บทที่33
แผนการเพื่อผลประโยชน์
ในตอนนี้พ่อบ้านของตระกูลใหญ่ทั้งสองเดินทางมาอย่างพร้อมเพรียงภายในที่ดินของจางหยวน
รถม้าของพวกเขาจอดลงบริเวณด้านหน้าประตูรั้ว
จางหยวนเดินเข้าไปอย่างรวดเร็วอันดับแรกไปทักทายผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนนั่นคือพ่อบ้านโม่
จางหยวนก้มศีรษะของตนเองลงไปเล็กน้อยคาราวะผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม “ คาราวะพ่อบ้านโม่ขอรับ”
อีกฝ่ายแบกกลองบางอย่างมาแล้วบริเวณด้านหลังมีผู้คุ้มกันสองคนก็ถือของบางอย่างมาคนละหนึ่งชิ้นมันถูกคุมทับเอาไว้ด้วยผ้าจึงไม่สามารถมองเห็นและล่วงรู้ได้ว่าคืออะไร
เมื่อจางหยวนท่ามกลางคารวะอีกฝ่ายคนผู้นั้นพยักหน้าตอบรับกลับไป “ ข้าจะมาสนทนาเกี่ยวกับเรื่องภาพที่เจ้าวาดไปให้ที่ตระกูล”
จางหยวนก้มศีรษะลงเล็กน้อยและพูดอย่างนอบน้อม “ ในเมื่อท่านมาสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนั้นคงจะพูดคุยอีกนานเชิญท่านเข้าไปรอข้าด้านในก่อนเลยขอรับข้าจำเป็นจะต้องรับแขกอีกหนึ่งคนที่เดินทางมา หวังว่าผู้อาวุโสจะไม่ถือสา ”
พ่อบ้านโม่พยักหน้าตอบรับ
หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปบริเวณด้านในแต่ก่อนที่จะเดินเข้าไปบริเวณด้านในพ่อบ้านโม่หันไปมองพ่อบ้านเสิ่นอยู่บริเวณด้านหลัง
ทั้งสองใช้ดวงตาสบมองเข้าหากันราวกับว่ามีเปลวเพลิงลุกไหม้
เพียงแค่เด็กมองยังสามารถสังเกตเห็นเลยว่าพวกเขาทั้งสองไม่ถูกกัน
หลังจากที่แขกผู้เดินทางมาก่อนโดนนำพาเข้าไปต้อนรับบริเวณด้านใน
จางหยวนเดินไปบริเวณด้านหน้าเขาไปหาพ่อบ้านเสิ่นเขาเดินเข้าไปหาชายผู้นี้นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้าและพบกัน
มันเป็นผู้อาวุโสที่มีร่างกายอ้วนถ้วนมีท่าทางเย่อหยิ่งแตกต่างจากพ่อบ้านโม่
จางหยวนแม้จะรู้อยู่แล้วว่ามันคือผู้ใดเพราะจากการคาดเดาแต่เขาก็พยายามแสดงท่าทางไร้เดียงสาก้มศีรษะและเอ้ยคารวะตามมารยาท “ คารวะท่านผู้อาวุโสไม่ทราบว่าท่านเป็นผู้ใดและเดินทางมาพบค่าด้วยเหตุอันใด”
“ ข้าเดินทางมาตามคำสั่งของนายท่านเสิ่นมาแจ้งว่าในอีกสองวันให้เจ้าไปพบที่ร้านน้ำชากลางเมืองในยามบ่าย ” มันพูดออกมาด้วยท่าทางหยิ่งยโสดวงตาคู่นั้นสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามองจางหยวนต่ำกว่ามัน
ในสายตาของคนผู้นี้เขาที่เป็นคนพิการและเป็นเพียงแค่คนปลูกผักแทบจะไม่มีค่าเลย
หลังจากที่มันกล่าวจบไม่อjยู่ฟังคำตอบกลับของจางหยวน
สบัดก้นของตนเองและก็ขึ้นรถมาพร้อมกับเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว
จางหยวนที่ยืนอยู่คิดภายในใจของตนเอง “ คนผู้นี้แตกต่างจากพ่อบ้านโม่ยิ่งนักทั้งท่าทางที่ดูเย่อหยิ่งและก็คำพูดคำจาของมัน ”
ในตอนนี้สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างของแขกทั้งสองที่มาพบหน้า
จางหยวนหลังจากที่ได้รับฟังคำของมันเรียบร้อยแล้วเขาเดินเข้าไปบริเวณด้านในเพื่อไปพบพ่อบ้านโม่ที่รออยู่ก่อน
พ่อบ้านโม่นั่งรออยู่บริเวณใจกลางบ้านในตอนนี้ฮุ่ยหวงและฮุ่ยหลิงนำเอาชามาต้อนรับแขกตามมารยาท
จางหยวนที่เพิ่งเดินทางกลับเข้ามาเท้าทั้งสองข้างมาหยุดลงบริเวณด้านหน้า
เขาก้มศีรษะของตนเองลงไปเล็กน้อยแล้วก็กล่าวออกมา “ ขออภัยท่านผู้อาวุโสด้วยพอดีว่ามีแขกเดินทางมาพร้อมกันจำเป็นจะต้องต้อนรับแขกด้านหน้าให้เสร็จก่อน”
“ ไม่เป็นอันใด แต่ว่าคนผู้นั้นคือพ่อบ้านของตระกูลเสิ่นมิใช่รึ? ” พ่อบ้านโม่เอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตระกูลทั้งสองเหมือนกับไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่สมัยก่อน
แน่นอนว่าผลพวงเกี่ยวกับเรื่องนั้นมันก็ทำให้คนภายในตระกูลเขียดหน้ากันด้วยเช่นเดียวกัน
โดยสำหรับพ่อบ้านโม่และก็พ่อบ้านเสิ่นผู้ที่มีตำแหน่งเดียวกันแต่อยู่คนละสกุลพวกเขามองอีกฝ่ายเหมือนกับศัตรูคู่อาฆาต
ไม่ว่าจะลงมือทำอะไรหรือว่าลงมือทำตามคำสั่งของตระกูลก็มักจะเจออีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้หรือว่าคู่แข่งอยู่เสมอ
อย่างเช่นการซื้อขายพวกของเข้าตระกูลอย่างพวกวัตถุหรือว่าพวกงานศิลปะเมื่อรู้ว่ามีจิตรกรรมเรื่องชื่อถูกขายอยู่พ่อบ้านของทั้งสองตระกูลก็จะพบหน้ากัน
พวกเขาผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาโดยตลอดเพราะแบบนั้นความสัมพันธ์เองก็ไม่ได้แตกต่างจากศัตรูคู่อาฆาต
อีกฝ่ายเอ่ยถามออกมาเช่นนั้นจางหยวนตอบกลับไปอย่างไม่ปกปิด “ ขอรับคนผู้นั้นเป็นพ่อบ้านเสิ่น”
“ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่ามันเดินทางมาด้วยเหตุอะไร? ” พ่อบ้านโม่เอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็ว
จางหยวนก็ตอบกลับไป “ คือว่าเมื่อวานมีคนจากตระกูลเสิ่นมาขอพบข้าเเล้วก็บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะสนทนาด้วย ”
“ แต่ว่าข้าเกรงกลัวว่าตนเองจะเป็นอันตรายก็เลยบอกให้พวกเขานัดหมายที่สนทนาใหม่”
“ ในวันนี้เพราะบ้านผู้นั้นก็เลยมาแจ้งข่าวให้กับข้าน้อยได้ฟังขอรับ” จางหยวนพูดออกไปอย่างไม่ปกปิด
หลังจากที่ได้ฟังเช่นนั้นพ่อบ้านโม่ท่าทางสงบนิ่งและสุขุม
ภายนอกนั้นดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ภายในแววตาเต็มไปด้วยความคิดมากมาย
จางหยวนก็มองเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้แสดงว่าการปรากฏกายของพ่อบ้านเสิ่นน่าจะมีผล
ในใจของพ่อบ้านโม่หลังจากที่ได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องราวนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าตระกูลเสิ่นคงจะมีแผนการอะไรที่ขัดขวางหรือว่าทำลายผลประโยชน์ของตระกูลโม่อย่างแน่นอน
พ่อบ้านโม่จึงพูดขึ้นมาหลังจากที่นิ่งคิดไปสักพัก “ จะบอกว่าเป็นการเตือนก็ได้ตระกูลเสิ่นไร้คุณธรรมเจ้าจะลงมือกระทำอันใดกับพวกมันก็ระวังตัวเอาไว้ ”
“ คนพวกนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตนเองแล้วย่อมไม่เลือกวิธีการ ”
จางหยวนพยักหน้าตอบรับกลับไปภายในใจรู้ดีว่าแผนการที่ตัวเองวางเอาไว้มันได้ผล
“ ขอบคุณท่านพ่อบ้านโม่ที่เอ่ยเตือนข้าน้อยจะระวังตัวเอาไว้ ”
“ แล้วในวันนี้ท่านเดินทางมา… ”
“ เกี่ยวกับเรื่องภาพวาดที่เจ้าส่งให้กับพวกเราเมื่อวานนายท่านพึงพอใจเป็นอย่างมากนำของรางวัลมามอบให้กับเจ้า ” พ่อบ้านโม่นำพาเข้าสู่เรื่องเดิมที่เป็นเนื้อหาหลักในการเดินทางมาสถานที่แห่งนี้
โดยเขาวางกลองไม้ภายในมือของตนเองลงบนโต๊ะและก็เปิดออกสิ่งที่มันอยู่ภายในนั้นเป็นเงินที่ถูกจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
จางหยวนเมื่อมองเห็นเงินพวกนั้นดวงตาลุกวาวขึ้น
พ่อบ้านโม่กล่าวต่อ “ พวกนี้เป็นเงินที่นายท่านตั้งใจจะมอบให้กับเจ้าในตอนแรกตกลงกันเอาไว้เพียงแค่หนึ่งร้อยตำลึงแต่ว่านายท่านพึงพอใจเป็นอย่างมากกับผลงานจึงให้เพิ่มเป็นร้อยห้าสิบตำลึง”
จางหยวนคิดเอาไว้อยู่แล้วพอมองเห็นว่าจำนวนเงินภายในนั้นมันน่าจะมีมากกว่าหนึ่งร้อยตำลึง
จางหยวนก้มศีรษะของตนเองลงไปเล็กน้อยกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายตามมารยาท “ ฝากขอบคุณนายท่านโม่ด้วยขอรับ”
พ่อบ้านโม่พูดกลับมา “ ไม่เพียงเท่านั้นคุณชายและคุณหนูยังฝากของสองสิ่งนี้มาให้กับเจ้าอีก ”
พ่อบ้านโม่ยื่นมือของตนเองไปด้านหลังหยิบวัตถุทั้งสองที่ผู้ติดตามสองคนกำลังถืออยู่มา
จางหยวนสังเกตเห็นมันตั้งแต่แรกแล้วก็รู้สึกสงสัยมันมาตั้งนานแล้วมันเป็นวัตถุปริศนาที่โดนคุมเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวอย่างมิดชิด
โดยหนึ่งมันเป็นวัตถุทรงยาวหนึ่งเป็นวัตถุทรงกลม
พ่อบ้านโม่ขึ้นมาแล้วก็ตั้งเอาไว้บริเวณด้านหน้าเขาเริ่มเปิดจากวัตถุทรงกรมที่มันมีผ้าสีขาวห่อหุ้มเอาไว้ก่อน
เมื่อมันได้ถูกเปิดออกสิ่งที่พบเห็นมันคือไข่มุกไข่มุกก้อนโตที่กำลังส่องประกายแวววาวมันเป็นไข่มุกเนื้อนวลงดงามเป็นอย่างมาก มูลค่าของมันคงจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึง “ นี่มันอันใดอย่างนั้นหรือขอรับ?”
จางหยวนตื่นตระหนกตกใจกับของมีค่าที่อยู่บริเวณด้านหน้า
จบบท