ท่ามกลางเสียงจอแจที่ดังก้องกังวานของลานกว้าง ณ เส้นชัย หลังคำประกาศของผู้อาวุโสจบลง คลื่นแห่งความโกลาหลระลอกใหม่ก็พลันก่อตัวขึ้น หลงเทียนเฟย (龙เทียน非) ยังคงยืนพิงเสาหินสลักลายเมฆาต้นหนึ่งอย่างเงียบเชียบในมุมที่ลับตาคน เขาใช้ 'เคล็ดปิดปราณไร้ร่องรอย' (无踪闭气诀) ห่อหุ้มกายจนกลมกลืนไปกับเงาของเสาหิน กลิ่นอายของเขาจืดจางจนแทบจะ จะเป็นอากาศธาตุ ทำให้ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจคุณชายผู้ดูอ่อนแอในลำดับที่หนึ่งร้อยกว่าผู้นี้เลย เขากวาดสายตามองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าอย่างเงียบเชียบ เบื้องหน้าคือหอประลองเมฆาครามที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า สถาปัตยกรรมไม้สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง หลังคาโค้งงอนซ้อนกันเป็นชั้นๆ ราวกับปีกของวิหคศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะทะยานขึ้นสู่เบื้องบน บนเสาสูงตระหง่านที่เรียงรายอยู่รอบลานกว้าง ธงสัญลักษณ์ของตระกูลสาขาและสำนักต่างๆ โบกสะบัดตามสายลมที่พัดมาจากยอดเขา เผยให้เห็นตรามังกรวารี กระบี่คู่ หรือบุปผาเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์เหล่าอัจฉริยะที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้หลายคนอยู่ในสภาพทุลักทุเล กลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นไหม้ของอาภรณ์ลอยปะปนมากับกลิ่นโอสถฟื้นฟูพลังที่เหล่าศิษย์กำลังส่งเข้าปาก บางคนมีรอยแผลฉกรรจ์ที่ยังคงมีโลหิตซึม บางคนอาภรณ์ขาดวิ่นราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมาหมาดๆ เสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า เสียงสบถอย่างหัวเสีย และเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกดังระงมไปทั่ว'วิชาคลื่นเสียงสะท้อนเงา' ของเขาทำงานอย่างต่อเนื่อง ดึงดูดเศษเสี้ยวของบทสนทนาจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาในโสตประสาทราวกับสายน้ำ"สวรรค์ ค่ายกลภาพลวงตาในเขตตะวันตกนั้นร้ายกาจนัก" ศิษย์ผู้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าบ่นพึมพำกับสหาย "พวกเราวนเวียนอยู่ในนั้นเกือบสองชั่วยามเต็ม หมอกเหล่านั้นทำให้ข้าเห็นภาพของบ้านเกิดจนเกือบจะวางกระบี่ลงแล้ว"'ค่ายกลนั้นรึ' หลงเทียนเฟยครุ่นคิดอย่างเกียจคร้าน 'ข้าแค่เดินตรงผ่านมาเท่านั้นเอง'"อสูรเถาวัลย์ปีศาจตัวนั้นอีกเล่า" สตรีในชุดสีเหลืองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นตระหนก "มันเกือบจะรัดศิษย์น้องข้าจนแหลกละเอียด หากไม่เพราะมีบางสิ่งทำให้มันเสียสมาธิไปชั่วครู่ พวกเราคงไม่รอดแน่"'ช่างเป็นการแสดงที่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงนัก' หลงเทียนเฟยส่ายศีรษะเบาๆ 'การใช้สมองย่อมดีกว่าการใช้กำลังเสมอ' ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการสังเกตการณ์ความวุ่นวายของผู้อื่นอยู่นั้น กลุ่มของซูโม่ (苏墨) ก็ยังคงเป็นจุดสนใจหลัก บัณฑิตหนุ่มยังคงมีสีหน้าที่บึ้งตึง ร่องรอยความอัปยศยังคงฉายชัดในแววตาของเขา เขากำลังหารือกับซูหนิงและหลินเยว่อย่างจริงจังถึง "บุคคลปริศนา" ที่พวกเขากำลังตามหา"ผู้อาวุโสที่ไหนกันจะมีอารมณ์ขันพิสดารเช่นนี้" ซูหนิงขมวดคิ้ว "เหมือนเด็กเอาแต่ใจที่กำลังเล่นสนุกเสียมากกว่า" ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งขึ้นไปอีก หลงเทียนเฟยเหลือบมองพวกเขาด้วยความพึงพอใจ 'ดูท่าบัณฑิตจอมยุ่งนั่นจะยังคงเสียหน้าและจมอยู่กับปริศนาที่ข้าเป็นผู้สร้างขึ้น'ทันใดนั้น ซูโม่ก็พลันหันมากวาดสายตามองไปทั่วบริเวณราวกับมีสัญชาตญาณบางอย่าง สายตาคมกริบคู่นั้นเฉียดผ่านร่างของหลงเทียนเฟยไปอย่างฉิวเฉียด แต่ก็มิได้หยุดลง เขายังคงมองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงภายใต้ม่านพลังที่หลงเทียนเฟยสร้างขึ้นหลงเทียนเฟยยังคงรักษารอยยิ้มอย่างสบายอารมณ์ไว้ได้ แต่แล้วความสงบสุขของเขาก็ถูกขัดจังหวะ"เจ้ามาอยู่นี่เอง" เสียงเย็นชาของหลงหลิงซีดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับผู้ติดตามของตระกูล สายตาของนางมองสำรวจเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "เจ้าผ่านการทดสอบมาได้อย่างไรโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน""ข้าเพียงแค่โชคดีกระมังขอรับท่านหญิง" หลงเทียนเฟยตอบด้วยใบหน้าที่ซื่อตรงจริงใจ "บางทีอสูรวิญญาณอาจจะไม่ชอบรสชาติของคนเกียจคร้านเช่นข้าก็เป็นได้"คำตอบที่กวนประสาทนั้นทำให้หลงหลิงซีขมวดคิ้วแน่น นางมองไปยังผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆ ที่ดูเหนื่อยล้ากว่าเขาหลายเท่า ความสงสัยในตัวญาติผู้พี่ผู้นี้ได้หยั่งรากลึกลงไปอีกขั้น นางรู้สึกทั้งหงุดหงิดที่เขาไม่ยอมเปิดเผย และในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดที่ซับซ้อน...ความรู้สึกที่ว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำให้ตระกูลต้องอับอายขายหน้าความคิดเรื่อง 'เนตรแห่งจิต' (心眼) ที่ผู้อาวุโสประกาศก้องกังวานอยู่ในหัวของหลงเทียนเฟย'สวรรค์' เขาคิดในใจอย่างอ่อนล้า 'ข้าแค่ต้องการจะอยู่อย่างสงบสุข...เหตุใดเรื่องยุ่งยากจึงชอบวิ่งเข้ามาหาข้าไม่หยุดหย่อนเช่นนี้'บรรยากาศทั่วทั้งลานกว้างเริ่มคึกคักและตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เสียงสนทนาเกี่ยวกับผู้เข้าแข่งขันที่โดดเด่นและการคาดเดาเรื่องบุคคลปริศนาดังก้องไปทั่ว คลื่นใต้น้ำของการแข่งขันได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน'เฮ้อ' หลงเทียนเฟยถอนหายใจเป็นครั้งสุดท้ายของวัน 'ดูท่าชีวิตที่สงบสุขของข้าคงต้องรอไปอีกนานนัก'
(จบตอนที่ 36)