ลึกเข้าไปในป่าทึบด้านหลังตระกูลเย่สายลมพัดผ่านหมู่แมกไม้ให้ปลิดปลิวพริ้วไสวอย่างแ่เบาวิหคป่าจำนวนหนึ่งบินถลาอย่างมีความสุขแสงสุริยันยามบ่ายส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ตกกระทบลงมายังร่างผอมบาง
กลิ่นหอมของดินฟุ้งขจรเต็มผืนป่าต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีเบ่งบานอย่างมีชีวิตชีวาด้วยตัวมันเอง
เย่หยางนั่งขัดสมาธิบนก้อนหิน ประสานมือเป็มุทรากลางหน้าอกกระแสบรรยากาศโดยรอบพุ่งสูงขึ้น ต่อมาปราณฟ้าดินก็ค่อยๆ หลอมรวมเข้าสู่กายประหนึ่งร่างของเขาเป็แม่เหล็กแรงสูงคอยดึงดูดปราณฟ้าดิน
ไม่นานนักเย่หยางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นรู้สึกถึงพลังอันเปี่ยมล้นในจุดตันเถียนของตนเอง พร้อมรำพึงว่า "การฝึกฝนในป่าดีกว่าที่บ้านมากจริงๆ เมื่อพลังเต็มเปี่ยม ถือเป็ฤกษ์ดีในการทะลวงผ่านอุปสรรคกั้นขวาง”
“ยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนการประลองจะเริ่มขึ้นเช่นนั้นข้าควรเร่งทะลวงระดับไปสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภาจะได้อยู่ในระดับเดียวกับเย่อวิ๋น”
คิดได้ดังนั้นเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไปหลับตารวบรวมปราณแท้ภายในร่าง ผสานกำลังทั้งหมดที่มีทะลวงผ่านคอขวด
ฝูงชนมารวมตัวกันที่หน้าสนามประลองเป็ตายของตระกูลเย่วันนี้เป็วันประลองเป็ตายระหว่างเย่หยางบุตรชายผู้นำตระกูลกับเย่อวิ๋นศิษย์สายหลัก
ไม่มีใครในตระกูลที่ไม่ทราบเื่นี้แม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลของการประลองแต่ก็พอคาดเดาได้ว่านี่คือการต่อสู้ระหว่างอำนาจภายในของตระกูล ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับทิศทางในอนาคตของเย่หยาง
เกือบทุกคนเข้ามาเฝ้าดูการประลองยกเว้นบางคนที่ต้องเข้าเวรยาม
เย่หลิงเทียนนั่งข้างๆผู้ตัดสินด้วยสีหน้าสงบนิ่งเนื่องจากวันนี้เย่หยางเป็ผู้เข้าร่วมประลองเป็ตายจึงไม่อนุญาตให้เครือญาติเข้าร่วมการตัดสิน
ผู้ตัดสินสิบคนนั่งบนม้านั่งนอกจากผู้าุโทั้งสี่แล้ว ยังมีผู้าุโอีกหลายคนมาเป็สักขีพยาน
ทันใดนั้นอารักษ์ตระกูลเย่ก็รีบเดินเข้ามาหาเย่หลิงเทียนกระซิบกระซาบสองสามคำ สีหน้าของเย่หลิงเทียนก็เปลี่ยนเป็มืดมนในฉับพลันเขาเหลือบมองไปทางประตูเห็นคนนับสิบกำลังเดินเข้ามา
ผู้นำขบวนเป็ชายวัยห้าสิบมีรอยแผลเป็ตรงหว่างคิ้วคนผู้นี้ก็คือจ้าวหย่งเซิงผู้นำตระกูลจ้าว
จ้าวหย่งเซิงเดินเข้ามาหาเย่หลิงเทียนพร้อมเปรยยิ้มๆ "วันนี้เป็วันประลองเป็ตายของนายน้อยตระกูลเย่ข้าจ้าวหย่งเซิงมาส่งกำลังใจ หวังว่าผู้นำตระกูลเย่จะไม่รังเกียจ"
เย่หลิงเทียนมองจ้าวหย่งเซิงด้วยสายตาเ็า "เ้าเป็คนนอกไฉนถึงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจภายในตระกูลเย่ของเราผ่านไปนานกว่าสิบปีแล้วรอยแผลเป็ของเ้าก็น่าจะหายดีจนหลงลืมความเ็ปไปได้แล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว จ้าวหย่งเซิงก็ยกนิ้วขึ้นััรอยแผลเป็ตรงหว่างคิ้วเบาๆพร้อมเอ่ย "เ้าไม่จำเป็ต้องเตือนข้าข้าจงใจเก็บรอยแผลเป็นี้ไว้เอง ทุกครั้งที่ข้าส่องกระจกข้าจะเห็นมันแล้วจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ช้าก็เร็วเ้าจะต้องชดใช้ความอับอายที่เ้านำมาให้ข้า ข้ามาที่นี่ไม่ได้เพื่อชำระบัญชีแค้นแต่เพื่อมาสังเกตการณ์”
เย่หลิงเทียนเหลือบมองจ้าวหย่งเซิงแล้วกล่าว "นี่เป็เื่ภายในตระกูล ข้าไม่อยากให้เ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวมาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้น"
“ฮ่าๆๆๆเ้ากล่าวเช่นนั้นไม่ได้ แม้ว่าเ้าจะเป็ผู้นำตระกูลเย่แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเย่หลิงเทียนเพียงผู้เดียว วันนี้ข้ามาเพราะผู้าุโใหญ่เป็คนเชื้อเชิญผู้าุโใหญ่คิดว่าอย่างไร” จ้าวหย่งเซิงกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างไร้ยางอาย
เย่หลิงเทียนหันไปมองผู้าุโใหญ่เขายังคงรักษาความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็ปกติ อธิบายยิ้มๆ อย่างไม่สะทกสะท้านว่า "ท่านผู้นำ…ขออภัยที่ลืมบอกเื่นี้กับท่าน ว่าข้าได้เชิญผู้นำตระกูลจ้าวมาสังเกตการณ์เพื่อความโปร่งใสเป็ธรรมในการแข่งขันครั้งนี้ หวังว่าท่านผู้นำคงจะเข้าใจ”
เย่หลิงเทียนไม่ได้มีโทสะอย่างที่ทั้งสองคาดเอาไว้เขายิ้มแย้มอย่างสงบพร้อมกล่าว "ไหนๆ เ้าก็มาแล้วเชิญาุโใหญ่เตรียมต้อนรับแขก ให้พวกเขายืนกันอยู่ที่นี่คงไม่ดีนักเดี๋ยวผู้อื่นจะเข้าใจผิดหาว่าตระกูลเย่ปฏิบัติต่อแขกไม่ดี" หลังจากพูดจบเขาก็หลับตาลงพักผ่อนไม่สนใจใดๆ อีก
ผู้าุโใหญ่กับจ้าวหย่งเซิงต่างมองหน้ากันเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกไปจากเดิมเย่หลิงเทียนฝึกฝนเคล็ดวิชา 'เดชราชสีห์พยัคฆ์'ระดับเสวียนขั้นสูงซึ่งเป็เคล็ดบ่มเพาะที่ทรงพลังยิ่ง แต่ก็ส่งผลให้เขาเป็คนขี้หงุดหงิดโมโหง่ายทั้งยังหุนหันพลันแล่น ไม่คิดว่าวันนี้แม้จะถูกคนทั้งสองยั่วยุก็ยังไม่โกรธเคืองนับว่าเกินความคาดหมายไปมาก
ทั้งสองพากันงุนงงแต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเื่เหลวไหล พวกเขาต่างไปนั่งยังตำแหน่งของตนเองปักหลักรอการประลองที่จะเริ่มขึ้นอย่างเงียบๆ
สนามประลองเป็ตายของตระกูลเย่เป็ทรงเป็สี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวยี่สิบจ้างกว้างยี่สิบจ้าง พื้นดินถูกเสริมด้วยก้อนศิลาขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งมากต่อให้ผู้มาประลองอยู่ในระดับนักรบ ถึงจะต่อสู้กันอย่างเต็มกำลังก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆให้กับสนามประลองได้
หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป ผู้าุโคุมกฎก็เดินไปยังกลางสนามประลองยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะประกาศเสียงดังว่า "การต่อสู้ระหว่างเย่หยางกับเย่อวิ๋นได้ผ่านความเห็นชอบจากเหล่าผู้าุโของตระกูลอนุญาตให้ทั้งสองประลองเป็ตาย ไม่ว่าผลออกมาจะเป็เช่นไร ความแค้นทั้งหมดจะยุติลงไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถเอาความเื่นี้ได้ในภายหลังไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษตามกฎตระกูล”
เขาหยุดชั่วครู่ก่อนกล่าวต่อ "ผู้ประลองทั้งสองฝ่ายจงเข้ามาในสนาม"
ทันทีที่เขากล่าวจบก็มีร่างร่างหนึ่งะโขึ้นไปบนสนามประลองคนผู้นี้ก็คือเย่อวิ๋น แม้เขาจะอายุเพียงแค่สิบเจ็ดปีแต่ก็ฝึกฝนอย่างหนักมาโดยตลอดทำให้ความแข็งแกร่งทางกายเทียบเท่ากับวัยผู้ใหญ่
"คารวะผู้าุโ"เย่อวิ๋นผสานมือทำความเคารพผู้าุโคุมกฎมีสถานะสูงส่งอย่างยิ่งในตระกูล เย่อวิ๋นจึงไม่กล้าขัดขืนหรือกระทำการล่วงเกินใดๆ
ผู้คุมกฎเพียงพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้กล่าวอันใดอีกกระทำเพียงยืนรอเย่หยางโดยมีเย่อวิ๋นอยู่ข้างๆ
ทว่าหลังจากรอมาเนิ่นนานก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเย่หยางผู้คุมกฎก็ชักเริ่มหมดความอดทน เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า "เย่หยางอยู่ไหน"
หลังจากรออยู่นานก็ไม่มีผู้ใดขานตอบ ทั้งสถานที่เงียบงัน
“เอ๊ะ! เกิดอะไรขึ้นเย่หยางอยู่ไหน”
“ไม่ใช่เพราะกลัวจนไม่กล้ามาประลองรึ”
“เป็ไปได้อย่างไรเขาเป็คนเสนอการประลองครั้งนี้ ถ้าไม่มาจะมีโทษร้ายแรง”
“ชิ! แล้วมันร้ายแรงอย่างไรมาต่อสู้ในสนามประลองเป็ตายหากแพ้ก็ต้องตายอยู่ดีไม่ว่าจะร้ายแรงแค่ไหนความตายก็ร้ายแรงกว่าอยู่ดีมิใช่หรือ”
เย่หยางยังมาไม่ถึงสนามประลองทุกคนรอบสนามก็เริ่มพูดคุยซุบซิบกันไปต่างๆ นานา แม้ส่วนใหญ่จะมองเย่หยางไม่ดีนักแต่พวกเขาก็ชื่นชมในความกล้าหาญของเย่หยาง ไม่ใช่ทุกคนที่กล้าเอาชีวิตมาปกป้องศักดิ์ศรี
“ฮ่าๆข้าไม่คิดเลยว่างนายน้อยของตระกูลเย่จะหลบหนีการประลอง หากเื่นี้แพร่กระจายออกไปจะกลายเป็เื่น่าขบขันที่สุดในเมืองปาฮวงไม่คิดเช่นนั้นหรือท่านเย่?" จ้าวหย่งเซิงพูดพลางยิ้ม
ตอนเด็ก เขาพ่ายแพ้ให้กับเย่หลิงเทียนเหตุการณ์ครั้งนั้นนำความอัปยศอดสูมาให้เขาอย่างยิ่ง เขาจึงเฝ้าหาโอกาสแก้แค้นมาตลอดหลายปีและโชคดีที่เย่หลิงเทียนประสบหายนะครั้งใหญ่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ส่งผลให้พลังยุทธ์ของเย่หลิงเทียนหยุดชะงักที่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสามนภาทว่าแม้ยามนี้จ้าวหย่งเซิงจะมีฝีมืออยู่ในระดับเดียวกันแต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อกรของเย่หลิงเทียนอยู่ดี
ในเมื่อสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ตอนนี้ทำให้ศัตรูคู่อาฆาตต้องอับอายได้เขาจะไม่ยอมพลาดโอกาสที่หายากเช่นนี้ไปอย่างเด็ดขาด
“ไม่ต้องห่วงลูกชายของข้าไม่ใช่พวกขยะอย่างตระกูลจ้าว เื่หลบหนีการต่อสู้คงมีแต่ตระกูลของเ้าเท่านั้นละหากวันนั้นเ้าไม่หนี คงกลายเป็ิญญาที่ถูกสังหารด้วยคมดาบข้าไปแล้วมีหรือจะมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้” เย่หลิงเทียนตอกกลับอย่างสงบ
"เ้า..."จ้าวหย่งเซิงพรวดพราดลุกขึ้นพลางยกมือชี้หน้าเย่หลิงเทียนถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถหาคำพูดมาหักล้างคำกล่าวของเย่หลิงเทียนได้เพราะในตอนนั้นเขาได้หลบหนีการต่อสู้กับเย่หลิงเทียนอย่างน่าสมเพชจริงๆ “ชิ! แล้วมาดูกันว่าเ้าจะปากดีได้อีกนานแค่ไหนข้าอยากเห็นนักว่าลูกชายไร้ประโยชน์ของเ้าวันนี้จะตายอย่างไร”
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วงเื่ลูกชายของข้าหรอกได้ยินว่าเมื่อหลายวันก่อนลูกชายเ้าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนต้องเสนอเงินรางวัลค้นหาตัวหนึ่งแสนเหรียญทอง แต่ตอนนี้ยังไม่พบร่องรอยอันใดเลยข้าว่าเ้าควรอ้อนวอนขอความเมตตาจาก์ดีกว่านะลูกชายของเ้าทำเื่เลวร้ายมามาก คาดว่ายมบาลคงมาเอาตัวไปแล้ว”
เย่หลิงเทียนไม่รู้ว่าจ้าวจื่อหาวถูกเย่หยางสังหารไม่เช่นนั้นเขาคงไม่นำเื่นี้มากล่าวยั่วยุจ้าวหย่งเซิง
แต่คำกล่าวของเย่หลิงเทียนทำให้ตระกูลเย่หลุดจากข้อครหาเนื่องจากไม่มีผู้ใดเสียสติพอที่จะสังหารลูกชายของผู้อื่นแล้วเอามาพูดเล่นประชดประชันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
สีหน้าของจ้าวหย่งเซิงหมองลงเขาพอจะเดาได้ว่าลูกชายกำลังตกอยู่ในอันตรายคำประชดของอีกฝ่ายไม่ต่างจากการจี้ใจดำทำให้จ้าวหย่งเซิงแทบอยากจะวิ่งหนีออกไปไกลๆ ด้วยความโมโห
แต่พอคิดว่าตนเองมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำจึงระงับโทสะไม่สนใจเย่หลิงเทียน เพียงแค่มองเขาด้วยสีหน้าเ็า
เมื่อเย่หลิงเทียนเห็นว่าจ้าวหย่งเซิงไม่ต่อล้อต่อเถียงกลับเขาก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวล ‘เ้าเด็กสารเลวตอนนี้ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน’
พอเห็นว่าเย่หยางยังไม่ยอมปรากฏตัวอีกเย่อวิ๋นก็กล่าวกับผู้าุโคุมกฎอย่างรังเกียจ "เย่หยางคงอับอายจนไม่กล้าออกมาประลองเช่นนั้นท่านช่วยตัดสินให้ข้าเป็ผู้ชนะได้หรือไม่"
ผู้าุโคุมกฎกล่าวอย่างไร้ความรู้สึก "ตามกฎตระกูลถ้าเย่หยางยังไม่ยอมปรากฏตัวภายในหนึ่งก้านธูปจะถูกขับไล่ออกจากตระกูล จุดธูปได้"หลังจากสาธยายจบเขาก็โบกมือให้คนจุดธูป
ผู้มารับชมสูดหายใจอย่างลุ้นระทึก ด้วยไม่คาดคิดว่ากฎเกณฑ์ของสนามประลองเป็ตายจะจริงจังขนาดนี้หากเย่หยางไม่มาเข้าร่วมประลองเขาจะถูกไล่ออกจากตระกูล
อีกมุมหนึ่งของสนามประลองมีหญิงสาวหลายสิบคนจากตระกูลเย่มารวมตัวกันอยู่ พวกนางกำหมัดแน่นด้วยความกังวลขณะมองไปยังสนามประลอง
“พี่ชิงเสวียน ท่านคิดว่าเย่หยางจะมาหรือไม่”
“ใช่!ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ข้ากังวลมาก”
เย่ชิงเสวียนก็รู้สึกกังวลไม่ต่างจากคนอื่นๆหยาดเหงื่อไหลหยดระหว่างคิ้ว นางทอดถอนหายใจพลางตอบว่า "ข้าเองก็ไม่รู้ หวังว่าเขาจะไม่มา"
“แต่ถ้าเขาไม่มาเขาจะถูกขับไล่ออกจากตระกูล หากเป็เช่นนั้นเย่หยางคงน่าสงสารแย่”
“แต่ถ้ามาที่นี่ก็อาจถูกฆ่าตายได้ทำอย่างไรดี ข้ารู้สึกเป็ห่วงยิ่งนัก”
เย่ชิงเสวียนค่อยๆเสยเส้นผมสองสามเส้นที่กระจัดกระจายปิดหน้าปิดตาของนางขึ้น มือเรียวหยกค่อยๆเลื่อนไปเหนือหู แววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อน นางกล่าวขึ้นอย่างแช่มช้า “อย่ากังวลไปเลย เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งนั้น รออย่างสบายใจเถิด"
“หึ! เ้าสารเลวเย่เฟิงไม่คิดเลยว่าเ้าจะต่ำช้าถึงเพียงนี้ รังแกเย่หยางยังไม่พอ ยังอยากจะสังหารเขาด้วย”
ในที่สุดก้านธูปก็ถูกเผาจนเกือบหมด
าุโคุมกฎมองไปที่ธูปเห็นว่าเหลือส่วนเล็กๆจึงกล่าวขึ้นว่า "ข้าจะประกาศผลการแข่งขันในวันนี้ เย่อวิ๋นเป็ฝ่าย..."
“ช้าก่อน” เสียงเกียจคร้านดังก้องหูของทุกคน “ขออภัยข้าฝึกซ้อมจนเหงื่อไหลโซมกายเลยกลับไปอาบน้ำอาบท่า จึงทำให้มาสายไปหน่อย”
ร่างผอมเพรียวเดินเข้ามายังสนามประลองทีละก้าวเสียงฝีเท้าดังกึกก้อง ในใจของทุกคนพลันตึงเครียด
เขาสวมชุดสีดำยืนอย่างภาคภูมิบนสนามประลองคิ้วรูปกระบี่ดวงตาเฉียบแหลมใบหน้าหล่อเหลาแฝงรอยยิ้มกระชากใจเหล่าหญิงสาวไปมากมาย ทำให้พวกนางเปล่งเสียงกรีดร้องชื่นชม...
เย่หยางส่งยิ้มให้หญิงสาวพยักหน้าอย่างมั่นใจให้กับเย่หลิงเทียนที่อยู่ในกลุ่มผู้ชมจากนั้นเขาก็กล่าวกับผู้าุโคุมกฎว่า "เราเริ่มกันเลยดีไหมขอรับ"
ผู้าุโคุมกฎเหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาดครู่ต่อมาก็กลับสู่ความเฉยเมยพร้อมประกาศว่า "การประลองเป็ตายเริ่มขึ้นณ บัดนี้"