ตอนที่ 120
ศาสตร์การหลอมศพ 8 ขั้น แข็งแกร่งขั้นจีรังไร้พ่าย ได้สั่นสะท้านเข้าไปถึงจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มเพียงแค่นึกภาพกองทัพทหารอมตะอันเกรียงไกร ที่เคลื่อนกำลังเพียงครั้ง สะท้านฟ้าสะเทือนดินไม่ว่าจะเป็นสมรภูมิใดล้วนเหยียบย้ำไปบนผืนธงของศัตรูได้ดุจต้นหญ้าข้างทาง
แม้ว่าพื้นฐาน เหยาซาน จะมิได้มีจิตใจมุ่งทะเยอทะยาน ทว่าการถือครองพลังอำนาจไร้เทียมทานย่อมเป็นความใฝ่ฝันของทุกผู้ทุกคน อย่างน้อยก็สามารถปกป้องทุกสิ่งที่ตนรักปกป้องทุกคนที่อยู่รอบกาย นี่ต่างหากจึงจะเป็นความหมายของการก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น...
เหยาซาน สูดลมหายใจถี่กระชั้น มิอาจเก็บอาการ...
“สู่เหยียนกุ่ย... เจ้าสามารถเข้าใจภาษาโบราณของตำรานี้ได้มากน้อยเพียงใด”
สู่เหยียนกุ่ย ส่ายหน้าโดยพลัน...
“ขอกล่าวด้วยความสัตย์จริงนายท่าน... ข้านั้นไม่อาจเข้าใจในตำราโบราณนี้ได้เลยอาจารย์ของข้าเองก็ไม่เข้าใจความหมายของตำรานี้เช่นเดียวกัน แต่อาจารย์ข้าได้ใช้กลอุบายในการแกะเนื้อความของตำราอย่างแยบยลอยู่หลายสิบปีเพื่อที่จะแตกฉานเนื้อความภายในนั้นราว 7 ส่วน”
เหยาซาน กดหัวคิ้วต่ำลง...
“กลอุบายในการแกะเนื้อความ?!”
สู่เหยียนกุ่ย พยักหน้าเบา ๆ
“อาจารย์หวงแหนตำรานี้รองจากชีวิตตนเองเท่านั้น และกลัวยิ่งกว่าคือการที่เนื้อหาของตำราหลุดออกไปยังภายนอกจึงใช้วิธีการนำอักษรของตำราแต่ละตัว ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณหลายสิบคนช่วยกันแปลกระจัดกระจายไปให้ผู้เชี่ยวชาญโดยไม่เรียงเนื้อหา
พอได้ความหมายของอักษรแต่ละตัวแล้ว อาจารย์ก็ค่อยนำมาเรียบเรียงด้วยตนเองใช้เวลาอยู่นานนับสิบปี ค่อย ๆ แกะเนื้อความในแต่ละบท แต่ละขั้นตอนอย่างมีความหวังเพื่อให้ได้ความหมายของอักษรครบถ้วนทั้งเล่มตำรา จนได้ที่สุดก็ได้ความสมบูรณ์ 7 ใน10 ส่วนของทั้งเล่ม...”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าชายชราที่สวมหน้ากากอสูรขาวค่อนข้างที่จะรอบคอบ ไม่ยอมส่งตำราไปให้ผู้อื่นแปลและเรียบเรียงโดยตรง แม้จะดำเนินการล่าช้าไปบ้างแต่ก็ปลอดภัยยิ่งนัก...
ยุทธภพนั้นมีคนหลากหลาย แม้ฉากหน้าจะเปรียบดังนักพรตจิตใจงดงาม เบื้องหลังอาจจะเป็นมือสังหารฆ่าคนไม่กะพริบตาก็เป็นได้ดังนั้นย่อมไม่อาจไว้ใจผู้ใดนอกเสียจากตนเอง... แม้แต่ สู่เหยียนกุ่ยที่เป็นศิษย์โดยตรง ยังรู้เนื้อความของตำราเพียง 2 บทแรกจากทั้งหมด 8 บทชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว ไม่ยอมบอกรายละเอียดที่แปลได้ทั้งหมดให้กับ สู่เหยียนกุ่ยในคราเดียว
และเหตุผลที่ สู่เหยียนกุ่ย รู้ถึงเนื้อหาในสองบทแรกก็เพราะถูกใช้ให้ทำหน้าที่หลอมศพในขั้นที่ 1 และ ขั้นที่ 2 ซึ่ง ณ เวลานี้ขั้นที่1 เพิ่งจะเสร็จสิ้นไป ภารกิจที่เขาหมิงซานเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว จวบจนกระทั่ง เหยาซานและ เป่ยเตียวหุ่ย ปรากฏตัวจึงทำให้แผนการเริ่มสั่นคลอน
และยิ่งการปรากฏตัวของ เฒ่าชีเปลือย ในตอนท้าย ก็ได้ทำให้แผนทั้งหมดพังทลายพินาศสิ้น!!หากมิใช่เพราะ ชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว มีเนื้อความในการแปลทั้ง 7ส่วน สลักไว้ภายในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมีความหวาดกลัวต่อความตายถึงขีดสุดมันก็คงไม่ยอมทิ้งตำราต้นฉบับไว้กับ เฒ่าชีเปลือย เพื่อรักษาชีวิต...
หยกสั่งการหุ่นเชิดศพ ก็มิใช่สิ่งที่สามารถสร้างขึ้นมาได้โดยง่ายมันเป็นสิ่งที่สร้างจากตำราโบราณนี้เช่นเดียวกัน ทั้งชายชราหน้ากากอสูรขาวยังต้องทุ่มทรัพยากรมหาศาลและเวลานับสิบปีในการสร้างหยกอาคมนี้ขึ้นมาจนสำเร็จแต่สุดท้ายทุกสิ่งเหล่านั้นในเวลานี้ กลับตกมาอยู่ในมือของ เหยาซานด้วยความบังเอิญ...
เหยาซาน ได้ทดลองใช้หยกนี้ดูแล้ว เมื่อผสานพลังลมปราณและตบะพลังวิญญาณเข้าไปมันก็สามารถปลุกศพให้ตื่นขึ้นมาได้จริง ๆ ทั้งยังสามารถออกคำสั่งง่าย ๆ ได้ ภายใต้การชี้นำของเจตนาทว่าอาจเพราะ เหยาซาน ยังไม่มีความชำนาญนัก จึงยังคงติดขัดในหลาย ๆ ด้านคงไม่อาจใช้งานได้จริงในเวลาอันสั้น ทว่าก็ยังนับเป็นความน่าอัศจรรย์อยู่ดีที่ศพสามารถกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง...
“สู่เหยียนกุ่ย... เจ้ารู้วิธีการหลอมศพในขั้นที่ 2 งั้นสินะเช่นนั้นก็คงบอกรายละเอียดทั้งหมดออกมา ส่วนวิธีการหลอมศพในขั้นที่ 3 ขึ้นไปไว้ข้าจะหาทางแปลเนื้อความในตำรานี้เองในภายหลัง...” เหยาซาน กล่าวออกคำสั่ง ซึ่งสู่เหยียนกุ่ย ก็ไม่ปฏิเสธยอมอธิบายเนื้อความตามที่รู้มา
เหยาซาน แน่นอนว่าไม่ได้ปักใจเชื่อทั้งหมดที่ สู่เหยียนกุ่ย กล่าวขึ้น...จึงได้ให้ เฒ่าชีเปลือย ที่มีความรู้กว้างขวางช่วยในการวิเคราะห์ขั้นตอนการหลอมขั้นที่2 ว่าถูกต้องมากน้อยเพียงใด... ซึ่ง เฒ่าชีเปลือย ก็เห็นตรงว่านี่น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องจริงๆ อย่างน้อยก็มีโอกาส 9 ใน 10 ส่วนที่จะทำให้ศพหลอมแข็งแกร่งขึ้นมา
ทว่า ยิ่งได้รู้เช่นนั้น เหยาซานกลับยิ่งมีสีหน้าตึงเครียดอย่างที่สุด... การหล่อหลอมศพในขั้นที่ 2 นี้นั้นหากสำเร็จจะทำให้ศพมีโลหิตหมุนเวียนในร่างกระตุ้นการทำงานของหัวใจและเส้นโลหิต ข้อดีของมันคือจะทำให้ศพ ดูไม่เหมือน ศพ อีกต่อไป แต่จะคล้ายกับมนุษย์ผู้หนึ่งที่ยังมีชีวิต และยังแข็งแกร่งมากยิ่งกว่าศพที่ผ่านการหลอมในขั้นที่1 อย่างชัดเจน...
ในขณะเดียวกับ วิธีการหลอมในขั้นที่ 2 ขั้น แตกต่างไปจากขั้นที่ 1 ที่ใช้เพียงแค่ปราณธรรมชาติหมอกไอแห่งความตาย และการร่ายอาคมเพื่อกำกับอย่างสิ้นเชิง... สิ่งจำเป็นที่สุดของการหล่อหลอมศพในขั้นที่2 ก็คือทรัพยากรพิเศษ โดยเฉพาะโลหิตจากสัตว์อสูรแท้!!
แน่นอนว่าเมื่อทรัพยากรที่ใช้ต้องมาจากสัตว์อสูรแท้ ที่แทบจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้วราคาที่ต้องจ่ายย่อมมหาศาลอย่างมิอาจคาดเดา ต่อให้ เหยาซาน ประเมินมูลค่าคร่าว ๆของทรัพยากรที่ต้องใช้ในการหล่อหลอมศพตนหนึ่ง คาดว่าคงไม่ต่ำกว่า 3-4 ล้านเหรียญทองดังนั้นหากต้องการหลอมศพขั้นที่ 2 ทั้งกองทัพหนึ่งพันตน ย่อมเป็นราคาที่สามารถทำให้ตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งล่มสลายได้เลย...
เหยาซาน สูดหายใจลึกเฮือกใหญ่... ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจในความมั่งคั่งร่ำรวยเท่าใดนักสามารถใช้ชีวิตสมถะเรียบง่ายได้อย่างไม่เกี่ยงงอน... แต่หลังจากที่เติบโตขึ้นบนเส้นทางแห่งการฝึกตนในยุทธภพจึงทำให้ได้ทราบความจริงอันโหดร้ายนั่นคือความมั่งคั่งเท่านั้นที่จะสามารถขับเคลื่อนความแข็งแกร่ง!!
ตระกูลหนึ่งต่อให้เป็นตระกูลใหญ่โต แต่หากยากจนข้นแค้น ไม่นานก็ต้องถึงวันที่ล่มสลายคล้ายสถานการณ์ของตระกูลซ่งแห่งเมืองบุปผาแดงก่อนหน้านี้ มีเพียงความมั่งคั่งร่ำรวยจึงจะสามารถขับเคลื่อนความแข็งแกร่งให้มุ่งไปข้างหน้าได้...
เหยาซาน ในเวลานี้ ก็ต้องใช้เงินทองไม่น้อยในการที่จะหมักบ่มสุราและยิ่งจะต้องใช้ทรัพยากรมากไปกว่านี้อีกหลายเท่าหลังบรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวเพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการต้มและการกลั่น เพื่อให้ได้สุราลมปราณอันเหมาะสมทุกอย่างย่อมไม่อาจก้าวกระโดดได้ หากไร้ซึ่งความมั่งคั่ง!!
เด็กหนุ่ม กัดฟันกรอด กำหมัดแน่น...
“ทั้งสุราลมปราณ ทั้งการหล่อหลอมศพ หรือแม้แต่เม็ดยาโอสถ อาวุธอักขระทุกชิ้นทุกสิ่งอย่างล้วนเริ่มต้นจากความมั่งคั่งร่ำรวย!! ต่อให้อุปนิสัยของข้ามิใช่คนที่เห็นแก่เงินทองรอบกายทว่าก็มิอาจหลักหนีกฎเกณฑ์ของสังคมไปได้...”
การที่ เหยาซาน ไม่มีตระกูลให้การสนับสนุน ย่อมต้องสร้างทุกสิ่งขึ้นมาด้วยตนเอง...ไม่อาจคาดหวังพึ่งพา เตียมู่หยง ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพียงแต่เป็นธุระในการช่วยเหลือ เหยาหมิงก็ถือว่า เหยาซาน คิดค้าง เตียมู่หยง มากมายมหาศาลแล้ว...
ใบหน้าของคนผู้หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะลอยขึ้นมาในหัว... มันคือใบหน้าของตันเหมา หนึ่งในสหายเพียงไม่กี่คนของ เหยาซาน ในสำนักสายลมประจิมแห่งนี้... ตันเหมาคือรูปแบบของความมั่งคั่งที่ชัดเจนยิ่ง แม้จะไร้ซึ่งพรสวรรค์ด้านวรยุทธ แต่ก็ยังก้าวเดินในเส้นทางของผู้ฝึกตนได้โดยอาศัยเพียงการหนุนหลังของตระกูลที่ร่ำรวย
ยิ่งครุ่นคิด ก็ยิ่งอิจฉาอยู่ลึก ๆ อย่างช่วยไม่ได้...
ทว่าขณะที่ครุ่นคิด เหยาซาน ก็มองไปรอบ ๆ กลิ่นสุราลมปราณอันรุนแรงคละคลุ้งซึ่งกำลังหมักบ่มอยู่ในถ้ำปิดด่านแห่งนี้ก็ตลบตีขึ้นจมูกซ้ำไปซ้ำมาดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกขยายในชั่วพริบตา จิตใจนั้นสะท้านสั่นไหว...
“จริงสิ!!”
พริบตานั้นเอง เหลาซาน พลันเก็บตำราโบราณลงในแหวนมิติ และทะยานพุ่งร่างออกจากร้อยถ้ำปิดด่านดวงตาเปล่งประกายฉายแววแห่งความมั่งคั่ง ภายใต้เส้นทางของตน
หอธาตุพฤกษา...
ตันเหมา เผยใบหน้ามืดดำก้มต่ำ ยามนี้กำลังถูกศิษย์สายใน 3 คนตำหนิอย่างรุนแรงเรื่องที่การปรุงยาหลอมโอสถของ ตันเหมา นั้น ใช้สมุนไพรสิ้นเปลืองเกินไปอาจเพราะนิสัยส่วนตัวดั่งนายน้อยตระกูลใหญ่ หยิบจ่ายทุกอย่างเน้นปริมาณจนคุ้นชิน
“ตันเหมา!! ป้ายเหล็กตระกูลใหญ่ของเจ้ามิอาจใช้ประโยชน์อะไรได้ภายในสำนักทุกอย่างนั้นต้องทิ้งไปด้านนอก ตั้งแต่ที่เจ้าก้าวเข้ามาในเขตสำนักแล้ว!!” ศิษย์สายในคนแรกเผยแววตาดุร้าย
“ต่อให้เป็นหอธาตุพฤกษา ในส่วนของการปรุงยาก็ยังมีทรัพยากรที่จำกัดในการจ่ายลงมาฝึกฝนเจ้าเล่นใช้ทรัพยากรมากมายไปกับความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน อย่าคิดว่าผู้ฝึกสอนหรือแม้แต่ผู้อาวุโสจะละเลยเรื่องนี้ เพียงแค่พวกเราสามคนเอ่ยปากส่งเรื่องขึ้นไป เจ้าก็จะถูกขับออกจากหอพฤกษาแทบจะในทันที!!” ศิษย์สายในอีกคนข่มขู่
ทว่าศิษย์สายในคนสุดท้าย กลับเผยรอยยิ้มเสแสร้งออกมา...
“ปากของพวกเราสามคนนั้นเปาะบางยิ่งนักพร้อมจะเอ่ยฟ้องผู้อาวุโสอยู่ตลอดเวลา... ทว่าก็ยังสามารถใช้เงินทองถ่วงดุลให้ปากที่เปาะบางเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมาได้ เพียงนายน้อยตระกูลตันผู้มั่งคั่ง หว่านเศษเงินมานิดหน่อยพวกเราก็พร้อมจะกลบฝังเรื่องนี้ไปยันตัวตาย...”
ทั้งสามคนหัวเราะเสียงเย็น เห็นได้ชัดว่าทั้งสามพยายามข่มเหงตันเหมา โดยใช้สถานะที่สูงกว่าเข้ากดดันรีดไถ ทุกคนในสำนักย่อมรู้ดีว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ตระกูลตันนั้นมั่งคั่งเพียงใดจากกิจการเปิดหอนางโลมนับร้อยแห่งทั่วทุกหัวเมืองต่าง ๆ ในทวีปพยัคฆ์ขาว...
ตันเหมา กำหมัดเล็กน้อย อันที่จริงมันมิได้เดือดร้อนอันใดเลยกับการจะหว่านเศษเงินออกมาในลักษณะนี้... ทว่า ตันเหมากลับไม่ชอบวิธีการที่ทั้งสามคนนี้ใช้ เผยแววตาเหี้ยมหาญขึ้นหลายต่อหลายครั้ง แต่ตนที่เป็นเพียงศิษย์สายนอกผู้หนึ่งก็เป็นเรื่องยากที่จะเล่นงานศิษย์สายใน...
“สายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?!อ่อ...ข้านั้นลืมไปเสียสนิทเลย ได้ยินว่าตอนที่เข้ามาในสำนักเมื่อ 2 เดือนก่อนเจ้าสนิทสนมกับ แมวสวรรค์ ที่เข้าสำนักมาพร้อมกันด้วยงั้นสินะแม้แต่เรือนพักก็ยังถูกจัดให้อยู่ร่วมกัน
ทว่า... ในหนึ่งเดือนมานี้หลังจาก แมวสวรรค์ โด่งดังคับสำนักได้ยินว่ามันไม่เคยกลับไปที่เรือนเดียวกับเจ้าอีกเลย หึหึ...ก็อย่างว่านั่นแหละนะ เมื่อแมวสวรรค์ มีชื่อเสียงไปโด่งดังไปแล้ว สหายที่เป็นเพียงศิษย์สายนอกไร้ความสามารถในสองเดือนยังปรุงยาไม่ได้แม้แต่เม็ดเดียวอย่างเจ้า จะอยู่ในสายตาของ แมวสวรรค์ ได้เยี่ยงไร?!”
สิ้นคำพูดจบประโยค สามศิษย์สายในก็หัวเราะคำรามออกมาพร้อม ๆ กันท่าทีสะใจยิ่ง...ตันเหมา จากที่กำลังจะหยิบเงินออกมาให้ทั้งสามคน บัดนี้ถึงกับค้างชะงัก เผยแววตาเหี้ยมหาญถึงขีดสุดจดจ้องมายังทั้งสามคนเบื้องหน้า...
“หุบปาก!! เหยาซาน มีเส้นทางฝึกฝนของตนเอง และข้าก็ไม่คิดที่จะเข้าไปขัดขวางเส้นทางฝึกฝนของผู้เป็นสหาย!! ความน่าเกรงขามของ เหยาซาน ไม่ใช่สิ่งที่เศษสวะเช่นพวกเจ้าจะวิพากษ์วิจารณ์!!”
ทั้งสามคนได้ยินเช่นนั้น ก็พลันถลึงตาแข็งกร้าวโดยพลัน...ด้านพื้นฐานลมปราณ ทั้งสามก็อยู่ในชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง ไม่แตกต่างจากตันเหมา แต่แน่นอนว่าทักษะการต่อสู้ย่อมต้องเหนือกว่า หลังฝึกฝนในสำนักสายลมประจิมมาหลายปี...
“พูดดี ๆ ด้วย กลับแข็งข้อข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าสายเลือดตระกูลป้ายเหล็ก กระดูกมันจะแข็งได้เยี่ยงเหล็กหรือไม่!!” ศิษย์สายในผู้หนึ่งแค่นเสียงเยือกเย็น แผ่รัศมีลมปราณดุดันออกมาอีกสองคนก็มิต่างกัน แสยะยิ้มชั่วร้าย จากที่คิดจะรีดไถเล็กน้อยเวลานี้เริ่มอยากจะยกระดับการรีดไถขึ้นไปอีกขั้น
ตันเหมา แม้จะไร้สวรรค์ด้านวรยุทธ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีค้ำฟ้าต่อให้สู้ไม่ได้ก็ไม่คิดจะถอยอีกแล้ว... ศิษย์คนอื่น ๆ รอบด้านพลันถอยห่างออกมาไม่มีใครแม้แต่คนเดียวกล้าที่จะเข้าไปห้ามปรามอีกทั้งหลายคนก็ยังอยากเห็นเช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้...
ขณะที่กำลังจะพุ่งเข้าหากันนั้นเอง เสียงกระแอมไอจากหลังฝูงชนก็พลันดังขึ้นพร้อมกับถ้อยวาจาที่ราวกับฟ้าผ่าลงมา บนศีรษะของศิษย์สายในทั้งสามคนนั้น...
“หากพวกเจ้าขยับขา ข้าจะหักขาพวกเจ้า... หากพวกเจ้าขยับแขนข้าจะหักแขนพวกเจ้า... หากพวกเจ้าอ้างปากร้อง ข้าจะตัดลิ้นพวกเจ้า...และหากพวกเจ้าคิดที่จะตอบโต้ศิษย์พี่ตันของข้าแม้แต่นิดเดียว ข้าจะสังหารพวกเจ้า!!”
เสียงที่แฝงเร้นไปด้วยอำนาจสยบ กดทับลงมายังร่างของศิษย์สายในทั้งสามคนในพริบตา...
ร่างของทั้งสามคนพลันสั่นเยือกขึ้น ก่อนจะพบว่าผู้คนโดยรอบกำลังแหวกทางออกทอดยาวไปจนถึงหน้าประตูเพื่อให้บุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาในนี้อย่างสะดวก สายตาของบุรุษผู้นั้นน่าสะพรึงกลัวจนทุกคนหนังศีรษะด้านชา...
“พวกเจ้าสามคนจงยืนอยู่เช่นนั้น ปล่อยให้ศิษย์พี่ตันของข้าทุบตีจนกว่าจะพอใจ!!”
เสียงของ เหยาซาน เย็นยะเยือกเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบไปโดยพลันราวกับว่าไอร้อนภายในห้องหลอมยาแห่งนี้ สลายหายไปจนหมดสิ้น...
.....................................................