บทที่17แบ่งส่วนตระกูลจ้าว
“รายงาน!” เสียงของหน่วยข่าวของตระกูลอู้ดังขึ้น
“ชายที่ตามหาสายข่าวของเรารายงานมาว่าพบเห็นตัวที่ตระกูลจ้าวขอรับนายท่าน”
เมื่อได้ยินรายงานอู้ฉีะเิหัวเราะเสียงดังไปทั่วทั้งห้องโถงทำให้ผู้าุโของตระกูลและคนอื่นมึนงงในสถานการณ์มากยิ่งขึ้น
เมื่อห้าวันก่อนคุณหนูรองอู้ลี่ซือผู้เป็ดั่งดวงใจของอู้ฉีถูกทำร้ายพร้อมกับคนรับใช้กลางเมืองตงเฟิงนี่เท่ากับเป็การฉีกหน้าตระกูลอู้โดยตรงเื่นี้ทำให้หน้าตาของตระกูลอู้เสียหายอย่างหนัก
อู้ฉีได้ส่งคนออกตามหาชายคนนั้นจนทั่วทุกแห่งหวังจะนำตัวมาชำระความแค้นล้างอายเพื่อกู้หน้าแต่หลายวันผ่านไปก็ยังไม่ได้ข่าวคราวแต่พอวันนี้เมื่อได้รับรายงานถึงที่อยู่ของชายคนนั้น แทนที่จะแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมากลับหัวเราะเสียงดังลั่นมันเป็เื่ที่ทุกคนคาดไม่ถึงเป็อย่างมาก
“ท่านพ่อเื่นี้น่าขบขันตรงไหนหรือเ้าคะ”อู้ลี่ซือถามขึ้นนางไม่เข้าใจท่าทางของพ่อตนเองเช่นกัน
“ซือเอ๋อพ่อนั้นเดิมทีแค้นใจเป็อย่างมากที่ไอ้เด็กคนนั้นมันกล้าทำร้ายเ้าหนำซ้ำมันยังกล้าฉีกหน้าตระกูลอู้ของข้า”
“แต่พ่อก็มีอีกเื่ที่ต้องคิดหนักเช่นกัน”อู้ฉีกล่าวตอบลูกสาว
“ท่านพ่อมีเื่อะไรร้อนใจ บอกลูกได้ไหมเ้าคะ” อู้ลี่ซือเอ่ยถามอีกครั้ง
อู้ฉีเงยหน้าขึ้นมองเหล่าผู้าุโและคนที่มีอำนาจในตระกูลทีละคนแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันทรงอำนาจของเขา
“กลืนกินตระกูลจ้าว”
แม้เป็คำพูดสั้นๆแต่ก็ทำให้ทุกคนในโถงใหญ่สั่นสะท้านตระกูลจ้าวเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ อู้ จ้าว ลี่ ซา ของเมืองตงเฟิงพลังอำนาจพอๆกัน ต่างคนต่างอยู่น้อยนักจะข้องแวะกันแต่ตอนนี้ผู้นำตระกูลบอกว่าจะกลืนกินตระกูลจ้าวจะไม่ให้พวกเขาใได้อย่างไรกัน
“ข้ากำลังคิดหาทางที่จะจัดการกับตระกูลจ้าวที่ตอนนี้พึ่งเปลี่ยนผู้นำตระกูลกำลังอำนาจยังไม่มั่นคง ไม่นึกว่าเ้าหนุ่มคนนั้นจะเอาโอกาสมาส่งให้ข้าถึงที่ฮ่าๆๆ”
อู้ฉีหัวเราะรื่นอย่างกับว่าได้กุมเอาส่วนแบ่งจากตระกูลจ้าวแล้วเรียบร้อย
ทันใดนั้นเองชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลา สวมเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ก้าวเดินออกมาข้างหน้าอู้ฉีแล้วยกมือประสานกันทำความเคารพ
“ท่านพ่อได้โปรดให้อู้เฉียวซานคนนี้นำกำลังของตระกูลเราไปจัดการตระกูลจ้าวด้วยเถอะข้ารับรองว่าจะนำความสำเร็จกลับมาให้ท่านอย่างแน่นอน”
อู้เฉียวซานผู้นี้ คือลูกชายคนโตของผู้นำตระกูลอู้นับเป็ความหวังอันยิ่งใหญ่ของตระกูลอายุสิบห้าปีอยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นแปดปีนี้เขาอายุสิบแปดปีบรรลุสู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งเป็ที่เรียบร้อยแล้วนับเป็อัจริยะอันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์แห่งเมืองตงเฟิง
“ซานเอ๋อของพ่อเ้ามีความตั้งใจพ่อเข้าใจเ้า แต่ว่าอย่าได้ดูถูกจ้าวิลู่ผู้นำตระกูลคนใหม่ของตระกูลจ้าวแม้เขาจะอยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าแต่เขานั้นถูกยกย่องให้เป็อัจฉริยะในรุ่นของเขาเองจึงย่อมไม่ง่ายดายนักหากจะจัดการ”
“ถ้าหากเป็เช่นนั้นโปรดอนุญาตให้ผู้าุโของตระกูลเดินทางไปกับลูกด้วย ถ้ามีผู้าุโไปด้วยการจัดการตระกูลจ้าวก็จะง่ายขึ้น”อู้เฉียวซานอ้อนวอนพ่อของตน
“เ้าไม่ต้องห่วงหรอกไปตระกูลจ้าวในครั้งนี้ข้าจะนำไปเอง ดูซิว่าจะมีหน้าไหนมาขัดขวางเราได้ และแน่นอนว่าจะต้องจับไอ้หนุ่มคนนั้นมาให้ซือเอ๋อ ลงโทษให้สาสมด้วย” อู้ลี่ซือ ดีใจะโโลดเต้นราวกับเด็กน้อย
“ขอบคุณท่านพ่อ ข้าแทบรอจะจัดการมันไม่ไหวแล้ว” ในสายตาของอู้ลี่ซือตอนนี้จ้าวเฟยหลงคือคนที่ตายแล้วเรียบร้อย
อู้ฉีหันไปสั่งการกับลูกน้องของตน
“เื่นี้ชักช้าไม่ได้พรุ่งนี้เช้าพวกเรานำกำลังไปที่ตระกูลจ้าวจัดการให้พวกมันกลายเป็ตระกูลชั้นสามไปเลยฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะดังลั่นอย่างมีความสุขของอู้ฉีดังก้องไปทั่งโถงใหญ่
วันต่อมา ยามเฉินอู้ฉีนำผู้าุโ อู้เฉียวซาน อู้ลี่ซือ และกำลังรบหลักของตระกูลเดินทางไปที่ตระกูลจ้าวในใจของเขาอิ่มเอมยิ่งนักด้วยเนื้อชิ้นใหญ่อย่างตระกูลจ้าวกำลังจะมาอยู่ในมือของเขาเดินทางไปด้วยใจที่เบิกบาน
แต่เมื่อมาถึงหัวใจที่กำลังเบิกบานของอู้ฉีต้องเหี่ยวเฉาลงทันใด
เพราะที่หน้าประตูของตระกูลจ้าวมีกองกำลังของตระกูลลี่และตระกูลซามารออยู่แล้วคิ้วของเขาต้องขมวดกันแน่นเมื่อเห็นภาพเหล่านี้ อีกสองตระกูลอันดับหนึ่งก็้ามาแบ่งเนื้อชิ้นนี้เช่นกันคิดได้ดังนั้นถึงเจ็บใจก็ต้องเดินเข้าไปหา
เมื่อผู้นำตระกูลมาเจอกันจึงทักทายกันตามมารยาท
“พี่ลี่ พี่ซาเป็เช่นไรบ้างไม่ได้พบกันเสียนาน”
“พี่อู้ ตัวข้านั้นสบายดี”ลี่จินหลี่ ผู้นำตระกูลลี่กล่าวทักทายกับ
“ได้พบหน้าพี่อู้ ซาผู้นี้นับเป็วาสนาแล้ว”ซาเลี่ยงหรง ผู้นำตระกูลซากล่าวตอบเช่นกัน
เมื่อการทักทายตามมารยาทผ่านไปสายตาของทั้งสามคนก็เปลี่ยนไปเพราะจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อหาผลประโยชน์จากตระกูลจ้าวใครจะรู้ว่าอีกสองตระกูลใหญ่ก็รอโอกาสนี้เช่นกัน ดังนั้นเื่นี้เมื่อจบลงชิ้นเนื้อก็คงถูกแบ่งเป็สามส่วนไม่เหมือนตอนที่วางแผนเอาไว้ ต่างคนก็ต่างซ่อนความหงุดหงิดใจไว้ในหน้าไม่แสดงออกมา
เพราะหากใครเปิดเผยก่อนย่อมเป็การแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นมองเห็นและจะถูกโจมตีอย่างรวดเร็วจนไม่อาจโงหัวขึ้นได้ทั้งสามสบตากันแล้วพากันเปล่งเสียวหัวเราะออกมาราวกับรู้ใจของอีกฝ่าย
“อย่างนั้นก็แบ่งเป็สามส่วน”เสียงของอู้ฉีดังขึ้น
“ได้” “ตกลง” เสียงของลี่จินหลี่และซาเลี่ยงหรง ตอบรับ
ในตอนนี้พวกเขารู้ดีที่สุดนี่ไม่ใช่เวลามาต่อสู้เพื่อแย่งชิงเพราะหากทำเช่นนั้นไม่ว่าใครแพ้ใครชนะก็ล้วนแล้วแต่ต้องาเ็ล้มตายไม่ใช่น้อยๆ สู้แบ่งกันดีๆต่อไปค่อยคิดหาหนทางดูดกลืนส่วนที่เหลือก็ยังไม่สาย
ในการมาที่ตระกูลจ้าวครั้งนี้นอกจากตระกูลอู้ที่จัดทัพมาอย่างเต็มที่ตระกูลลี่และตระกูลซาก็ไม่น้อยหน้า
ลี่จินหลี่นำผู้าุโ ลี่หยางหลีลูกชายคนโต ลี่หนิงหลงลูกชายคนรองและลี่ซูเจียงลูกสาวคนเล็ก
พร้อมกองกำลังติดตามมาด้วยส่วนซาเลี่ยงหรงก็นำผู้าุโ ซาหนิงเหมยลูกสาวคนโตซาจ้านลูกชายคนเล็ก พร้อมกองกำลังมาด้วยเช่นกันเพราะนี่คือโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้และหาประสบการณ์ตอนนี้จึงเป็ภาพที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นในเมืองตงเฟิงที่ตัวตนระดับจอมยุทธ์และนักยุทธ์มากมายมารวมตัวกันที่นี่
มันทำให้เกิดแรงกดดันที่เกิดจากพวกเขาปล่อยออกมาแสดงให้เห็นว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของกองกำลังเล็กๆในเมืองนี้จะมาเข้าใกล้ได้ทำให้พวกเขาต้องดูอยู่ห่างๆอย่างเดียว
ในใจของพวกเขาก็อยากมีส่วนร่วมในการแบ่งเนื้อหนังตระกูลจ้าวในครั้งนี้ด้วยเพราะหากได้รับมาเพียงเสี้ยวนั่นหมายถึงการก้าวะโของตระกูลของตนเลยทีเดียวแต่ก็ไม่อยากไปขัดใจตระกูลใหญ่เหล่านี้เพราะมันอาจหมายถึงการถูกลบล้างตระกูลออกจากเมืองตงเฟิงตลอดไป
“เรียนท่านผู้นำตระกูลลี่นายหญิงพร้อมที่จะต้อนรับพวกท่านแล้วขอรับ” เสียงของคนรับใช้ที่วิ่งออกมารายงาน
นี่ทำให้บรรดาผู้นำทั้งสามต้องสบตากันเหตุใดจึงเป็นายหญิง แล้วจ้าวิลู่ละเขาไปที่ไหน แต่สงสัยก็ส่วนสงสัยทั้งสามเดินหน้ากลุ่มของตนเองเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลจ้าวเมื่อเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ก็เห็นหญิงคนหนึ่งยืนรออยู่แล้ว
นางก็คือฟางเหนียงนั่นเองในตอนที่ทราบข่าวว่าผู้นำตระกูลลี่กับตระกูลซามาขอพบก็ทำให้นางใจนทำอะไรไม่ถูกแต่ยังดีที่ลูกชายปลอบใจเอาไว้ ทำให้นางเข้มแข็งทำใจกล้าออกมาเผชิญหน้าแต่นางก็ยังต้องใมากขึ้นไปอีกที่มีผู้นำตระกูลอู้เพิ่มมาอีกคน
“ฟางเหนียงยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ตระกูลจ้าวไม่ทราบว่าพวกเราได้รับเกียรติอันใดที่ทำให้ท่านผู้นำตระกูลทั้งสามอุตส่าห์มาเยือน”
นางกล่าวด้วยความนอบน้อมแต่ก็ไม่ได้อ่อนแอ
“เหตุใดพวกเราผู้นำตระกูลทั้งสามมาเยือนทั้งทีผู้นำตระกูลจ้าวไปอยู่ที่ใดเสียแล้ว ไม่ยอมออกมาต้อนรับแบบนี้ไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาชัดๆ”
ลี่จินหลี่พูดด้วยเสียงอันดังแสดงความไม่พอใจออกมา สีหน้าเคร่งเครียดทำให้บรรยากาศตึงเครียดในห้องโถงใหญ่ทันใด
“ถูกแล้วซาผู้นี้แม้ไม่อาจพูดได้ว่ายิ่งใหญ่คับฟ้าแต่ในเมืองตงเฟิงนี้ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเหตุใดผู้นำตระกูลจ้าวจึงไม่ให้เกียรติกันเลยเช่นนี้” ซาเลี่ยงหรง ผสมโรงเข้ามาด้วย
“ข้าอู้ฉีนอกมาจากมาเยี่ยมเยือนแต่ยังอยากมาทวงความยุติธรรมด้วย” ตระกูลอู้ช่างมากมีเล่ห์เลี่ยมจริงๆคนอื่นทำได้เพียงโกรธแต่เขานั้นกลับจะทวงความเป็ธรรมอีกด้วย
ฟางเหนียงไม่เคยต้องรับความกดดันแบบนี้เลย แต่ตอนนี้กลับต้องต่อสู้กับผู้นำตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองตงเฟิงทั้งสามคนพร้อมกันจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มือเย็นเฉียบแต่ก็ยังฝืนแสดงความกล้า
“ไม่ทราบว่าตระกูลจ้าวทำสิ่งใดให้ผู้นำอู้ต้องขุ่นเคืองหากเป็เื่จริงข้าย่อมไม่นิ่งเฉย”
“หึ! มีคนในตระกูลจ้าวของเ้าทำร้ายลูกสาวของข้าและคนรับใช้กลางถนนเื่นี้ใครๆก็รู้ เ้าอย่ามาทำไขสือ”
เื่ราวนี้เป็ที่เลื่องลือในเมืองตงเฟิงในหกเจ็ดวันที่ผ่านมาใครจะไม่รู้ว่าตระกูลอู้เสียหน้ามากแค่ไหนที่ลูกสาวของผู้นำตระกูลและคนรับใช้ถูกทำร้ายโดยชายนิรนามตระกูลอู้ส่งคนออกตามหาทั่งทุกที่เพื่อนำตัวมาลงโทษจนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอแล้วกลับมาถามหาคนคนนั้นที่ตระกูลจ้าว
“ทำร้ายอะไรที่ไหนกันข้าแค่สั่งสอนเด็กที่นิสัยไม่ดีที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนเห็นชีวิตของคนไม่มีค่าแถมยังรังแกคนอ่อนแอไปทั่วแทนที่บ้านให้ ดีกว่าปล่อยให้ไปทำเื่น่าอายให้คนเขานินทาอย่างนี้แล้วควรนำของขวัญมาขอบคุณข้าถึงจะถูก”
เสียงดังปนความหยอกเย้าดังขึ้นตามมาด้วยร่างกายสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาสะกดสายตา เดินยิ้มออกมาด้วยท่าทางสบายใจไม่มีความกังวลหรือกดดันสักนิดเดียว
“คือมันนั่นเอง! ท่านพ่อมันนี่แหละที่ทำร้ายข้าและคนของข้าในวันนั้นเ้าสารเลววันนี้เ้าไม่รอดแน่”
อู้ลี่ซือกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นราวจะกินเืกินเนื้อของจ้าวเฟยหลงให้ได้
“บังอาจนัก!ทำร้ายคนตระกูลอู้แล้วยังกล้าเดินลอยหน้ามาให้ข้าเห็นอีกคงอยากตายมากนักใช่ไหม”
“ใช่แล้ว! ไอ้สารเลวจงมายอมรับความตายเสียดีๆ”อู้เฉียวซานตวาดดังลั่นไปทางจ้าวเฟยหลง
ตอนนี้อีกสองตระกูลกำลังมองดูอย่างสงบพวกเขากำลังคิดว่าด้วยสถานะการณ์นี้ตระกูลจ้าวจะหาทางออกอย่างไรเพราะถ้าหากได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเปลืองแรงตนเองนั้นย่อมดีที่สุด
จ้าวเฟยหลงเมินอู้เฉียวซานโดยสิ้นเชิงจ้องมองไปที่ผู้นำทั้งสามตระกูลแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้หลักที่ปลายโถง
“ที่นี่คือบ้านของข้าข้าจะไปไหนมาไหนมันเกี่ยวอะไรกับเหลือบไรอย่างพวกเ้า”
"อะไรนะ คนที่ทำร้ายคนตระกูลอู้คือคุณชายใหญ่ของตระกูลจ้าวนั่นเองแบบนี้ก็ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่แล้ว"
ทุกคนล้วนจับจ้องที่จ้าวเฟยหลงแต่คำพูดของจ้าวเฟยหลงทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงไอ้นี่มันโง่หรือบ้าจนไม่เข้าใจเหตุการณ์เลยหรือตอนนี้ทั้งสามตระกูลใหญ่มาเพื่อหั่นตระกูลจ้าวเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วยังกล้าด่าว่าพวกเขาเป็เหลือบไร
ลี่หยางหลี คุณชายใหญ่ตระกูลลี่ได้ยินคำพูดของจ้าวเฟยหลง ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
“ไอ้ขยะเดิมทีก็เป็แค่ขยะที่ถูกเขี่ยทิ้งของตระกูล ยังกล้ามาปากดีต่อหน้าข้าอีกหรือ”ลี่หยางหลีเหลียวมองไปรอบๆ
“ทุกท่านอาจยังไม่รู้ไอ้ขยะคนนี้คือจ้าวเฟยหลง ที่ถูกเนรเทศไปพร้อมกับพ่อและแม่ของมันแต่ทำไมมันกลับมาที่ได้แล้วยังทำร้ายคนตระกูลอู้อีกข้อนี้ข้าก็ไม่อาจรู้ได้”
คำพูดของลี่หยางหลีชัดเชนว่าด่าทอจ้าวเฟยหลงแต่ก็ไม่เว้นเพิ่มอุณภูมิให้ตระกูลอู้เข้าไปอีกเพราะด่าว่าจ้าวเฟยหลงเป็ขยะแต่คนตระกูลอู้ถูกขยะทำร้ายนี่มันหมายความว่าตระกูลอู้สู้แม้แต่ขยะก็ไม่ได้แน่นอนว่าคนตระกูลอู้ต่างเจ็บแค้นแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาสนใจลี่หยางหลี
“จ้าวเฟยหลงอย่ามากล่าววาจาไร้สาระที่นี่ต่อให้ที่เป็บ้านเ้าแล้วอย่างไรหากพูดพล่อยๆให้ข้าได้ยินอีกข้าซาจ้านยินดีตบเ้าปากสั่งสอนให้เอง”
ซาจ้านคุณชายรองแห่งตระกูลซาก็หาน้อยหน้าใครไม่เขาต้องแสดงบทบาทเพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อรองให้กับตระกูลของตน
“อึกๆๆ”เสียงซดน้ำชาของจ้าวเฟยหลงแม้ไม่ดังมากแต่ก็ได้ยินทั่วกันเขาไม่แม้แต่จะสนใจคำพูดไร้สาระเหล่านี้เลยด้วยซ้ำเมื่อวางถ้วยชาลงที่โต๊ะก็เรียกฟางเหนียง “ท่านแม่ยืนนานคงเหนื่อยแล้วมานั่งที่นี่เถอะขอรับ”
“อืม!”
ฟางเหนียงตอบรับลูกชายเบาๆแล้วเดินไปนั่งข้างๆจ้าวเฟยหลงท่ามกลางสายจับจ้องของทุกคนหากแม้นถูกกดดันโดยผู้นำตระกูลการบ่มเพาะระดับจอมยุทธ์สามคนพวกเขาคงไม่สามารถแม้แต่จะเอ่ยอะไรออกมาด้วยซ้ำแต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับทำตัวสบายๆซ้ำยังเรียกแม่ของตนให้ไปนั่งข้างๆอีกด้วย
เหล่าคนรับใช้และลูกหลานตระกูลจ้าวต่างพากันตกตะลึงเกิดความชื่นชมในตัวของจ้าวเฟยหลงมากขึ้นเพราะสิ่งที่เขาแสดงออกมานั้นเกินกว่าผู้ใดจะคิดทำได้ มันคือความกล้า ความมั่นใจและบ้าบิ่น ที่ไม่มีใครกล้ามี
“จะ...เ้ามันจะมากไปแล้วนะ!! พวกข้าผู้นำของสามตระกูลใหญ่กำลังพูดกับเ้าอยู่นะไอ้เด็กบ้า”
หลี่จินลี่ะโออกมาด้วยความโกรธหากเป็ที่บ้านของเขามีคนแบบนี้คงโดนตบตายด้วยฝ่ามือเดียวไปแล้ว
“โดนด่าว่าเหลือบไรยังไม่พอใจอีกหรือไม่ใช่ว่าพวกเ้าอยากจะมาแบ่งชิ้นเนื้อของตระกูลจ้าวหรอกหรือ”
เงียบกริบไม่มีใครกล้าโต้แย้งใดๆเพราะมันคือสิ่งที่พวกเขาเดินทางมาทำจริงๆแต่ก็ไม่คิดว่าจ้าวเฟยหลงจะพูดออกมาได้ตรงขนาดนี้
“ถูกต้อง! นอกจากจะแบ่งผลประโยชน์ของตระจ้าวแล้วข้ายังต้องนำตัวเ้ากลับตระกูลอู้เพื่อไปรับโทษด้วยตอนนี้ตระกูลจ้าวกำลังรบมีน้อยนิดคนทำงานก็หร่อยหรอ เ้ารักษาไว้ได้ไม่นานก็ไปไม่รอดอยู่ดียอมให้พวกข้ารักษาแทนจะดีกว่า”
อู้เฉียวซานกล่าวอย่างเย้ยหยัน สายตาแสดงความละโมบออกมา
“ข้าต้องขอโทษแล้วที่เมื่อกี้นี้ข้าวพูดว่าพวกเ้าคือเหลือบไรเพราะพวกเ้าหาใช่ไม่แต่...พวกเ้านั้นชัดเจนว่าเป็ขอทาน เฮ้อ! ซวยอะไรขนาดนี้แต่เช้าเลย”จ้าวเฟยหลงเอามือท้าวคางสีหน้าครุ่นคิด
“หนอย!! นี่มันคงอยากตายแน่ๆถึงวอนขอแล้วขออีกข้าจะจัดการปากของมันก่อนแล้วกัน”
ซาจ้านคือนักยุทธ์ขั้นเก้าทั้งพละกำลังและฝีมือก็นับว่าเป็แถวหน้าของเมืองตงเฟิงน้อยคนจะเอาชนะเขาได้พลังลมปราณไหลเวียนไปที่หมัด แล้วตัวเขาพุ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงเมื่อห่างราวหนึ่งฉื่อหมัดอันรุนแรงก็ถูกปล่อยออกไปทันที
พลั๊ก! กร๊อบ!
“อ้าก!!!”
เสียงร้องอันเ็ปของ ซาจ้านดังขึ้น มือข้างที่ออกหมัดกระดูกแตกไปทั้งแขนห้อยย้อยราวกับไม่เคยมีกระดูกอยู่เลย
“ข้าก็แค่จะหักแขนเท่านั้นนะไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำให้มันละเอียดขนาดนี้”
สีหน้าไม่เดือดร้อนของจ้าวเฟยหลงขณะพูดนั้นทำให้จอมยุทธ์และนักยุทธ์ของทุกตระกูลต่างประหลาดใจ
มันต้องใช้แรงเท่าไรที่จะจับแขนให้อยู่นิ่งแล้วบีบให้กระดูกแตกละเอียดต่อให้จอมยุทธ์ก็ยังลำบากที่จะทำเช่นนั้น
“ลูกพ่อ!! เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
ซาเลี่ยงหรงเข้ามาประคองลูกชายของตนแล้วป้อนเม็ดยาเพื่อรักษาอาการาเ็ให้ซาจ้าน
“ท่านพ่อท่านต้องแก้แค้นให้ข้าด้วย”
“ไม่ต้องห่วงพ่อจะจัดการกับมันอย่างสาสม”
ซาเลี่ยงหรงหันมองจ้าวเฟยหลงด้วยสายตาอาฆาตแค้น
“กล้าทำร้ายลูกข้า วันนี้ก็คือวันตายของเ้า”