ชิดคุณหนูน้อยเขาจึงเอ่ยเตือนให้นางเตรียมรับกับสถานการณ์ส่วนพวกเขายกกระบี่คู่กายออกมาสร้างเขตปราณป้องกันอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ขอบคุณเ้าค่ะ”ซูเฉี่ยนประสานมือแสดงการขอบคุณ นางยืนประจำที่อยู่บนที่นั่งก่อนเข้าตัวรถนิ้วมือข้างขวาคลี่ออกพร้อมกับแสงสีเหลืองที่วาบขึ้นมา ในมือของนางปรากฏหอกเหล็กยาว๘ ฉื่อ แม้ภายนอกจะดูเหมือนเหล็กยุทธ์ทั่วไปแต่ไอวิเศษสีเหลืองอ่อนที่มันถ่ายทอดออกมาบอกชัดว่ามันคืออาวุธระดับหวงขั้นกลาง
อาวุธในแผ่นดินผีโจวแบ่งออกเป็สองประเภทคืออาวุธทั่วไป และอาวุธเวท
อาวุธทั่วไปไม่มีปราณพลังภายในต่อให้ทำจากโลหะชั้นสูงเพียงใดแต่ก็ยังไม่อาจเทียบกับอาวุธเวทซึ่งเป็รากฐานในการก้าวสู่โลกแห่งผู้ฝึกตนอาวุธทั่วไปอาจยกระดับขึ้นสู่อาวุธเวทได้หากผ่านการประทับอักขระซึ่งเป็ศาสตร์ลี้ลับที่มีเพียงแต่ชนชั้นสูงในแดนยุทธภัณฑ์เท่านั้นที่
อาวุธเวท เป็อาวุธที่สร้างขึ้นจากโลหะที่มีพลังปราณธาตุภายในแบ่งออกเป็ ๔ ระดับเช่นเดียวกับ โอสถ สัตว์เวท และสมบัติวิเศษเรียงจากต่ำไปสูงคือ หวง เสวียน ตี้ และเทียน ซึ่งแต่ละระดับยังแบ่งได้ ๔ขั้นคือ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสูงสุด
ของวิเศษย่อมมีไอวิเศษปกป้องและเป็เครื่องบ่งชี้ถึงระดับชั้นและระดับขั้นของสิ่งของนั้น ๆ
หวงมีสีเหลือง เสวียน มีสีคราม ตี้มีสีทอง เทียน มีสีฟ้า
ขั้นต้น ไอวิเศษดุจควันบางเบาแลคล้ายมิเห็นแต่สีสันยังคงเจือจาง
ขั้นกลาง ไอวิเศษชัดขึ้นดุจหมอกยามเช้าแผ่กว้างราว๑ ชุ่น
ขั้นสูง ไอวิเศษชัดเจนดุจเมฆากว้าง๓ ชุ่น มั่นคงเปี่ยมพลัง
ขั้นสูงสุด ไอนั้นคล้ายกับขั้นสูงแต่ขอบด้านนอกมีสนามพลังแล่นล่องเป็เส้นสายตามสีชั้นที่สังกัดเมื่อกวัดแกว่งก็จะปรากฏเงาแสงชั่วครู่หนึ่งก่อนเลือนหายไป
หอกยุทธ์ในมือซูเฉี่ยนมีไอวิเศษสีเหลืองบอกชัดว่าสังกัดอยู่ในระดับหวงไอวิเศษประหนึ่งหมอกยามอรุณรุ่งกว้าง ๑ ชุ่นแสดงว่าเป็ของวิเศษขั้นกลาง จึงเป็ที่น่าใที่ผู้ฝึกตนระดับก้าวย่างปฐีเช่นซูเฉี่ยนกลับอาวุธระดับหวงขั้นกลางเพราะแม้แต่องครักษ์ของจิ้งหวางที่ก้าวสู่ระดับปฐีแล้วก็ยังไม่มีอาวุธระดับหวงขั้นกลางเลยแม้แต่คนเดียวดีที่สุดของพวกเขาคือระดับหวงขั้นต้นซึ่งมีเพียงระดับหัวหน้าเท่านั้นที่มี
ห่างออกไปราว ๕จั้งคือแถวขององครักษ์ที่กระจายตัวเป็ครึ่งวงกลมตรงกลางของแถวคือผู้มีฝีมือสูงสุดของกลุ่มองครักษ์คือระดับปฐีขั้น ๔และเขาคนนี้ก็คือผู้ถือครองอาวุธเวทระดับหวงต้นนั้นเองห่างจากพวกเขาไปอีกหลายสิบก้าวคือหมาป่าสีเงินตัวใหญ่ มันมีร่างกายใหญ่โตกว่าหมาป่าทั่วไปสองเท่าตัวกะจากสายตาขนาดของมันไม่ต่างจากม้าพันธุ์ดีที่ใช้เทียมรถเลยทีเดียว
ดวงตาสีเหลืองอำพันดูงดงามแต่ก็สั่นประสาทผู้มองได้มากเมื่อมันระบุเป้าหมายที่้าก็มีแต่ความแนวแน่ปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้นบรรดาพวกผู้ฝึกตนที่ขวางทางอยู่ด้านหน้ามันยามนี้มิได้อยู่ในสายตามันเลยสักนิด
“ประหลาดนัก หมาป่าขนเงินปกติออกล่าเป็ฝูงไม่ออกล่าตอนกลางวันเหตุไฉนถึงมาขวางทางพวกเราเช่นนี้” จิ้งหวางเอ่ยขึ้นขณะก้าวลงมาจากรถม้าข้างกายของเขาคือหนานกงฉางเซิน สองบุรุษเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังขององครักษ์ คนทั้งคู่มองไปยังสัตว์หน้าขนตัวนั้นอย่างพินิจพิจารณา
“ระวังตัวไว้ด้วยมันอยู่ระดับหวงขั้นกลางเป็อย่างต่ำ” หนานกงฉางเซินเอ่ยเตือนอย่างรวดเร็วคำเตือนของเขาทำให้เหล่าองครักษ์กระชับอาวุธในมือไว้มั่นเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์
สัตว์เวทเหล่านี้แม้แบ่งระดับเป็ ๔ ชั้นเช่นเดียวกับอาวุธเวทและของวิเศษแต่ความสามารถของมันเมื่อเทียบกับการฝึกตนของมนุษย์ย่อมสูงกว่า
สัตว์เวทระดับหวงเป็คำจำกัดความพลังของมันอย่างกว้างขวางเกินไปเพราะมันเทียบได้กับผู้ฝึกตนั้แ่ระดับรากยุทธ์ถึงชั้นปฐีขั้นสูงสุดซึ่งเป็่ระยะที่กว้างและยากต่อการระบุให้ชัดเจนเพราะฉะนั้นการรับมือกับพวกมันจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก
ขณะที่สัตว์เวทระดับสูงขึ้นไปเทียบกับระดับฝึกตนของมนุษย์ได้ง่ายและแม่นยำมากกว่า
สัตว์เวทระดับเสวียนเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับนภา
สัตว์เวทระดับตี้เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์
และสัตว์เวทระดับเทียนเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับราชัน
เหนือกว่าสัตว์เวทระดับเทียนยังมีสัตว์ิญญาและสัตว์เทพซึ่งทั้งสองล้วนแต่เป็ตำนานที่หลับใหลไปนานแล้วนับแต่หลิงโจวแยกแผ่นดิน
ยังดีที่บันทึกโบราณกล่าวถึงการจำแนกระดับชั้นและระดับขั้นโดยใช้สีและลักษณะสัณฐานของไอวิเศษมาเป็ตัวบ่งบอกเลยทำให้พอคาดเดาได้ว่าสัตว์เวทตรงหน้าอยู่ระดับใดขั้นใด
****************