จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    ตอนที่ 35 ใกล้เข้าขั้นหยั่งรู้

    ตอนที่ 35

    ใกล้เข้าสู่ขั้นหยั่งรู้ 

    ในขณะที่ให้หวังเซียนไปเจรจากับสกุลโม่ให้บัดนี้หลิงเฉินก็ได้ออกมาล่าพวกสัตว์อสูรวิญญาณนอกเมืองเช่นทุกวัน 

    ภายในป่าใกล้ๆเมืองชิงลู่เด็กหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬกำลังเดินสำรวจภายในป่าอย่างช้าๆ โชคดีที่ภายในเมืองชิงลู่ไม่ค่อยมีผู้ฝึกตนมากเท่าไหร่เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาภายในป่าลึกๆเพื่อหาสัตว์อสูรวิญญาณจึงไม่ค่อยมีนัก หลิงเฉินเลยเดินสำรวจได้โดยไม่ต้องคอยหลบผู้คน

    ยามนี้พลังวิญญาณภายในร่างกายของเขาขัดเกลาใกล้เข้าสู่ขั้นหยั่งรู้แล้ว พลังวิญญาณของหลิงเฉินอยู่ในระดับ รากฐาน ขั้นที่ 10 แล้ว เขาใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็น่าจะทะลวงขึ้นไปถึงขั้น หยั่งรู้ที่ 1 ได้โดยไม่ยากนัก

    และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่การรักษาคุณหนูรองของสกุลโม่จำเป็นต้องรออีก 10 วัน 

    ถ้าหลิงเฉินคาดการเอาไว้ไม่ผิดคุณหนูรองของสกุลโม่ คงจะป่วยเป็นโรควิญญาณหลับใหล มันเป็นโรคที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ฝึกตนที่มีแก่นพลังวิญญาณอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับเซียน 

    แต่เมื่อเกิดโรคนี้ขึ้นมาแล้วผู้คนส่วนใหญ่ก็มิเป็นอันใดเพราะว่ามันก็เหมือนกับบททดสอบธรรมดาภายในความฝันก็เท่านั้น แต่ก็จะมีคนบางประเภทที่ไม่สามารถผ่านมันได้แล้วติดอยู่ภายในนั้น

    การที่จะช่วยเหลือคนที่ติดอยู่ภายในโรควิญญาณหลับใหลนั้นก็ไม่ได้ยากอันใด ก็เพียงแค่ต้องพาจิตของผู้ที่คิดจะช่วยเหลือแทรกแซงเข้าไปภายในความฝันของคนผู้นั้นก็เพียงเท่าเอง แต่การที่จะแทรกแซงจิตเข้าไปได้ระดับพลังวิญญาณของผู้ที่กระทำจะต้องอยู่ในระดับเดียวกันหรือว่าสูงกว่าเท่านั้น

    ถ้าคุณหนูรองของสกุลโม่ป่วยเป็นโรคนี้มันก็แปลว่าแก่นพลังวิญญาณของนางปรากฏออกมาแล้วว่าเป็นแก่นพลังวิญญาณที่อยู่ต่ำกว่าระดับเซียน ระดับพลังวิญญาณของนางน่าจะอยู่ในระดับยังรู้ ขั้นที่ 1 

    เพราะเช่นนั้นตอนนี้ถึงมาขอร้องให้หลิงเฉินช่วยเหลือเขาก็ทำอันใดไม่ได้ ต้องรอให้พลังวิญญาณภายในร่างกายของเขาขึ้นไปอยู่ในระดับหยั่งรู้เสียก่อน

    ภายในจวนสกุลโม่ก็น่าจะมีผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับสูงกว่าระดับ หยั่งรู้ ขั้นที่ 1 อยู่ ถ้าหลิงเฉินบอกวิธีไปเขาก็คงจะแก้ได้ไม่ยากเย็น แต่ใครจะบอกกันเล่า ถ้าเขาบอกไปก็ไม่ได้ของรางวัลตอบแทนกันพอดี

    ข้อเสนอที่เขายื่นไปคือไข่มุกบริสุทธิ์จำนวน 100 เม็ด และเงิน 5000 ตำลึง และก็ขอยืมอาวุธวิญญาณประจำสกุลโม่ ทวนวายุอัคคี เป็นเวลาหนึ่งวัน

    อย่างที่ 1 เงิน 5000 ตำลึงที่เขาเรียกจากสกุลโม่ เขาจะนำมันมาเป็นเงินทุนแรกเริ่มของพรรคที่เขากำลังจะสร้างขึ้น เพราะว่าตอนนี้เงิน 3,000 ตำลึงที่เขาได้มาจากเมืองหลวงมันก็เริ่มร่อยหรอเต็มทีแล้ว เขาจำเป็นต้องมีเงินทุนเอาไว้ 

    อย่างที่ 2 ไข่มุกบริสุทธิ์จำนวน 100 เม็ด เมื่อพูดถึงไข่มุกบริสุทธิ์ ในเมืองแห่งนี้คงจะหาซื้อไม่ได้เขาจึงต้องไหว้วานคนของสกุลโม่จัดเตรียมมาให้เขาสักหน่อย ไข่มุกพวกนี้หลิงเฉินจะนำมันไปเป็นอาวุธวิญญาณ โดยการนำพวกมันไปเป็นวัตถุในการรับรองทักษะของพวกสัตว์อสูรวิญญาณโดยใช้อักขระกลืนวิญญาณในการสร้าง เพียงมีไข่มุกเขาก็จะสามารถใช้งานทักษะของพวกสัตว์อสูรวิญญาณได้

    อย่างที่ 3 เขาขอยืมทวนวายุอัคคีจากสกุลโม่หนึ่งวัน ทวนวายุอัคคีคืออาวุธวิญญาณที่มีทักษะของอสูรระดับสีดำถูกผนึกเอาไว้อยู่ โดยคนที่สร้างอาวุธชิ้นนี้ขึ้นมาก็คือตัวของเขาในชีวิตที่แล้ว ตอนนั้นเขาสร้างมันให้กับผู้นำของสกุลโม่ในตอนนั้นที่เป็นสหายรักกัน  เขาจะนำมันมาเป็นอาวุธเพื่อใช้ในการต่อกรกับสัตว์อสูรวิญญาณระดับสีดำภายในป่านี้สักตัวเพราะว่าเขาต้องการแก่นพลังและทักษะของพวกมันมาใช้ประโยชน์ 

    เพราะเช่นนั้นหลิงเฉินเลยจำเป็นต้องการขอยืมทวนวายุอัคคีจากสกุลโม่สักหน่อย ด้วยพลังของเขาในตอนนี้คงจะไม่สามารถเอาชนะอสูรวิญญาณระดับสีดำได้อย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องมีมันเข้ามาช่วย

    หลังจากที่เดินไปคิดไปอยู่ภายในป่าแห่งนี้สักพักหลิงเฉินเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของอสูรวิญญาณที่อยู่แถวๆนี้ หางตาของเขาปรายตาไปมองทางด้านขวามือ

    ร่างของเสือดำที่มีหัวอยู่ 2 หัวได้ก้าวเท้าทั้งสองข้างของมันเข้ามาดวงตาที่เป็นสีแดงเพลิงกำลังจ้องมองมาที่ร่างของหลิงเฉิน 

    มันคือสัตว์อสูรวิญญาณระดับสีฟ้าสัตว์อสูรวิญญาณเสือดำ 2 หัว หลิงเฉินเลือกที่จะเดินอยู่บริเวณป่าด้านนอกเขาจึงพบเจอได้แต่สัตว์อสูรวิญญาณระดับสีฟ้าเท่านั้นแต่ถ้าเดินลึกเข้าไปก็อาจจะเจอสัตว์อสูรวิญญาณระดับสีแดงหรือสีดำก็ได้แต่มันจะอันตรายเกินไปสำหรับเขา 

    สัตว์อสูรวิญญาณตัวนี้มันได้แสดงเจตนาต่อสู้อย่างชัดเจน หลิงเฉินได้ยกนิ้วมือของตนเองขี้นมาแล้วเริ่มเขียนอักขระ

    อักขระสีเขียวเปล่งประกายก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปใส่ร่างของสัตว์อสูรวิญญาณตัวนั้น มันเป็นอักขระที่เอาไว้ใช้หยุดการเคลื่อนไหวที่หลิงเฉินใช้ประจำ แต่กระนั้นอักขระระดับสีเขียวมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับอสูรวิญญาณระดับสีฟ้ามากสักเท่าไหร่

    จากผลที่จะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวได้ก็เหลือแต่เพียงทำให้เชื่องช้าลงก็เท่านั้น แต่มันก็เพียงพอแล้ว

    เสือดำ 2 หัวเคลื่อนไหวได้ช้าลง เด็กหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬได้ยกนิ้วของตนเองขึ้นมาวาดอักขระอีกครั้งหนึ่ง อักขระสีฟ้าเปล่งประกายก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปใส่ร่างของสัตว์อสูรวิญญาณที่กำลังพยายามย่างกายเข้ามาใกล้หลิงเฉิน

    ร่างของเสือดำ 2 หัวได้ถูกยกลอยขึ้นจากผลของอักขระ หลิงเฉินได้สะบัดมือของตนเองทำให้ร่างของสัตว์อสูรวิญญาณกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ต้นใหญ่

    “ อ๊าก!!! ”  มันส่งเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด

    หลิงเฉินไม่รอช้าเขาได้วาดอักขระระดับสีฟ้าเพื่อสร้างเปลวเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วโจมตีใส่ร่างของสัตว์อสูรวิญญาณตัวนั้นซ้ำไปอีกครั้ง ตูม!!!

    ตอนนี้ระดับพลังวิญญาณของเขาอยู่ในระดับรากฐาน ขั้นที่ 10 พลังอักขระของเขาจึงทรงพลังขึ้นเป็นอย่างมาก ตอนนี้สัตว์อสูรวิญญาณสีฟ้าระดับต่ำเช่นเสือดำสองหัวตัวนี้เขาสามารถกำจัดได้อย่างไม่ยากเย็นนัก 

    เมื่อสามารถสังหารสัตว์อสูรวิญญาณตัวนี้ได้แล้วหลิงเฉินได้นำมุกสีขาวภายในเสื้อของตัวเองออกมาถือเอาไว้ที่ฝ่ามือทันที มุกสีขาวขนาดเท่าไข่ไก่เปล่งประกายพลังวิญญาณสีฟ้าเข้มออกมา เขาได้เริ่มร่ายอักขระกลืนวิญญาณ เพื่อดูดซับพลังวิญญาณจากแก่นพลังวิญญาณของอสูรวิญญาณตัวนั้นเข้ามาภายในมุกสีขาวที่อยู่บนมือ 

    เมื่อพลังวิญญาณถูกดูดจนหมดแล้วมุกสีขาวบนฝ่ามือข้างซ้ายของหลิงเฉินก็เปล่งประกายออร่าพลังวิญญาณมากกว่าเดิม

    “ เอาละข้ากลับดีกว่า ”

    จบตอน