กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 41 คำอาฆาตของศัตรู

    ควันไฟจากแนวชายแดนยังคงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

    กลิ่นเลือด กลิ่นดินปืน และซากเถ้าถ่านของสงคราม ยังไม่ทันจางหาย

    หลังการศึกอันยาวนาน กองทัพพม่าถอยกลับออกจากแผ่นดินอยุธยาในที่สุด

    แต่ชัยชนะครั้งนี้

    กลับไม่มีผู้ใดรู้สึกยินดีอย่างแท้จริง

    ภายในค่ายทหารนอกกำแพงกรุง

    เหล่านักรบที่รอดชีวิต ต่างนั่งเงียบงันรอบกองไฟ

    บางคนเสียแขน

    บางคนเสียพี่น้อง

    บางคนแม้ยังมีลมหายใจ…แต่ดวงตากลับว่างเปล่า

    เสียงหัวเราะและการเฉลิมฉลองที่ควรมีหลังชัยชนะ

    กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง

    ภูผานั่งเงียบอยู่ริมลำธารหลังค่าย

    มือข้างหนึ่งถือกระบอกน้ำไม้ไผ่ อีกข้างลูบรอยแผลที่หัวไหล่ช้าๆ

    ทองขาวเดินเข้ามานั่งข้างๆ ก่อนถอนหายใจยาว

    “พม่าถอยแล้วแท้ๆ…แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังแย่ลง”

    ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง

    สายตาของเขามองไปยังเปลวไฟจากค่ายทหารที่ลุกไหวกลางความมืด

    “สงครามยังไม่จบหรอก”

    “นี่มันคือ การเริ่มต้นของสงครามใหญ่ อย่างแท้จริง”

    “พี่ใหญ่ก็คงเห็นแล้ว การทำศึกของอาณาจักรหงสาวดีนั้น มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน แตกต่างจากพวกเรามากนัก”

    “เกรงว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกมันต้องยกทัพมาอีกแน่ และจะมาด้วยความพร้อมในทุกๆด้าน เพราะครานี้พวกมันได้บทเรียนและข้อมูลข่าวสารต่างๆมากมาย”

    “พวกเราต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ”

    ลมกลางคืนพัดผ่านเบาๆ

    แต่ในสายลมนั้น

    กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอันตรายที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

    …

    ภายในพระราชวังหลวง

    เสียงดนตรีและการเฉลิมฉลองดังขึ้นภายในท้องพระโรง

    เหล่าขุนนางชั้นสูงนั่งเรียงราย

    ถ้วยสุราถูกยกขึ้น

    เสียงสรรเสริญดังไม่ขาดสาย

    แต่ชื่อที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในค่ำคืนนี้

    กลับไม่ใช่เหล่านักรบหัวเมือง

    หากเป็น…

    พระยารักษา

    ขุนนางชั้นสูงผู้ถวายคำชี้แนะด้านยุทธศาสตร์แก่ราชสำนัก ที่ให้ตั้งรับในเมือง ไม่ออกไปสู้รบ ข่าวการศึก ส่วนใหญ่ล้วนถูกบิดเบือนให้เกิดผลประโยชน์ แก่ตัวเองและพวกพ้อง

    “หากไม่ได้คำแนะนำของท่านพระยา ป่านนี้พม่าคงตีฝ่าเข้ามาถึงกำแพงวังแล้ว”

    “สมควรได้รับความดีความชอบอย่างยิ่ง!”

    เสียงสรรเสริญดังต่อเนื่อง

    พระยารักษายกยิ้มบางๆ ก่อนยกถ้วยสุราขึ้นรับคำชม

    แม้หลายคนในท้องพระโรงจะรู้ดีว่า

    ผู้ที่เอาชีวิตเข้าแลกอยู่แนวหน้า ไม่ใช่เขา

    แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำค้าน

    เพราะในราชสำนักแห่งนี้

    ความจริง…ไม่สำคัญเท่าอำนาจ

    หลังจากนี้ จะมีการปูนบำเหน็จรางวัล และพิจารณาโทษสำหรับผู้กระทำการที่ผิดพลาดในการศึกครั้งนี้ด้วย

    “คนทำดีไม่ได้ดี คนไม่ได้ทำ กลับได้รับความดีความชอบ” นี่จึงเป็นต้นเหตุในการสูญเสียใหญ่ครั้งต่อไป

    …

    ภายในเรือนพักของเหล่าทหาร

    เสียงถ้วยสุราถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้ดังปัง

    “พวกเราเกือบตายกันหมด!”

    นายกองผู้หนึ่งสบถอย่างเดือดดาล

    “แต่คนในวังกลับนั่งรับความดีความชอบอยู่สบาย!”

    หลายคนกำหมัดแน่น

    บางคนก้มหน้าเงียบ

    บรรยากาศเต็มไปด้วยความอัดอั้นที่ไม่มีผู้ใดกล้าระเบิดออกมาตรงๆ

    ทองขาวนั่งนิ่ง ก่อนพูดเสียงต่ำ

    “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป…วันหนึ่งทหารทั้งแผ่นดินจะหมดใจ”

    คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงทันที

    เพราะทุกคนรู้ดี…

    มันคือความจริง

    ภูผาที่นั่งอยู่อย่างเงียบๆ มาตลอด เพียงกล่าวเบาๆ ว่า

    “อย่าพึ่งตีตนไปก่อนไข้เลย รอให้ประกาศลงมาชัดเจนก่อน ค่อยว่ากล่าวเถอะ”

    …

    หลังสงครามยุติลงเพียงไม่นาน

    หัวเมืองต่างๆ เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน

    เมืองพิษณุโลกเพิ่มจำนวนทหาร

    หัวเมืองทางตะวันตกเริ่มสะสมเสบียง

    บางเมืองปฏิเสธส่งกำลังพลเข้าส่วนกลางโดยอ้างว่าต้องฟื้นฟูบ้านเมือง

    เจ้าเมืองหลายแห่งเริ่มฝึกกองกำลังของตนเอง

    แม้ภายนอกยังคงถวายความจงรักภักดีต่อราชสำนัก

    แต่ภายใน…

    กลับเริ่มหวาดระแวงกันเอง

    ข่าวเหล่านี้ค่อยๆ ไหลเข้าสู่วังหลวงทีละน้อย

    ทว่าเหล่าขุนนางส่วนใหญ่

    กลับมัวแต่วุ่นวายกับการแบ่งอำนาจและผลประโยชน์

    ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่า

    รอยร้าวของแผ่นดิน กำลังขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน

    …

    หลายร้อยโยชน์ จากอยุธยา

    ราชอาณาจักรหงสาวดีตกอยู่ในความเงียบงัน

    ภายในพระราชวังพม่า

    ธงดำไว้ทุกข์โบกสะบัดเหนือกำแพงหิน

    พระเจ้าอลองพญา

    สิ้นพระชนม์แล้ว

    เหล่าแม่ทัพ ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ ต่างคุกเข่าอยู่ภายในท้องพระโรง

    บรรยากาศหนักอึ้งราวภูเขากดทับ

    จากนั้น…

    ชายผู้หนึ่งก้าวเดินขึ้นสู่บัลลังก์อย่างช้าๆ

    ดวงตาคมดุจเหยี่ยว

    ใบหน้าเย็นชา

    รัศมีน่าเกรงขามแผ่กระจายไปทั่วท้องพระโรง

    เจ้าชายมังระ

    นักรบผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน

    ผู้ปราบศัตรูทั่วแผ่นดินพม่า เป็นผู้ช่วยคนสำคัญให้พระบิดา พระเจ้าอลองพญา รวมแผ่นดินพม่าเป็นปึกแผ่น

    ผู้ถูกขนานนามว่า “เทพกษัตริย์แห่งสงคราม”

    บัดนี้…ขึ้นครองราชย์แล้ว

    ไม่มีผู้ใดกล้าสบตาเขาตรงๆ

    มังระทอดสายตามองเหล่าแม่ทัพเบื้องล่าง ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ

    “อยุธยา…ครั้งนี้ยังโชคดี”

    ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ

    “นั่นคือความอัปยศของหงสาวดีเรา”

    แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากน้ำเสียงนั้น

    แม่ทัพหลายคนก้มหน้าต่ำกว่าเดิม

    จากนั้น มังระค่อยๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์

    “ครั้งนี้…พวกมันรอดไปได้”

    “แต่ครั้งหน้า…”

    ดวงตาของเขาเย็นเยียบราวสัตว์ร้ายในความมืด

    “เราจะบดขยี้อยุธยาให้สิ้นซาก”

    เปลวไฟจากคบเพลิงลุกไหวตามแรงลม

    เงาของเหล่าแม่ทัพพาดยาวบนพื้นหินสีดำ

    ก่อนมังระจะกล่าวประโยคสุดท้ายออกมาช้าๆ

    “สามปี”

    “ภายในสามปี…”

    “อยุธยาจะต้องล่มสลาย”

    ไม่มีเสียงผู้ใดตอบกลับ

    มีเพียงความเงียบอันหนักอึ้ง

    และกลิ่นอายของมหาสงคราม

    ที่เริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาแผ่นดินอยุธยาอย่างช้าๆ…


     

    คล้ายกับเรื่องกำปั้นผ่ามิติ ที่คุณอ่าน