เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    ตอนที่ 42 กองโจรโลหิต (1)

    มื่อมาถึงร้านอาหาร กัวรุ่ยหานสั่งอาหารขึ้นชื่อมากมายหลายอย่างมาให้จื่อต้าหลงได้ลิ้มลอง จื่อต้าหลงในตอนนี้หิวจะแย่ เมื่ออาหารมาถึงเขาก็กินทันที “โอ๊ะ!! อร่อยมาก!” จื่อต้าหลงสวาปามอย่างรวดเร็วจนกัวรุ่ยหานถึงกับต้องสั่งมาเพิ่ม “ข้าขอสุราด้วย” จื่อต้าหลงบอกกัวรุ่ยหาน เป็นเหตุให้นางต้องสั่งสุราและรินให้กับเขาอีกยกใหญ่ ทั้งคู่คุยเล่นกันไปจนจื่อต้าหลงกินอิ่ม “เจ้ากินน้อยจัง ไม่หิวรึ….?” จื่อต้าหลงถาม


    “ข้าเห็นท่านกินก็อิ่มแล้วเจ้าค่่ะ ฮิฮิ” กัวรุ่ยหานกล่าวพลางยกมือขึ้นมาปิดปากยิ้ม หลังจากอิ่มแล้ว หญิงสาวก็พาจื่อต้าหลงไปเดินเล่นเพื่อย่อยอาหาร นางพาเขาเดินผ่านบรรยากาศยามค่ำคืน โคมไฟระย้าส่องแสงสว่างสลัวๆพร้อมกับเหล่าดอกไม้ต้นไม้นาชนิดที่รายล้อมตลอดสองข้างทาง ช่างเป็นการเดินเล่นที่เพลิดเพลินยิ่งนัก นึกได้ดังนั้นจื่อต้าหลงจึงหยิบสุราดอกไม้ขึ้นมาดื่ม พร้อมกับส่งให้กัวรุ่ยหาน หญิงสาวรับสุรามาดื่มต่อจากเขาด้วยท่าทีเขินอาย หลังจากเดินไปได้สักพัก นางก็บอกว่า “คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” 


    จื่อต้าหลงยิ้มพลางกล่าวกับนางว่า “พระจันทร์สวยมาตั้งนานแล้ว เหมือนเจ้าไง…” 


    กัวรุ่ยหานที่ได้ยินดังนั้นถึงกับเขินอายใบหน้าแดงระเรื่อ นางม้วนตัวบิดไปบิดมาอย่างน่าขัน ช่างน่าเอ็นดูเสียนี่กระไร?

    หลังจากแกล้งกันเสร็จจื่อต้าหลงก็อาสาเดินไปส่งกัวรุ่ยหานที่บ้าน เมื่อมาถึงประตูบ้านกัวรุ่ยหานถามขึ้นมาว่า “เราจะยังได้พบกันอีกมั้ย?”


    “แน่นอนว่าต้องได้พบ ข้ายังอยู่เมืองนี้อีกนานนัก” จื่อต้าหลงตอบยิ้มๆ


    “ถ้างั้นพวกท่านย้ายมาพักในจวนข้ามั้ย? ที่ตระกูลมีห้องรับแขกเหลือเฟือเลย” กัวรุ่ยหานกล่าวชักชวน ไหนๆที่บ้านนางก็มีห้องพักเหลืออยู่มากมาย อีกอย่างนางเองก็อยากอยู่กับจื่อต้าหลงนานๆด้วย


    “ได้ด้วยรึ? ท่านปู่เจ้าคงไม่ว่าอะไรกระมัง?” จื่อต้าหลงถาม


    “ได้แน่นอน ท่านเป็นถึงผู้ช่วยชีวิตหลานสาวสุดรักของเขาเลยนะ” กัวรุ่ยหานตอบยิ้มๆ


    “งั้นข้าจะไปชวนสหายอีกสองคนมาด้วยนะ เจอกันพรุ่งนี้เวลาเดิมนะ ตกลงหรือไม่?” จื่อต้าหลงกล่าว


    “ได้เลยเจ้าค่ะ” กัวรุ่ยหานตอบ


    “งั้นข้าไปล่ะ” กล่าวจบจื่อต้าหลงก็โบกมือลานางจากนั้นจึงเดินกลับไปที่โรงเตี๊ยมของตัวเอง ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ ได้ที่พักฟรี ข้าวฟรี ตั้งหลายวันแถมยังได้เจอสาวงามด้วย เฉิงไฉเซียวกับลวี่เหรินย่อมไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาเองก็คงชอบที่ได้ใกล้ชิดหญิงสาวตระกูลกัว


    หลังจากกลับถึงโรงเตี๊ยม จื่อต้าหลงขึ้นไปยังชั้นสอง เขาเห็นสองหนุ่มกลับมากันแล้วก็รีบเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยทันที 

    “เฮ้ เป็นอย่างไรบ้าง?” จื่อต้าหลงกล่าวถามทั้งคู่


    “ฮ่าๆๆ สองสาวที่ไปกับข้าน่ารักมาก พวกนางเป็นกันเองสุดๆ” เฉิงไฉเซียวกล่าวดูท่าทางอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย


    “ของข้าก็เหมือนกัน….” ไม่ต้องเสียเวลาให้จื่อต้าหลงถามลวี่เหรินชิงบอกออกมาก่อนเลย


    “งั้นรึดีแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้พวกเราไม่ต้องพักโรงเตี๊ยมกันแล้วนะ เพราะว่าข้าได้รับเชิญจากแม่นางกัวรุ่ยหานให้ไปเป็นแขกที่ตระกูลกัว ทีนี้พวกท่านจะได้เจอพวกนางบ่อยขึ้นไงล่ะ” จื่อต้าหลงกล่าวยิ้มๆ


    เฉิงไฉเซียวได้ยินดังนั้นก็ตบไหล่จื่อต้าหลงอยู่ 2-3 ครั้ง เป็นสัญญาณประมาณว่า เจ้าทำได้ดีมาก มันต้องอย่างนี้สิสหายข้า! 


    “พวกบ้าผู้หญิง…”ลวี่เหรินกล่าวเสียงเรียบ


    “หุบปากไปเลยนะเจ้าเองก็ขี้หลีเหมือนกันนั้นแหละ” จื่อต้าหลงกล่าวพลางพ่นลมออกมาจากจมูก


    ลวี่เหริน "…."


    “ตกลงตามนี้พรุ่งนี้ยามเที่ยงพวกเราไปที่จวนตระกูลกัวกัน” จื่อต้าหลงกล่าว


    วันถัดมายามเที่ยงสามหนุ่มก็พากันไปที่ตระกูลกัว มีกัวรุ่ยหาน ออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังจากพาไปดูห้องพักเสร็จ พวกเขาก็นัดกันไปชมเมือง เมืองดอกไม้แม้จะไม่ใหญ่โตมากมายแต่นับว่าเป็นเมืองที่สวยงดงามเมืองนึงเลยก็ว่าได้ บางทีได้ท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ บ้างก็ทำให้จิตใจรู้สึกสงบได้ ในหลายวันมานี้ พวกเขาเที่ยวกันทุกซอกทุกมุมของเมือง ความสนิทก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ


    เมืองดอกไม้สงบยิ่งนัก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเยอะมากมายไปด้วยฝูงชน แต่ก็ยังรักษาบรรยากาศสงบๆได้ น้อยครั้งที่จะมีเรื่องเอะอะโวยวายเกิดขึ้นในเมือง ผู้คนมักอยู่กันอย่างสงบ 


    วันนี้ จื่อต้าหลงกับกัวรุ่ยหานก็ไปเที่ยวกันสองคนในเมืองเช่นเคย บรรกากาศข้างทางยังคงเต็มไปด้วยดอกไม้หอมนานาชนิด ระหว่างที่กำลังเดินเล่นอยู่นั้น ทั้งสองเห็นกลุ่มคนแบกร่างทหารตรวจการของเมืองใส่เปลไว้สามคนกำลังถูกหามมา เห็นดังนั้น ด้วยความที่เป็นหลานสาวเจ้าเมืองกัวรุ่ยหานจึงเข้าไปสอบถามเรื่องราว


    “พี่เหยาเกิดอะไรขึ้นหรือ?” กัวรุ่ยหานถาม


    ทหารประจำการที่ชื่อว่า กัวเหยา ตอบมาว่า “วันนี้ทหารลาดตระเวณโดนทำร้าย สภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย พวกเขาเล่าให้ฟังว่า ไปพบกับกองโจรโลหิตเข้า จึงได้เกิดการปะทะกัน ไปสิบคนหนีรอดมาได้แค่สามคนนี้เท่านั้น ระหว่างนี้เจ้าก็ไม่ควรออกไปไหน กองโจรโลหิต มีชื่อเสียงเรื่องปล้นฆ่า หากมัวแต่เพ่นพ่าน…. จะต้องตกเป็นเป้าหมายของพวกมันแน่” 


    “พี่เหยากองโจรโลหิตน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือเจ้าคะ?” กัวรุ่ยหานถาม


    “แน่นอนว่าพวกมันโด่งดังในระแวกนี้ พวกมันออกปล้นหมู่บ้าน ออกปล้นเมือง อยู่เป็นนิจ วิธีการปล้นของพวกมันโหด

    เหี้ยมมากนัก! หากมีผู้ใดปฏิเสธการปล้นพวกมันก็จะฆ่าทิ้ง กองโจรโลหิต ออกปล้นมาตลอดหลายปีนี้ ทำให้ชื่อเสียงของพวกมันโด่งดังมาถึงที่นี่ ไม่รู้ว่าพวกมันปล้นกันมาแล้วกี่หมู่บ้านกี่เมือง” กัวเหยาตอบด้วยเสียงขรึม


    “พวกมันมาป้วนเปี้ยนแถวเมืองเรา… หรือว่าพวกมันคิดที่จะปล้นเมืองเรา?” กัวรุ่ยหานถามน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย


    “แน่นอน… เป้าหมายของพวกมันคือเมืองของพวกเราอย่างแน่นอน! ข้ากำลังจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานท่านเจ้าเมืองอยู่พอดี” กัวเหยากล่าว


    “งั้นข้าขอไปด้วยนะเจ้าคะ” กัวรุ่ยหานกล่าว


    “งั้นจงตามข้ามา” กัวเหยากล่าวพร้อมกับเดินนำไปจวนตระกูลกัว


    หลังจากมาถึงที่จวน พวกเขาก็ขอเข้าพบเจ้าเมืองทันที จื่อต้าหลงเองก็ตามพวกเขาไปด้วย เด็กหนุ่มมีสิทธิ์เข้าถึงห้องประชุมอยู่แล้วในฐานะแขกผู้มีพระคุณของเจ้าบ้าน 

     


    ณ โถงประชุม


    “ท่านเจ้าเมือง ขณะนี้ เมืองของเรากำลังเจอกับเหตุร้าย ทหารยามลาดตระเวณ 10 คน ถูกสังหารไป 7 รอดกลับมาเพียง 3 พวกเขาถูกสังหารโดยกองโจร”กัวเหยากล่าวรายงานน้ำเสียงฟังดูเคร่งเครียด


    “เจ้าว่าไงนะ?! ถูกสังหารไป 7 เลยงั้นรึ? กองโจรกลุ่มนี้ช่างเหิมเกริมยิ่งนักพวกมันเป็นกองโจรใดกัน?!” กัวจื่อหรานกล่าวถาม 


    กัวเหยากล่าวว่า “เป็นกองโจรโลหิตขอรับ!!” 


    “กองโจรโลหิตที่กำลังโด่งดังในระแวกนี้น่ะรึ?!!” ได้ยินดังนั้นกัวจื่อหรานถึงกับใบหน้าซีดเซียด


    เขารู้มาว่ากองโจรนี้ออกปล้นฆ่า ทั้งหมู่บ้าน ทั้งเมืองเล็ก พวกมันกระทำการอย่างโหดเหี้ยม ชอบการฆ่าคนเป็นนิสัย ไปที่ไหนที่นั่นถูกย้อมไปด้วยโลหิต พวกมันจึงได้ถูกขนานนามว่า‘กองโจรโลหิต’ตัวหัวหน้า ซ่งเหว่ยหนาน บรรลุถึงลมปราณจิตระดับ 10 ขั้นปลายแล้ว ใกล้บรรลุขั้นลมปราณปฐพีเต็มที ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ กัวจื่อหรานจะต่อกรได้ เพราะตัวกัวจื่อหรานเองนั้นบรรลุลมปราณจิตขั้น 8 เท่านั้น! 


    สำหรับเมืองเล็กๆอย่างเมืองดอกไม้ ผู้ที่บรรลุปราณจิตระดับ 8 ได้้นั้น นับว่าไร้เทียมทานเป็นตัวตนอันสูงส่งแล้ว ซึ่งในเมืองดอกไม้ มีเพียง กัวจื่อหรานที่เป็นเจ้าเมืองเท่านั้นที่บรรลุถึงปราณจิตขั้นที่ 8 ที่เหลือก็ไม่ค่อยมีใครบรรลุระดับลมปราณจิตแล้ว ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นลมปราณก่อเกิดกันทั้งนั้น มีเพียงไม่กี่คนที่บรรลุระดับปราณจิตได้ เช่นกัวเหยา เขาเองบรรลุถึงลมปราณจิตขั้นที่ 3 นับว่าเป็นหัวหน้าผู้คุมกฏของเมืองแห่งนี้

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสำราญจอมป่วน [จบ] ที่คุณอ่าน

    เทพมังกรเหนือปฐพี

    เทพมังกรเหนือปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    741K 474
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    เคล็ดกายานวดารา

    เคล็ดกายานวดารา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    11.12M 7294
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    864K 380