สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 110 อันเจิงต้องไปกับข้า

            เรื่องนี้หากพูดออกไปก็อาจไม่มีใครเชื่อคงคิดว่าคนที่เล่าเรื่องนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ เพราะมีเพียงคนบ้าเท่านั้นถึงจะทำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ได้

     

            แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องเล่าเพราะมีผู้คนจำนวนมากเห็นเรื่องนี้เองกับตา

     

            อันเจิงถือธนูต้นสาลี่ของแม่ทัพหวังไคไท่และปีนกำแพงไปที่จวินซินโหลวจากนั้นก็ปล่อยลูกธนูมาจากชั้นสามของที่นั่นไม่มีใครสามารถเปลี่ยนทิศทางของลูกธนูทั้งห้าได้ ถึงแม้จะเข้ากลางเป้าแค่สี่ดอกส่วนอีกดอกเข้าเป้ารอบนอก แต่ถึงกระนั้น อย่างไรก็ถือว่าเข้าเป้าอยู่ดี เรื่องนี้อาจกลายเป็นตำนานในสำนักวรยุทธ์ชางหรือยิ่งไปกว่านั้น นี่อาจเป็นตำนานของหน่วยทหารเลยก็ได้

     

            ฉางฮวันกลืนน้ำลายลงคออย่างขมขื่นจากนั้นก็มองไปยังหวังไคไท่และคนอื่น ๆ ขณะนี้เหยียนชวี่เจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักวรยุทธ์ชางก็มาด้วย

     

            หลังจากซางไห่จิงตาย ไทเฮาก็ทรงแต่งตั้งให้เหยียนชวี่ขึ้นมาเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ทันทีแม้กระทั่งราชากับคนของหน่วยทหารก็ไม่มีอำนาจในการทัดทาน

     

            นั่นก็เป็นเพราะไทเฮาไม่ทรงอยากรออีกต่อไปพระนางทรงอยากให้เหยียนชวี่ คนที่ทรงไว้วางพระทัยขึ้นมาเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักวรยุทธ์ชางฉะนั้นหลังจากที่ซางไห่จิงตาย จึงมีข่าวแพร่ออกมาว่าไทเฮาทรงสั่งฆ่าซางไห่จิง

     

           ต่อให้เหยียนชวี่จะไม่ชอบขี้หน้าอันเจิงมากเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงได้

     

            “เหอะ!”

     

            เหยียนชวี่เปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“นิสัยโอ้อวด อีกหน่อยคงยากที่จะเป็นใหญ่เป็นโตได้”

     

            เขาพูดเพียงประโยคเดียว แล้วเดินจากไป

     

            หวังไคไท่โบกมือไปที่อันเจิงความหมายที่เขาจะสื่อออกมาก็คือ อย่าใส่ใจคำพูดของเหยียนชวี่เลยจากนั้นก็ชูนิ้วโป้งให้อันเจิง “สุดยอด!”

     

            ในสำนักวรยุทธ์ชาง ผู้เข้าทดสอบมากกว่าเจ็ดร้อยคนถูกลูกธนูของอันเจิงพุ่งข้ามหัวไป

     

           แม้กระทั่งฉางฮวันศิษย์รักของเหยียนชวี่ก็จำต้องลงคะแนนให้อันเจิงอยู่ในระดับดีส่วนนอกนั้นก็ลงคะแนนให้อันเจิงเป็นอันดับหนึ่ง

     

            “ต่อไปคือการขี่ม้ายิงธนูไม่ต้องมามุงดูแล้ว ออกไปเตรียมตัวเลือกม้าของตัวเองเถอะ!”

     

            ฉางฮวันตะโกนขึ้นจากนั้นก็เดินกลับไปนั่งบนแท่นด้วยสีหน้าสุขุม

     

            นอกจากอันเจิง ผู้เข้าทดสอบอีกเก้าคนก็ไปเลือกม้าในคอกที่อยู่ด้านหลังการเลือกม้าก็เป็นหนึ่งในการทดสอบด้วยเช่นกัน ในสนามรบการเลือกม้าที่เข้ากับตัวเองได้ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ อีกทั้งม้าทุกตัวก็มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป

     

            ฉางฮวันเห็นอันเจิงยืนอยู่กับที่ในใจก็คิดว่าทำไมอันเจิงช่างทำตัวมีปัญหาเหลือเกิน

     

            “ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีก?” ฉางฮวันถามขึ้นด้วยเสียงที่ไม่เป็นมิตร

     

            “ข้าจำได้ว่ามีกลอนเขียนชมม้าศึกของแคว้นเราว่าม้านั้นช่างดูสง่าผ่าเผย สีขนบนตัวงดงามอย่างไม่มีที่ติม้าจะเคียงข้างเราไปนำชัยชนะ สำหรับคนในแคว้นเยี่ยนแล้วพวกเขารู้สึกอย่างไรต่อม้าข้าก็รู้ดี ฉะนั้นตั้งแต่แรกข้าเคารพม้ามาโดยตลอดหากไม่ใช่เวลาที่จำเป็นข้าไม่อยากขี่ม้า ม้าไม่ได้เกิดมาเพื่อโดนคนอื่นขี่ และม้าก็เป็นสัตว์ที่รักอิสระในช่วงสงครามเราอาจใช้ม้ามาช่วยในการนำชัยชนะสู่แคว้น แต่นี่เป็นเพียงการประลองข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องมาลบหลู่มันแบบนี้”

     

            ฉางฮวันขมวดคิ้วเล็กน้อย“เจ้าจะสื่ออะไรออกมากันแน่”

     

            อันเจิงตอบกลับอย่างจริงจัง “ข้า...ขี่ม้าไม่เป็น”

     

            ทันใดนั้นทุกคนก็ชะงักไปทันทีแม้แต่ท่านแม่ทัพหวังไคไท่ก็อ้าปากค้าง จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆ ๆเจ้าอยู่แถบชายแดนมาก่อน เป็นไปได้อย่างไรที่จะขี่ม้าไม่เป็น”

     

            อันเจิงอธิบาย“ทุกคนต่างก็มีความสามารถที่เด่น ด้อยและแตกต่างกันออกไป เช่นไม่เข้ากับหนู งูหรือ...ม้า”

     

            หวังไคไท่อ้าปากค้าง“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินว่าคนกลัวม้า”

     

            อันเจิงอธิบายอย่างจริงจังอีกครั้ง“ข้าไม่ได้กลัว แค่...เข้ากับมันไม่ค่อยได้ และเคารพมันต่างหาก”

     

            ฉางฮวันพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก “อธิบายไปก็ไม่มีความหมายอะไรเจ้าขี่ม้าไม่ได้ ฉะนั้นการแข่งขันขี่ม้ายิงธนูเจ้าก็ไม่ต้องสอบต่อแล้วและได้คะแนนในระดับแย่ไป”

     

            อันเจิงไม่ได้คัดค้านและพูดอะไร

     

           ในที่สุดฉางฮวันก็หาจุดอ่อนของอันเจิงได้แล้วเขาลงคะแนนให้อันเจิงอยู่ในระดับแย่ จากนั้นก็อดไม่ได้พูดจาเยาะเย้ย “ในอนาคตเจ้าอาจเป็นทหารของแคว้นเยี่ยนหากเจ้าขี่ม้าไม่เป็นนั่นหมายความว่าอย่างไร เจ้ารู้หรือไม่?”

     

            อันเจิงพูด“คนอื่นก็จะมีม้าขี่มากขึ้นหนึ่งตัว”

     

            ฉางฮวันอ้าปากค้างกับคำตอบของอันเจิงหวังไคไท่ที่นั่งอยู่ด้านข้างพ่นน้ำในปากออกมาทันที

     

            เขาหันไปชูนิ้วโป้งให้อันเจิง “มีเหตุผล”

     

            ฉางฮวันเพิ่งจะเริ่มอ้าปากต่อว่าแต่อันเจิงกลับพูดต่อ“หากความเร็วและพลังของข้ามีมากกว่าม้า อย่างนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องขี่ม้าออกรบส่วนในสนามรบก็เอาม้าให้คนอื่นที่มีความเร็วน้อยกว่าข้านี่ก็คือการใช้ม้าอย่างคุ้มค่า ใต้เท้า ถึงแม้แคว้นเยี่ยนจะไม่ขาดแคลนม้าศึกแต่ก็ไม่ได้มีม้าสำหรับทหารทุกคน ฉะนั้นทหารที่ขาดม้ามักจะมีห้าหมื่นคนโดยประมาณหากนำม้าไปให้คนที่ไม่ต้องการมัน นี่ไม่ใช่การสิ้นเปลืองหรอกหรือ?”

     

           คำพูดของฉางฮวันถูกกลืนกลับเข้าไปในท้องอีกครั้งเพราะเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี จากนั้นจึงโบกมือส่ง ๆ “ลงไป!”

     

            อันเจิงยกมือคารวะ “รับทราบ”

     

           เขาเดินออกจากสนามทดสอบด้วยท่าทางไม่ต่างไปจากกู่เชียนเยว่ เขาเอามือไขว้หลังเดินออกไปอย่างได้ใจ

     

            ไกลออกไป ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆเลือกม้าของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มขึ้นไปทดสอบขี่ม้ายิงธนู แต่ละคนดูคึกคะนองมากตั้งแต่รู้ว่าอันเจิงขี่ม้าไม่เป็น พวกเขาก็รู้สึกราวกับตนมีบางอย่างที่เหนือกว่าอันเจิงแล้วฉะนั้นทุกคนจึงแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่

     

            อันเจิงรู้สึกเบื่อหน่าย เขานั่งด้านข้างแล้วมองการทดสอบของคนอื่น

     

            ทันใดนั้น อันเจิงก็มองเห็นร่างคุ้นตาวิ่งผ่านไปอย่างเดียวดายในมือยังอุ้มกล่องอะไรบางอย่าง

     

            สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง เขาลุกขึ้นตามไป

     

            นั่นคือซางโหยว นางยังสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวอยู่เลย

     

            เมื่อเห็นอันเจิง ซางโหยวจึงตั้งใจเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นแต่ก็ถูกอันเจิงขวางไว้อยู่ดี

     

            “เกิดอะไรขึ้น?” อันเจิงถาม

     

            ซางโหยวยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”

     

            อันเจิงก้มหน้ามองกล่องที่นางอุ้มอยู่ เห็นว่าในนั้นมีแท่นฝนหมึกพู่กัน ใบพัด และหม้อชาที่ทำมาจากไม้ นอกจากนี้ยังมีสมุดที่ราวกับเป็นสมุดบันทึกอีกด้วย

     

            “เป็นอะไรไป?” อันเจิงถามขึ้นอีกครั้ง

     

            สุดท้ายซางโหยวก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่น้ำตานางไหลลงตามใบหน้า เดิมทีนางเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นหญิงสาวที่อ่อนแอขนาดนี้ “พวกเขา...พวกเขาให้ข้ารีบเก็บของของท่านปู่ออกไปให้หมดเพราะตอนนี้ห้องนั้นไม่ใช่ของท่านปู่แล้ว แต่เป็นของเหยียนชวี่เจ้าสำนักคนใหม่ต่างหากเมื่อข้าไปถึงของทุกอย่างก็ถูกรื้อค้น ข้าหาเจอเพียงของพวกนี้ นอกนั้นถูกพวกเขาเอาไปหมดแล้ว”

     

            อันเจิงถอนหายใจจากนั้นก็ถามขึ้น“เอาไปที่ไหน?”

     

            ซางโหยวส่ายหน้า “เอาไปไว้ในรถม้าหมดแล้วข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเอาไปที่ไหน”

     

            อันเจิงตอบกลับแล้วลากแขนของซางโหยว“ไปกับข้า”

     

            ซางโหยวที่กำลังมึนงงถูกอันเจิงลากออกไปอันเจิงเดินไปตามทางและถามไปเรื่อย ๆ ว่าเห็นรถม้าส่งของของสำนักวรยุทธ์ชางหรือไม่จากนั้นก็พาซางโหยวตามไป

     

            เมื่อถึงซอยเล็กด้านหลังสำนักวรยุทธ์ชางจึงเห็นคนในสำนักกำลังจอดรถม้าและพูดคุยกันอยู่

     

            “ของไอ้แก่นี่มีแต่ของเก่า ๆ ทั้งนั้นเลยโธ่เอ๊ย...ไม่มีของดีเลยสักชิ้น”

     

            “นั่นสิ ยังมีหน้ามาเป็นเจ้าสำนักอีก ของมีค่าสักชิ้นยังไม่มี”

     

            “ของเก่า ๆ พวกนี้เดี๋ยวเราก็เอามันไปทิ้งเถอะ หากรู้แต่แรกว่าไม่มีของมีค่าเลย คงไม่ห้ามนางเด็กนั่นไม่ให้มาดู”

     

            “นั่นแหละ เสียเวลาจริง ๆ”

     

            พวกเขาหลายคนคุยเรื่อยเปื่อยกันอยู่ในรถม้าส่วนเสื้อผ้าของซางไห่จิงก็ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ตำรามากมายก็ถูกโยนทิ้งไว้ด้านข้าง

     

            คนในรถม้าค้นเจอกล่องไม้ใบหนึ่งเมื่อเปิดดูด้านในราวกับมีของมีค่าอะไรบางอย่าง ขนาดใหญ่ประมาณฝ่ามือถึงแม้จะมีฝุ่นปกคลุมหนาแน่นแต่กลับเห็นแสงส่องประกายออกมาเขาไม่กล้าให้คนอื่นเห็นจึงตั้งใจจะโยนกล่องทิ้งออกไปจากนั้นค่อยหาเวลาออกมาเก็บคนเดียว แต่เมื่อเขากำลังจะโยนออกไปกลับมีคนดึงกล่องไปทันที

     

            คนคนนั้นเพิ่งจะเริ่มด่าทว่าหันมาเจอแววตาที่เหี้ยมโหดและเย็นยะเยือกของอันเจิงก่อน

     

            “เอ่อ...”

     

            เขาตกใจอย่างมากจากนั้นก็ถอยไปด้านหลัง“เจ้า...เจ้ามาทำไม”

     

            อันเจิงหยิบกล่องไม้ยื่นให้ซางโหยวแล้วเดินไปด้านหน้า“ของพวกนี้ เหยียนชวี่ให้พวกเจ้านำไปส่งที่บ้านเจ้าสำนักซางใช่หรือไม่?”

     

            พวกเขาต่างหวาดกลัวอันเจิงเพราะลือกันว่าอันเจิงไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แม้กระทั่งคนในสำนักวรยุทธ์ชางก็เคยถูกซ้อมมาแล้วฉะนั้นคงไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่

     

            “ใช่หรือไม่ใช่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?”

     

            เขาถามอันเจิงกลับจากนั้นก็หันไปบอกเพื่อนข้าง ๆ “รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”

     

            ชายอีกคนสั่งให้ม้าเดิน ทว่าอันเจิงกลับดึงบังเหียนไว้จากนั้นก็ออกแรงแขนอีกข้างซัดร่างของคนบังคับม้าให้ลงมานอนอยู่ที่พื้น รถม้าที่เพิ่งเริ่มเคลื่อนที่หยุดลงทันที

     

            ใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถหยุดรถม้าได้ในแววตาของอันเจิงประกายความอำมหิตออกมา “ให้ข้าเดานะต่อให้เหยียนชวี่จะทำตัวแย่ขนาดไหนก็คงไม่ขโมยของมีค่าของคนตายแบบนี้หรอกเขาต้องให้พวกเจ้าส่งไปที่จวนเจ้าสำนักซางส่วนพวกเจ้าก็รู้สึกว่าเจ้าสำนักซางตายแล้ว บุตรชายเขาก็ไม่เก่งการต่อสู้ มีเพียงความรู้ด้านตำราเท่านั้นฉะนั้นพวกเจ้าถึงได้กล้าเอาของพวกนี้ออกมาที่นี่ คิดจะหาของมีค่าเก็บไว้ ของอื่น ๆก็โยนทิ้งไปเสียอย่างงั้นสินะ?”

     

            หนึ่งในนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที“เจ้า...จะสนทำไม เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

     

            “ใช่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าแต่ข้าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน”

     

            เขายื่นมือไปลากคนบนรถม้าลงมาทันที ร่างของเขากองอยู่บนพื้นอันเจิงเตะเข้าไปสี่ครั้งอย่างต่อเนื่อง กระดูกของเขาถูกเตะจนแตกหักทั้งหมด

     

            “คิดขโมยของของคนตายเป็นคนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี พวกเจ้าไม่ถือว่าเป็นคนแล้ว”

     

            อันเจิงอัดเขาไปคนหนึ่งและไม่รีรอให้คนอื่นๆ ตั้งตัวก็เข้าไปจัดการทีละคน จากนั้นก็นำพวกเขาไปมัดไว้กับต้นไม้และหักกิ่งไม้ลงมาเขาเอามือรูดใบออกทั้งหมดจากนั้นก็เริ่มฟาดลงไปที่ร่างคนเหล่านั้น กิ่งไม้ถูกฟาดจนหักกิ่งแล้วกิ่งเล่าเดิมทีพวกเขายังด่าทออันเจิง แต่พอโดนตีไปสักพักพวกเขาก็เริ่มร้องขอชีวิต ต่อมาก็ร้องไห้ขอความช่วยเหลือจนสุดท้ายต่างก็ทำได้เพียงครางออกมาอย่างเจ็บปวด

     

            อันเจิงตีพวกเขาจนหมดสภาพขณะนี้คนรอบข้างก็เริ่มเข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

            จุดที่เกิดเหตุห่างจากสำนักวรยุทธ์ชางไม่มากฉะนั้นคนในสำนักจึงมาถึงอย่างรวดเร็ว

     

            หลังจากที่เหยียนชวี่ขึ้นเป็นเจ้าสำนักแล้วเขาก็แต่งตั้งให้ฉางฮวันเป็นรองเจ้าสำนักเรื่องทั่วไปในสำนักก็มอบให้ฉางฮวันเป็นคนดูแล เมื่อได้ยินว่าอันเจิงทำร้ายคนหลังสำนักวรยุทธ์ชางเขาจึงระเบิดความโมโหและพาผู้ตรวจการออกมาหลายคน คนอื่น ๆ ที่ตามมาด้วยก็คือหวังไคไท่และชวี่ลวน

     

            “เจ้าทำอะไร!”ฉางฮวันเดินมาขวางหน้าอันเจิง จากนั้นก็ตะโกนออกมา

     

            อันเจิงวางกิ่งไม้ในมือจากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก “ไม่มีอะไร ข้าแค่ช่วยกู้ศักดิ์ศรีของสำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้นเอง”

     

            “หมายความว่าอย่างไร?”

     

            “รองเจ้าสำนักถามคนพวกนี้เองเลยก็ได้ท่านใต้เท้ารู้จักคนพวกนี้หรือไม่”

     

            ฉางฮวันมองไปที่คนเหล่านั้นถึงแม้พวกเขาจะถูกซ้อมจนหน้าบวมปูด แต่ก็พอดูออกว่าเป็นข้ารับใช้ของเหยียนชวี่จากนั้นเขาก็มองไปที่รถม้า มองของที่หล่นกระจัดกระจาย และสุดท้ายก็มองซางโหยวความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้เขามีสีหน้าบูดบึ้งอย่างที่สุด

     

            “เอาตัวไอ้พวกนี้กลับไป น่าขายหน้าสิ้นดี!”

     

            ฉางฮวันตะโกนออกมาเขารู้ว่าตัวเองจะทำให้เหยียนชวี่ขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด “ท่านเจ้าสำนักจะทำให้พวกเจ้าเรียนรู้กฎในสำนักวรยุทธ์ชางเอง!”

     

            ผู้ตรวจการสำนักเหล่านั้นเดินออกไปราวกับเสือและหมาป่าจากนั้นก็จับตัวคนพวกนั้นเดินกลับสำนัก ผู้คนรอบด้านต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังเพียงไม่นานคนของหน่วยฟางกู้ก็มาถึง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องภายในของหน่วยทหารพวกเขาจึงสอบถามเรื่องราวเล็กน้อยพอเป็นพิธี จากนั้นก็ขอตัวกลับไป

     

            ฉางฮวันมองอันเจิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก“พวกเขาฝ่าฝืนกฎของสำนักวรยุทธ์ชางและยังทำลายชื่อเสียงของสำนักอีกด้วยเรื่องนี้ต้องให้สำนักวรยุทธ์ชางเป็นคนจัดการเอง เจ้ายังไม่ใช่นักเรียนในสำนักและต่อให้เจ้าจะเป็นนักเรียนในสำนักแล้วก็ตาม เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนพวกเขา”

     

            อันเจิงยักไหล่เบา ๆ“ข้าไม่ได้สั่งสอนพวกเขานี่ ข้าแค่...แค่ท้าพวกเขาประลองเท่านั้นเองจากนั้นก็ชนะพวกเขาทีละคน ๆ เท่านั้น”

     

            ฉางฮวันพูดไม่ออก “เจ้ามีพลังวัตรแต่กลับท้าประลองกับคนไร้สมองพวกนี้น่ะรึ?”

     

            อันเจิงยียวนตอบกลับ “ทำไมกัน ข้าก็แค่ชอบท้าประลองกับคนที่ด้อยกว่าข้ามีปัญหาอะไรหรือไม่?”

     

            ฉางฮวันโมโหหนัก “จับตัวมันกลับไปด้วย!”

     

            หวังไคไท่เดินมาด้านหน้า “รองเจ้าสำนักเจ้าจัดการแบบนี้เกินไปหน่อยหรือไม่ อันเจิงยังไม่ใช่คนของสำนักวรยุทธ์ชาง แต่เขามีตำแหน่งเป็นคนของหน่วยทหารเรื่องนี้ต้องให้หน่วยทหารจัดการถึงจะถูก”

     

            เขาโบกมือ “อันเจิงต้องไปกับข้าหากมีปัญหาก็เรียกเจ้าสำนักเหยียนชวี่มาคุยกับข้าเองละกัน”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน