หนึ่งปีแห่งการฝึกฝนตนเองอย่างหนักหน่วงในวัดหลวงจีนทองคำผ่านพ้นไป หมีขาวไม่เพียงแต่มีวรยุทธ์ที่แก่กล้าขึ้นอย่างก้าวะโ จิตใจของนางยังสงบและเยือกเย็นขึ้น สามารถควบคุมพละกำลังมหาศาลของตนได้อย่างเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่นางและพรรคพวกจะอำลาอาราม ท่านเ้าอาวาสอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปีผู้มองเห็นอนาคตอันยิ่งใหญ่ของเด็กสาวผู้นี้ ได้มอบของขวัญชิ้นสำคัญให้นาง
มันคืออาวุธวิเศษสองชิ้น ชิ้นแรกคือกระบองสีทองอร่าม ยาวราวสองเมตร หนักอึ้งแต่เมื่ออยู่ในมือนางกลับเบาราวปุยนุ่น ปลายกระบองสลักลายเมฆและอสนี อีกชิ้นคือดาบยาวเรียวสีทองสุกปลั่งเช่นกัน ตัวดาบส่องประกายเงาวับราวกับสามารถตัดทุกสิ่งให้ขาดได้ในพริบตา ท่านเ้าอาวาสกล่าวว่า "อาวุธทั้งสองนี้มิเพียงแต่ใช้ฟาดฟันศัตรูในยามปกติ แต่ในยามที่ฟ้าฝนคะนอง เมฆหมอกรวมตัว หากเ้าใช้มันอย่างถูกวิธี มันจะสามารถล่อสายฟ้าจาก์ให้ผ่าลงมายังปลายอาวุธ แล้วเ้าจะสามารถขว้างหรือซัดมันออกไปเพื่อสังหารหมู่ศัตรูด้วยพลังแห่งอสนีบาตได้" หมีขาวรับมอบอาวุธทั้งสองด้วยความตื่นเต้นและสำนึกในบุญคุณ นี่คือพลังใหม่ที่จะช่วยให้นางเข้าใกล้เป้าหมายได้อีกก้าว
ในขณะเดียวกัน ณ เมืองหลวงของแคว้นหลิน หนึ่งปีที่ผ่านไปได้เปลี่ยนแปลงองค์หญิงจือหลิงไปไม่น้อยเช่นกัน จากราชธิดาผู้อ่อนโยน บัดนี้พระนางคือผู้นำทัพหญิง "กระบี่วิหคขาว" ที่ฝึกฝนกองกำลังของตนอย่างลับๆ ทุกค่ำคืน องค์หญิงทรงได้รับข่าวจากสายลับที่นางส่งไปสืบความว่า แคว้นจ้าวไม่ได้นิ่งนอนใจกับการเสียหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า พวกมันได้ตระเตรียมกองทัพขนาดมหึมา และบัดนี้ได้เริ่มเคลื่อนพลประชิดชายแดนแคว้นหลินแล้ว โดยใช้เหตุการณ์ที่หมีขาวบุกทำลายขบวนขันหมากเป็ข้ออ้างในการก่อาอย่างเต็มรูปแบบ
"เราจะรอให้ทัพหลวงของเสด็จพ่อเคลื่อนพลไม่ทันการณ์เป็แน่!" องค์หญิงตรัสกับเหล่านางทหารคนสนิท "กองทัพกระบี่วิหคขาวของเรา แม้จะมีจำนวนน้อย แต่เราจะไปถึงชายแดนก่อน เพื่อสกัดกั้นและถ่วงเวลาศัตรูให้ได้มากที่สุด!" ด้วยพระทัยที่เด็ดเดี่ยว องค์หญิงจือหลิงจึงนำทัพวิหคขาวหนึ่งร้อยนายของนาง ลอบเดินทางออกจากเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน มุ่งหน้าสู่ชายแดนด้านที่ติดกับแคว้นจ้าว
ห่างออกไปหลายร้อยลี้ กลุ่มของหมีขาว เิเฉียง หลิวเฟิง เ้าหนูเฉิน และเ้าหมีหูเปียว ก็กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน พวกเขาไม่ล่วงรู้เลยว่าากำลังจะอุบัติขึ้น แต่การเดินทางของพวกเขาถูกชี้นำโดยการทำนายดวงดาวของเ้าหนูเฉิน ที่ปรึกษาตัวน้อยได้คำนวณและอ่านแผนภูมิดวงดาวอยู่หลายคืน จนกระทั่งพบว่า ณ จุดหนึ่งบริเวณชายแดนแคว้นหลิน จะเกิดการรวมตัวของพลังงานครั้งใหญ่ และเป็จุดเปลี่ยนสำคัญแห่งโชคชะตาของหมีขาว
"ข้าไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรขอรับท่านแม่ทัพ" เ้าหนูเฉินกล่าวขณะมองแผนที่ดาวที่เขาร่างขึ้น "แต่ดวงดาวบ่งบอกว่าท่านต้องไปที่นั่น ณ เวลานี้ มันอาจจะเป็โอกาส หรืออาจจะเป็บททดสอบครั้งสำคัญ"
และแล้ว ราวกับโชคชะตากำหนดไว้ กลุ่มของหมีขาวก็เดินทางมาถึงบริเวณชายแดนที่เป็ป่าเขาสลับซับซ้อนแห่งหนึ่ง ในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่กองทัพกระบี่วิหคขาวขององค์หญิงจือหลิงเพิ่งจะมาถึงและเริ่มตั้งค่ายสำรวจพื้นที่
ขณะที่หมีขาวกำลังปีนขึ้นไปบนเนินสูงเพื่อมองตรวจดูภูมิประเทศเบื้องหน้า สายตาของนางก็พลันสบเข้ากับร่างระหงในชุดเกราะสีเงินขาวสะอาดตาที่ยืนอยู่บนชะง่อนผาอีกฟากหนึ่ง ผมยาวสลวยของคนผู้นั้นปลิวไสวตามสายลม แม้จะอยู่ไกล แต่หัวใจของหมีขาวก็กระตุกวูบอย่างรุนแรง...นางจำได้ทันที
องค์หญิงจือหลิงเองก็ทรงรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา เมื่อทรงหันไปตามสัญชาตญาณ พระเนตรก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความใระคนยินดีอย่างสุดขีด ร่างสูงโปร่งกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงด้วยความดุดันอันเป็เอกลักษณ์ แสงสีทองเรืองรองจากอาวุธที่สะพายอยู่บนหลังของคนผู้นั้น...หมีขาว! เป็หมีขาวจริงๆ!
หนึ่งปีที่ไม่ได้พบเจอกัน หนึ่งปีที่ต่างฝ่ายต่างเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปในเส้นทางของตนเอง บัดนี้โชคชะตาได้นำพาทั้งสองให้กลับมาพบกันอีกครั้ง ณ ชายแดนที่กำลังจะลุกเป็ไฟ ท่ามกลางสายลมที่เริ่มพัดพาเอากลิ่นอายของาเข้ามา ไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมาในชั่วขณะนั้น มีเพียงสายตาที่สบประสานกันอย่างลึกซึ้ง สื่อถึงความผูกพัน ความคิดถึง และความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในใจ
การพบพานแห่งโชคชะตาได้เกิดขึ้นแล้ว ก่อนที่พายุาครั้งใหญ่ที่สุดที่แคว้นหลินเคยเผชิญ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า...