“ที่นี่แล้วกัน”สวีหยางอี้ผละสายตาออก “อีกสามวัน ฉันต้องการห้องใต้ดินขนาดใหญ่หนึ่งห้องโดยห้องใต้ดินต้องทนต่อแรงสั่นสะเทือนและเก็บเสียงเตรียมยาปลีกวิเวกสำหรับครึ่งปีให้พร้อม ไปได้”
หลี่จงหยวนรีบจากไปทันทีจากนั้นสวีหยางอี้ก็มองไปยังปีศาจหมาป่าที่สายตาหลุกหลิกกับโจวถิงถิงที่นิ่งเงียบ “ส่วนพวกเธอมีเพียงทางเลือกเดียว”
“ติดตามฉันเท่านั้น”
ทั้งสองยังคงปิดปากเงียบสวีหยางอี้ไม่ได้ถามอะไรต่อ แค่หันกลับไปควักบุหรี่มาสูบลึกๆ หนึ่งเฮือก “แล้วอย่าคิดว่าฉันติดค้างอะไรพวกเธอ”
“เพราะตอนแรกฉันถามพวกเธอแล้วว่ายินดีช่วยรึเปล่าแล้วก็บอกไปแล้วว่าฉันไม่รู้จักคนพวกนั้น” แววตาเขาไร้ความสั่นคลอน “แต่ฉันก็บอกพวกเธอไปแล้วเหมือนกันว่าเบื้องหลังของพวกนั้นไม่ธรรมดา”
“ค่าตอบแทนคือหญ้าน้ำค้างซึ่งพวกนายก็รับไปแล้ว ถือเป็นการเช็คบิลหลังจบเรื่องและถือว่าพวกเราไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน”
“แต่บางทีอาจมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น”สวีหยางอี้หันกลับมาคลี่ยิ้มให้พวกเขา “ยังมีวิธีที่ทำให้คนรักษาความลับได้ตลอดกาลอยู่อีกหนึ่งวิธี”
เขาไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นแล้วบนตัวเขากำลังแบกรับคำมั่นสัญญาไว้สองอย่าง รวมถึงความแค้นส่วนตัวของตัวเองด้วยดังนั้นตอนนี้เขาจึงอยากเริ่มฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์จนแทบรอไม่ไหวแล้ว
ในเวลาแบบนี้เขาจำเป็นต้องตัดตัวแปรที่ไม่แน่นอนทิ้งให้หมดนี่ไม่ใช้เวลาที่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสินใจ
คติเตือนใจจากเรื่องชาวนากับงูเห่าก็พร่ำบอกพวกเราถึงแก่นแท้ของเรื่องอยู่เสมอดังนั้นคงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ
ปีศาจหมาป่าตัวสั่นไปทั่วตัวเหงื่อกาฬไหลรินเป็นสาย แต่โจวถิงถิงกลับไร้ท่าทางหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอได้แต่มองสวีหยางอี้ด้วยดวงตาเป็นประกาย
“หลังจากนี้พวกเธอต้องย้ายออกจากอำเภอไป๋ ฉันให้โอกาสพวกเธอเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว” สวีหยางอี้พ่นควันบุหรี่ออกมาพลางมองควันบุหรี่ที่สลายหายไปตามสายลมก่อนพูดขึ้นเสียงเรียบนิ่ง “ตอนนั้นพวกเธอเลือกจะออกมาด้วยตัวเอง และพวกเธอก็เป็นฝ่ายให้ฉันฝังตราประทับลงบนดวงวิญญาณของพวกเธอเหมือนกับหลี่จงหยวนเอง”
“จากนั้นพวกเธอก็เลือกตามฉันมาด้วยตัวเอง”
“และตอนนี้...”เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้น ใช้เท้าเหยียบขยี้มันพลางมองทั้งสองคนอย่างเยือกเย็น“พวกเธอทั้งสองรู้ที่อยู่ของฉันรู้ว่าฉันถูกตามฆ่าและรู้ที่มาที่ไปของคนที่ตามฆ่าฉันแล้วดังนั้นพวกเธอไม่มีทางถอยกลับอีกต่อไป”
“มีเพียงแค่ต้องติดตามฉันต่อไปหรือไม่ก็ตาย”
“ฉันยินดีติดตามคุณ!”น้ำเสียงเพิ่งสิ้นสุดลง โจวถิงถิงก็โค้งตัวคำนับทันที “ตั้งแต่เจอคุณเป็นครั้งแรกฉันรู้แค่ว่ามีแต่ต้องติดตามคุณไปเท่านั้น ถึงจะได้มีโอกาสร่ำเรียนวิชาจากคุณ!”
“ก่อนหน้านี้สองสามวันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าคุณเก่งกาจแค่ไหน! ดังนั้นฉันเชื่อในการตัดสินใจของตัวเอง!”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนผินหน้าไปอีกทางโจวถิงถิงเม้มปากพลางเดินมายืนอยู่ข้างๆ
เขาไม่พูดอะไรและได้แต่มองหน้าปีศาจหมาป่าอยู่นิ่งๆ
“ฉันยังไม่รู้จักชื่อนาย”
“เฉิงเฉิงเจี้ยนเฟิง...ครับ” ปีศาจหมาป่าไม่กล้าสบตาสวีหยางอี้โดยตรงเข้าได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนเอ่ย “คุณ คุณบอกเรื่องพวกนี้กับผมทำไม?”
“ก็แค่อยากให้นายรู้ไว้ว่าฉันไม่ใช่คนที่กระหายการฆ่าขนาดนั้น”สวีหยางอี้ถอนหายใจอย่างสลด “บางครั้งบางคนมักจะตัดสินใจได้แย่ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ซ้ำยังต้องมาตัดสินใจต่อหน้าคนที่ไม่อยากเจอมากที่สุดดังนั้นก็คงกลัวตายเป็นธรรมดา”
“ถ้านายไม่อยากติดตามฉันฉันก็คงต้องเสียใจด้วย แต่เพื่อไม่ให้ข้อมูลของฉันรั่วไหลออกไปหวังว่านายคงเข้าใจในเหตุผลของฉัน ถ้านายมีอะไรจะสั่งเสียก็บอกฉันมาตอนนี้ได้เลยแล้วฉันจะทำให้นายหลับสบายไปตลอดกาลโดยไม่เจ็บปวดแม้แต่น้อยและจะช่วยสานต่อความปรารถนาของนายต่อไปเอง”
ปีศาจหมาป่าปากสั่นระริก
เขายังเด็กเขายังไม่เคยออกนอกเมือง เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้ฝึกตนที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ตอนนี้ในปี2019 เขาจะจดจำวันนี้ไปตลอดกาล วันที่เขาได้พบกับผู้ฝึกตนที่แท้จริง
ไร้ความรู้สึกแต่ก็มีความรู้สึก พวกผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ ไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพเทพเจ้าพวกเขาเคารพตัวตนของตัวเอง ไม่โลเล และสามารถตัดปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของตัวเองทิ้งได้ทันที
เขารู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน
เป็นไปได้ไหมที่สวีหยางอี้จะเห็นใจ?ก็คงไม่ เพราะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ร่วมมือกันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ตัวเขากลับรู้ความลับของสวีหยางอี้ทั้งหมดรวมถึงข้อมูลของคนที่ตามฆ่าด้วย! ดังนั้นสวีหยางอี้มีเหตุผลเป็นพันเป็นหมื่นที่จะฆ่าเขา
คิดในมุมกลับกันหากตัวเขามีตบะเท่ากับสวีหยางอี้ เขาคงฆ่าอีกฝ่ายตั้งแต่อยู่ในท้องของหลี่จงหยวนแล้ว
“ผม...ยินดีรับใช้ครับ...” เฉิงเจี้ยนเฟิงกัดฟันพูดจากนั้นไอสีขาวก็ลอยออกมาจากทวารทั้งเจ็ดเพียงชั่วพริบตาหมาป่าตัวน้อยน่ารักก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสวีหยางอี้
สวีหยางอี้กัดนิ้วตัวเองตัวเองในบัดดลจากนั้นก็หยดเลือดตัวเองหนึ่งหยดลงไป เฉิงเจี้ยนเฟิงตัวสั่นงั่กทั่วทั้งร่างความรู้สึกคลุมเครืออันอธิบายไม่ถูกพลันโจนขึ้นมาในห้วงวิญญาณ
ราวกับ...หนึ่งดวงวิญญาณมีจิตอยู่สองดวงเขารับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายในดวงวิญญาณของตัวเองได้อย่างเลือนราง
สวีหยางอี้หลับตาลง ทีนี้ก็สบายใจแล้ว หลังจากนี้ไม่กี่วันเขาจะได้เริ่มต้นฝึกตนอย่างสบายใจเสียที
หลังจากนั้นสี่วันภายในหมู่บ้านชนบท
ภายในอุโมงค์ใต้ดินในเรือนชาวนาสองชั้นริมบ่อเลี้ยงปลาสวีหยางอี้กำลังก้มมองผงสีเงินในมือของตัวเองอยู่อย่างเงียบๆ
จากนั้นก็สูดดมเล็กน้อยกลิ่นหอมสดชื่นแล่นผ่านโพรงจมูกราวกับกลิ่นฝนในวสันตฤดู เหมือนกลิ่นของบุหงาอันชวนหลงไหลกลางป่าไผ่ทั้งเบาบางไร้ความเบื่อหน่าย
เมื่อใช้นิ้วลองจิ้มลงไปและเอาเข้าปากลองชิมมันก็สลายหายไปในปากทันทีแต่ก็ยังหลงเหลือรสชาติหอมหวานที่สดชื่นยิ่งกว่าลูกอม ราวกับมันเปิดต่อมรับรสของเขาขึ้นมา
นี่เป็นอุโมงค์ใต้ดินที่ไม่มีลมลอดผ่านภายในระยะเวลาสามวัน หลี่จงหยวนก็ซื้อที่นี่มาได้แล้ว เนื่องจากครอบครัวนี้ทำผักกาดดองขายพวกเขาจึงมีอุโมงค์ใต้ดินนี้เอาไว้ตุนของ
มันเป็นอุโมงค์กว้างประมาณเจ็ดร้อยตารางวาสูงสี่เมตร ก่อนหน้านี้สวีหยางอี้คิดว่าสภาพที่นี่คงอุดอู้และอับไปด้วยกลิ่นแปลกๆทว่าในความเป็นจริงกลับตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเบาบางเหมือนหุบเขาในวสันตฤดูบนพื้นไม่ใช่อิฐราคาถูกเหมือนบ้านชาวนาทั่วไปแต่กลับเป็นพื้นไม้เนื้อแข็งที่ปูทับด้วยพรมนุ่มๆ สีแดงเข้มเดิมทีบนเพดานเป็นหลอดประหยัดไฟ แต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นโคมคริสตัลระย้าบนผนังแขวนไปด้วยภาพพู่กันจีนที่ไม่รู้ว่าได้มาจากไหนสองสามรูป ขับให้อุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้ดูหรูหราขึ้นมาทันตา
หลี่จงหยวนยืนตัวเกร็งสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างๆเขาลงทุนลงแรงไปกับการเปลี่ยนโฉมที่แห่งนี้ เขารู้แก่ใจว่าตัวเองมีค่าและรอดชีวิตมาได้เพียงเพราะหญ้าน้ำค้างหากที่เขาทำพวกนี้ไม่สามารถทำให้ปีศาจร้ายตรงหน้าเขาพอใจได้ เกรงว่า...
ในภายภาคหน้าคงมีคนพบซากศพคางคกขนาดตัวยี่สิบสามสิบเมตรตายขึ้นอืดอยู่ในห้องใต้ดินนี้แน่...
“ชั้นดี” สวีหยางอี้พยักหน้าเอ่ยอย่างพอใจพลางวางกล่องผงนั้นลงข้างๆ“หญ้าน้ำค้างเจริญเติบโตในห้วงราตรี ครั้นแสงแรกของยามอรุณสาดส่องขึ้นเหนือฟ้าพลังชีวิตมันจะหายไป และเมื่อมนุษย์แตะต้อง มันก็จะเหี่ยวเฉาลงทันทีมันเจริญเติบโตขึ้นตามพื้นดินที่เป็นกรดเท่านั้น...”
สวีหยางอี้มองหลี่จงหยวน“ฉันจะไม่ถามถึงวิชาลับของนาย แต่ว่านายสร้างพื้นที่มิติขึ้นในกระเพาะตัวเองใช่ไหม?”
“สมแล้วที่เป็นนายท่าน”ภายในใจของหลี่จงหยวนเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เขากลืนล้ำลายอย่างขมขื่นก่อนยิ้มแห้งๆ“ผมปลูกและเก็บเกี่ยวหญ้าน้ำค้างนี้มาสิบกว่าปีแล้วมันต้องเก็บเกี่ยวด้วยลวดทองคำบริสุทธิ์และเก็บรักษาไว้ในภาชนะที่ทำจากน้ำแข็ง... เป็นขั้นตอนที่พิถีพิถันมาก...”
ภายใต้คำอธิบายด้วยท่าทางนิ่งเฉยของของหลี่จงหยวนกลับแฝงไปด้วยความร้อนรนใจคุณรีบๆ ไปฝึกวิชาสักทีสิครับ เรื่องนี้ผมจัดการเอง คุณอย่าฆ่าผมทิ้งเลย ได้โปรด!
สวีหยางอี้ระบายยิ้มเพราะเขาไม่คิดจะฆ่าอีกฝ่ายตั้งแต่แรก หลี่จงหยวนยังมีประโยชน์ในเรื่องการจัดหาวัตถุดิบการหลอมยาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์นี้อยู่ถ้าฆ่าเขาทิ้ง มันคงไม่คุ้มค่ากัน
“นายได้พิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของตัวเองแล้ว”
เมื่อประโยคนี้ถูกพูดออกมาหลี่จงหยวนก็รู้สึกโล่งใจเป็นปลิดทิ้งจนแทบเข่าอ่อนลงไปกองที่พื้นเลยทีเดียว
ตลอดเวลาก่อนหน้านี้ชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอนอยู่ตลอด เขาพยายามผูกมิตรกับสวีหยางอี้ให้มากที่สุดจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงได้รู้สึกว่าตัวเองรอดแล้วจริงๆ
หลังจากนี้...ก็มาดูกันกันว่าจะสามารถยกเลิกพันธะสัญญาแห่งชีวิตได้หรือไม่ต่อให้มีความหวังเพียงน้อยนิด แต่ก็ยังมีเวลาอีกมากมาย
“คนอื่นๆ ล่ะ?”สวีหยางอี้เอ่ยถาม
“กำลังติดต่อกับทางโรงเรียนของพวกเขาอยู่...”หลี่จงหยวนสังเกตสีหน้าของเขาก่อนเอ่ยตอบ “คุณสวี พวกเขาเพิ่งจะอยู่ ม.หก ซ้ำยังไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะเรื่องการฝึกตนแล้วตอนนี้คุณก็กำลังจะเข้าฌานอีกทางเลือกที่ดีที่สุดของพวกเขาในตอนนี้ก็คือรอคุณออกฌาน”
สวีหยางอี้พยักหน้าแต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาไปใส่ใจคนอื่น
“เอาล่ะยังไงช่วยไปซื้อของพวกนี้ให้ฉันหน่อย” สวีหยางอี้ดีดนิ้วขึ้น “ฉันจะพูดแล้วนายพยายามจำเองแล้วกัน”
หลี่จงหยวนหยิบโทรศัพท์ออกมาพร้อมกับเตรียมตัวฟัง
ต่อให้ในใจจะรู้สึกไม่เต็มใจและคิดอยากจะหนีมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถแสดงออกมาตอนนี้ได้!
หากแสดงออกมาเขาแน่ใจเลยว่าวัยรุ่นด้านหน้าที่กำลังพูดจาดีกับเขาอยู่จะต้องทำให้เขารำลึกถึงฝันร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อนอย่างแน่นอน
“ดอกจื่อหยางสิบจิน”
“เดือยไม้ฉาวเทียนสิบจิน”
“เปลือกลูกตันจูหนึ่งจิน”
“เมล็ดยาหอมอู่สามจิน”
รวมๆแล้วมีวัตถุประมาณยี่สิบกว่าชนิดเห็นจะได้ ขณะที่หลี่จงหยวนจดลงบนโทรศัพท์มือถือ ภายใจก็ยิ่งสงสัยขึ้นเรื่อยๆ
วัตถุพวกนี้ช่างคุ้นเคยนัก...
เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
“จำได้รึเปล่า?”เสียงของสวีหยางอี้ดังขึ้นอีกครั้ง หลี่จงหยวนรีบเรียกสติกลับมาทันทีเขากระแอมเสียงก่อนยิ้มเจื่อน “จดไว้หมดแล้วครับ ผมจะทวนให้ฟังหนึ่งรอบนายท่านลองดูว่ามีตรงไหนตกหล่นรึเปล่า”
“ดอกจื่อหยางสิบจินเดือยไม้ฉาวมู่สิบจิน เปลือกลูกตันจูหนึ่งจิน เมล็ดยาหอมอู่ฟางสามจิน... นี่มัน!”ตอนที่จดวัตถุดิบพวกนี้อยู่ สมาธิของเขามัวแต่เหม่อลอยไม่จดจ่อแต่พอตัวเองอ่านทวนดูอีกหนึ่งรอบ บวกกับหญ้าน้ำค้างทีตัวเองมี ก็ทำเอาเขาตกใจตัวสั่นจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว!
นี่มันตำราโอสถน้ำหล่อวิญญาณ!
ถึงแม้ทุกวันนี้จะยังมีตำรายาโบราณหลงเหลืออยู่แต่สิ่งที่หายสาบสูญไปคือกรรมวิธีการกลั่น การปรุงและการหลอม หรือเรียกง่ายๆว่าวิชาหลอมยานั่นแหละ! ผู้ฝึกตนฉลาดๆ ในยุคสมัยนี้ได้ดัดแปลงตำรายานี้มาเป็นยาเหลวฉีดเข้าเส้นเลือดหรือไม่ก็ยาแคปซูล
หากผู้ฝึกตนต้องการฝึกตนบำเพ็ญเพียรไปทั้งชีวิตพวกเขาไม่มีทางฉีดยาเหลวหรือกินยาแคปซูลได้ตลอดไปอย่างแน่นอน เพราะถ้ามากไปก็จะเป็นพิษต่อร่างกายแม้จะสามารถทำให้ตบะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจทำให้เกิดการอุดตันตามเส้นเลือดหลอดลมได้ในระยะยาวจนเกิดเป็นก้อนนิ่วในที่สุด
แต่ผู้คนกลับไม่รู้สึกกังขากับศาสตร์การหลอมยาที่ยาวนานหลายพันปีแม้แต่น้อย!
นักปรุงยาเหลวในยุคปัจจุบันล้วนรู้ดีว่ายาเหลวที่ใช้รักษาฟื้นฟูร่างกายสามารถใช้ประจำเหมือนยาสามัญประจำบ้านได้แต่มียาเหลวประเภทหนึ่งที่ผู้ฝึกตนต้องระมัดระวังการใช้เป็นอย่างดี!
นั่นก็คือยาเหลวชนิดควบคุมพิเศษที่ใช้เพื่อบรรลุขั้นตบะโดยเฉพาะ
ยกตัวอย่างเช่นตำรายาพุทธะหินยานของหวางปู้สือ หรือในชื่อโบราณว่ายาสร้างฐานจู้จี!
หรือยกตัวอย่างอีกตัวก็คือยาวัฏสงสารที่จูหงเสวี่ยเคยพูดถึงหรือชื่อโบราณก็คือยาหลอมแก่นพลังจินตัน!
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนหน้าไหนต่างก็ต้องการยาพวกนี้กันทั้งนั้น!โดยเฉพาะยาที่พวกผู้ฝึกตนแก่หงำเหงือกใกล้ลาสังขารที่ติดแหงกอยู่ที่การบรรลุตบะในระดับสูงๆ!
ผู้ฝึกตนที่ต้องการบรรลุระดับตบะในขั้นต้นๆจะต้องเจอกับ “ทัณฑ์อุปสรรค” ซึ่งมีทั้งแบบไร้รูปร่างและมีรูปร่างมีแต่ต้องทลายมันให้ได้เท่านั้นถึงจะบรรลุขั้นตบะได้
โดยอิทธิฤทธิ์ของโอสถน้ำหล่อวิญญาณจะสามารถเพิ่มระดับความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณผู้ฝึกตนคนนั้นๆได้ และเพิ่มอัตราการทลายทัณฑ์อุปสรรคได้ถึง 10%
หลี่จงหยวนตกใจตาเหลือกอ้าปากค้างยืนมองสวีหยางอี้พลันเปลี่ยนความคิดภายในใจขึ้นทันที!
หากสวีหยางอี้เป็นนักหลอมยาขึ้นมาจริงๆถ้าหากตัวเองติดตามเขาต่อไปจะเป็นอย่างไร!
อย่าว่าแต่เป็นสัตว์ปีศาจสัตว์เลี้ยงเลย...จะให้เขาเป็นอะไรก็ยอมทั้งนั้น!
“ผู้ฝึกตนที่ประสบความสำเร็จล้วนแต่มีนักหลอมยาที่มีชื่อเสียงอยู่เบื้องหลัง”คำพูดที่โด่งดังในโลกผู้ฝึกตนประโยคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ!
“นะ นายท่าย...”เขารู้สึกคอแห้งผากความคับแค้นใจและความคิดจะหลบหนีก่อนหน้าพลันสลายหายไปดั่งหมอกควันทันทีเป็นครั้งแรกที่เขาเรียกคำว่านายท่านออกจากใจจริง “คุณ คุณเป็นนักหลอมยาเหรอครับ?”
“ไม่ใช่”คำพูดประโยคถัดไปของสวีหยางอี้บดขยี้ความหวังของเขาแตกละเอียดเป็นผุยผงในบัดดล “ก็แค่กำลังเรียนอยู่”