สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 เรื่องเล่าของเรือนจำ

            สองมือซุนเฟยกำขวานยักษ์แน่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาได้กลิ่นคาวเลือดลอยปะปนมาในอากาศ ซุนเฟยปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด ในขณะเดียวกันก็ปรับพลังและจิตใจให้อยู่ในสภาวะตื่นตัวสูงสุดจากนั้นก็ถีบประตูอย่างรุนแรงเสียงดัง ‘ปึง’ บานประตูหนาขนาดใหญ่ตรงหน้าก็ปลิวไปตามแรงถีบ...

            แผ่นไม้กระเด็นออกไป แตกเป็นเสี่ยงๆรังที่ชั่วร้ายของลาสบอสแอนเดเรีย ในที่สุดซุนเฟยก็เปิดม่านลึกลับนั่นแล้ว

            ท่ามกลางเสียงคำรามที่ดังไม่ขาดสายเหล่ามอนสเตอร์ที่ชั่วร้ายทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ‘โร้กมืด’ ‘โครงกระดูก’ ‘มนุษย์แพะ’ จำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏออกมาราวกับกระแสน้ำที่ไหลทะลัก

            ในขณะเดียวกันแรงกดดันมหาศาลที่ยากจะจินตนาการได้ก็พวยพุ่งออกมาราวกับสัตว์ร้ายกำลังกระโจนเข้ามาด้วยผลกระทบของแรงกดดันมหาศาลที่น่ากลัว แม้แต่อากาศก็เปลี่ยนเป็นหนาแน่นขึ้นทำให้การเคลื่อนไหวของซุนเฟยและเอเลน่าเชื่องช้าเหมือนร่างกายจมดิ่งอยู่ในบึงพลังชั่วร้ายนี้เหนือกว่าที่ทั้งสองคนจินตนาการไว้เสียอีก

            “ตายซะ! ผู้บุกรุกสมควรตาย!”

            เสียงคำรามดังกึกก้องจนทำให้ห้องมืดมิดสั่นสะเทือนก้อนหินพลันแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วร่วงตกลงมากระแทกพื้น เปลวไฟสั่นไหวราวกับมีเสียงเรียกหาจากปีศาจร้ายที่อยู่ส่วนลึกที่สุดในนรก

            ตามมาด้วยร่างปีศาจที่สูงกว่าสี่ห้าเมตรปรากฏออกมาตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคน

            นี่เป็นผู้หญิงร่างยักษ์ที่กลายเป็นปีศาจไปแล้วครึ่งหนึ่งใบหน้าของนางสวยงามไม่เป็นรองใครสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลกถูกบดบังด้วยใบหน้าอันงดงามนี้เป็นใบหน้าที่พระเจ้ารังสรรค์ขึ้นมาด้วยความรัก...แต่ที่ทำให้หวาดกลัวก็คือนอกจากใบหน้าที่ยังคงความงดงามของแม่ชีแอนเดเรียแล้ว ส่วนอื่นๆ กลับกลายเป็นปีศาจเพื่อให้มีพลังมากขึ้น แอนเดเรียจึงมั่นฝึกฝนทักษะพิษสองมือเรียวงามกลายเป็นกรงเล็บปีศาจที่น่าเกลียด ทั้งยังมีบางอย่างแปลกๆ คล้ายหัวงูขนาดใหญ่สี่ตัวงอกมาจากแผ่นหลังของนาง ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยความกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้ แรงกดดันที่น่ากลัวเมื่อครู่ถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของนางนั่นเอง

            “ว้าก!”

            ซุนเฟยพลันร้องคำรามออกมาอย่างรุนแรง เขาเปิดใช้งานทักษะ ‘คำราม’ ของคนเถื่อนทันที

            ทันทีที่พลังวิเศษนี้ถูกปล่อยออกมามอนสเตอร์ระดับต่ำที่เดินอยู่ข้างๆ ลาสบอสแอนเดเรียเนืองแน่นก็พากันตกใจวิ่งหนีไปแต่ทักษะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับลาสบอสแอนเดเรีย นางไม่รู้สึกหวาดกลัวใดๆเมื่อนางคำรามออกมาก็จะปรากฏกลุ่มแสงสีเขียวหกลูกที่น่ากลัวออกมาจากร่างของนาง

            “เอเลน่า ยืนไกลๆ กว่านี้ระวังอย่าโดนพลังนั่น มันเป็นพิษที่ร้ายกาจมาก”

            ซุนเฟยตะโกนบอก ในขณะที่ตัวเองก็หยิบ ‘น้ำยารักษาชีวิต’ ออกมาดื่มขวดหนึ่งแล้วทะยานเข้าไปที่กลุ่มแสงสีเขียวนั่น พริบตาเดียวก็พุ่งเข้าไปอยู่ตรงหน้าแอนเดเรียขวานยักษ์ในมือฟันไปที่ร่างของแอนเดเรียอย่างรุนแรง ด้วยความเร็วทำให้ขวานกลายเป็นแสงสว่างสีขาววาบ

            “อ๊า!”

            ปีศาจสาวรู้สึกเจ็บปวด นางจึงกรีดร้องออกมาแล้วโจมตีอย่างคลุ้มคลั่ง

            ตอนนี้ร่างของซุนเฟยถูกพิษ ทั้งร่างของซุนเฟยแม้กระทั่งผมและขนคิ้วยังกลายเป็นสีเขียวแม้แต่ขวานยังเปียกชื้นไปด้วยของเหลวสีเขียว เขาทนรับการโจมตีอย่างหนักหน่วงของปีศาจสาวอยู่หลายครั้งเลือดไหลออกมาตามร่าง พลังชีวิตตอนนี้เหมือนลูกโป่งที่มีอากาศรั่วออกมาจนฟีบ

            ซุนเฟยจำต้องหลบหนี

            เขาวิ่งหนีอย่างรวดเร็วเมื่อทิ้งระยะห่างได้ก็รีบดื่ม ‘น้ำยารักษาชีวิต’

            ปีศาจสาวแอนเดเรียก็ยังคงไล่ตามไม่ปล่อยแสงสีเขียวที่เต็มไปด้วยพิษร้ายถูกขว้างไปทางซุนเฟย ชั่วพริบตาที่แสงเหล่านี้จะสัมผัสร่างของซุนเฟยนั้น

            ตอนนี้เอง

            ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!

            ลูกธนูได้ทำลายกลุ่มแสงที่น่ากลัวในอากาศจนแตกเป็นเสี่ยงๆทิ้งวิถีการยิงเป็นประกายแสงสีทองของ ‘โบเรียล เลเซอร์ บาวด์’ ไว้ในอากาศตามด้วยลูกธนูที่สีฟ้าที่มีกลิ่นอายเย็นยะเยือกพุ่งเข้ามาโจมตีแอนเดเรียประหนึ่งฝนธนูช่วงชิงชีวิตของปีศาจสาวอย่างบ้าคลั่ง

            ‘เทพธิดานักรบ’ เอเลน่าเมื่อเห็นซุนเฟยกำลังตกอยู่ในอันตรายมือก็รีบดึงสายธนูยิงทันที ดวงตาประกายแสงเย็นชาทั่วร่างเต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์พลุ่งพล่านตามอารมณ์ที่โกรธเกรี้ยว

            การโจมตีที่ดุเดือดเช่นนี้ดึงดูดความสนใจของปีศาจสาวแอนเดเรีย

            นางคำรามอย่างโมโห หันร่างเดินไปทางเอเลน่า

            “รักษาระยะห่างไว้...อย่าให้นางเข้าใกล้ร่างเจ้าในระยะสามสิบเมตร!” ซุนเฟยตะโกนบอกไปพลางดื่ม ‘น้ำยารักษาชีวิต’ ไป จากนั้นก็หมุนตัวตามไปติดๆพลังชีวิตเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ฟันขวานไปที่หลังของแอนเดเรียอย่างรุนแรงในที่สุด ‘ความอาฆาต’ ของลาสบอสก็ถูกดึงกลับมา

            การตอบสนองแบบนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น

            พลังชีวิตของปีศาจสาวแอนเดเรียก็ลดลงทีละหนึ่ง

            ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดช่วงเวลาที่ซุนเฟยรอคอยก็มาถึง...ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดที่ดังสะเทือนฟ้า แอนเดเรียค่อยๆ ล้มลงจมกองเลือดซุนเฟยเห็นภาพในตอนที่ร่างนั้นล้มลงอย่างช้าๆ เขาจัดการปีศาจสาวคนนี้ได้สำเร็จ หางตาของนางมีหยาดน้ำตาประกายร่วงลงมา น้ำตาไหลผ่านใบหน้างดงามในดวงตางดงามคู่นั้นปรากฏร่องร่อยหลุดพ้นและหลงใหล ราวกับจะบอกลาคนรักที่อยู่ห่างกันไกล...

            ประกายชีวิตสว่างวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไปแม้แต่ซุนเฟยยังคิดว่าตัวเขาเกิดรู้สึกผิดขึ้นมา

            หลังจากนั้น ร่างของแอนเดเรียก็พลันมีเปลวไฟลุกไหม้ท่วมร่าง ใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาและร่างกายน่าเกลียดที่กลายเป็นปีศาจก็ถูกเผาไหม้เป็นเถ้าธุลี เหล่ามอนสเตอร์ระดับต่ำที่ติดตามนางกรีดร้องโหยหวนออกมาท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกไหม้

            ไม่ช้า พื้นที่ชั้นใต้ดินชั้นห้าทั้งหมดก็ไม่มีมอนสเตอร์หรือปีศาจตัวใดหลงเหลือ

            ในขณะที่ซุนเฟยยังคงคิดถึงฉากที่น่าตื่นตาเมื่อครู่นี้ แสงสีขาวก็พุ่งออกมาจากฟากฟ้า ปกคลุมร่างของเขา...

            “ฮ่า เลเวลอัพอีกแล้ว!”

            ซุนเฟยดีใจมาก รีบกดเข้าไปที่หน้าจอสเตตัสหลังผ่านการต่อสู้นองเลือดมา ตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนถึงเลเวล 16 แล้ว...ในเวลาเพียงสี่ชั่วโมงหลังเคี่ยวเข็ญมาอย่างหนักหน่วง เลเวลก็เพิ่มขึ้นมา 4 เลเวล โดยรวมแล้วถือว่าไม่เลวเลย

            หลังเพิ่มคะแนนสถานะและคะแนนทักษะเรียบร้อยแล้วสายตาของซุนเฟยก็ถูกดึงดูดด้วยประกายแสงสีทองอร่ามตาบนพื้น เมื่อแอนเดเรียตายก็มีไอเทมหายากตกถึงสี่ชิ้น นี่ทำให้ซุนเฟยมีความสุขมากเขารีบเดินไปเก็บของตรงหน้า พบว่าไอเทมทั้งสี่ชิ้นนั้น ชิ้นแรกเป็นโล่รูปหน้าสิงโตสีขาวที่ดูทรงพลังอย่างมากชิ้นที่สองเป็นรองเท้าหนังที่มีสายโซ่พันรอบ รูปร่างสวยงาม ชิ้นที่สามเป็นหมวกเกราะเหล็กที่เต็มไปด้วยลวดลายลึกลับดูเรียบง่าย และชิ้นสุดท้ายเป็นเข็มขัดหนังมีหัวเข็มขัดสีเหลืองยาวประมาณสามเมตร

            “โอ้? วะฮะฮ่า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพอจัดการเคานต์เตสกับช่างตีเหล็กผู้ร่วงหล่นแล้วถึงไม่มีไอเทมดีๆ ตกมาให้สักชิ้น ที่แท้ไอเทมทั้งหมดมันไปกระจุกอยู่ที่ลาสบอสแอนเดเรียนี่เอง...ข้านี้มันโชคดีจริงๆ! ไอเทมทั้งสี่ชิ้นนี้เหมาะกับคนเถื่อนในตอนนี้มาก ฮึๆ กำลังขาดแคลนไอเทมอยู่พอดีเลย ฮ่าๆๆ!”

            ซุนเฟยหัวเราะอย่างดีใจ

            แม้ว่าไอเทมทั้งสี่ชิ้นจะยังไม่ได้ตรวจสอบแต่คุณสมบัติที่เผยออกมาเล็กน้อยนี้ก็ทำให้รู้ว่ามันต้องเป็นของที่ดีมากแน่นอน ซุนเฟยหัวเราะยินดีแบบโง่ๆ อยู่สักพักก่อนจะรีบเก็บเมจิคไอเทมและไอเทมอื่นๆ อย่างรวดเร็ว เหรียญทองทั้งหมดที่ได้มาจากพวกมอนสเตอร์ที่ตกอยู่บนพื้นเขาก็รีบกวาดเข้ามาในกระเป๋าเช่นกัน

            หลังกวาดตามองอย่างละเอียดว่าไม่มีอะไรหลุดรอดสายตาแล้ว เขาก็รีบเปิด ‘ม้วนคัมภีร์กลับเมือง’ ทันที ประตูมิติสีฟ้าปรากฏขึ้นซุนเฟยและเอเลน่าก็พากันกลับไปที่ ‘ค่ายโร้ก’

            ไม่รู้ว่ารู้สึกผิดปกติไปหรือเปล่าวินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในค่ายซุนเฟยพบว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากที่ผ่านมา

            ไม่นาน หูของเขาก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดังขึ้นมา

            “แอนเดเรียตายแล้ว...ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม...แอนเดเรีย ปีศาจสมควรตายตัวนั้นตายไปแล้วจริงๆ!”

            “เป็นนักรบคนเถื่อนผู้กล้าหาญคนนั้น เขาสังหารแอนเดเรียไปแล้ว...ไม่น่าเชื่อจริงๆ!”

            “แสงแห่งความหวังครั้งใหม่ได้กลับมายังแผ่นดินโร้กแล้ว...พวกเราปลอดภัยแล้ว!”

            “พระเจ้าคุ้มครอง แอนเดเรียตายแล้ว เส้นทางทิศตะวันออกได้เปิดแล้ว พวกเราสามารถเดินทางไปที่ ‘ลุกค์ โกลไลน์’ ได้แล้ว...”

            ซุนเฟยชะงัก เขาหันไปมองเอเลน่าที่อยู่ข้างๆ ก็พบว่าตอนนี้ทหารรับจ้างสาวได้หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจออกมา ยามที่มองมาที่ซุนเฟยก็เต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชม เอเลน่าพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า“นายท่านซุนเฟย แอนเดเรียที่เป็นฝันร้ายของ ‘ค่ายโร้ก’ ได้สลายไปแล้ว ท่านจะกลายเป็นนักรบในตำนานของค่ายโร้ก ตามคำปฏิญาณของบรรพบุรุษค่ายเมื่อหกสิบปีก่อน ตอนนี้ท่านกลายเป็นผู้นำสูงสุดของ ‘ค่ายโร้ก’ แล้ว ท่านจะได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ และนอกจากนี้ท่านยังได้รับพรอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าทั้งยังได้รับทักษะของพระเจ้าในตำนานสามอย่าง!”

            ขณะที่เอเลน่าพูดก็มีผู้คนจำนวนมากมาล้อมรอบเขา ยัยป้าขี้งกอาคาร่า ผู้นำทหารรับจ้างคาเชีย ช่างตีเหล็กชาร์ซี ตาแก่ยาจกเคน นักพนันคิดและเหล่าโร้กสาวผู้น่ารัก...ทุกคนเดินมาหาซุนเฟยปากของพวกเขากำลังร้องเพลงลึกลับ พวกเขาต่างคุกเข่าลงกับพื้น

            ซุนเฟยฉีกยิ้มกว้าง

            น่าแปลกใจจริงๆจำได้ว่าในเกมคอมพิวเตอร์โลกเก่าไม่มีฉากนี้ ในใจรู้สึกสงสัยอยากจะถามให้แน่ชัดโดยเฉพาะคำว่า ‘คำปฏิญาณของบรรพบุรุษ’ และ ‘ทักษะของพระเจ้า’ ที่เอเลน่าพูดถึงมันกระตุ้นความรู้สึกและความสงสัยของซุนเฟยอย่างมาก ทว่าตอนนี้เอง...

            “เวลาเล่นเกมของคุณวันนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว...นับเวลาถอยหลังสิบวินาที...”

            ทันใดนั้น ในหัวของซุนเฟยก็ปรากฏเสียงลึกลับเย็นชา

            ในใจซุนเฟยพลันตกใจ รู้เลยว่าถามไม่ทันแล้วเขารีบฉวยโอกาสแลกเปลี่ยนไอเทมในความคิดตัวเอง น่าเสียดายที่ ‘ม้วนคัมภีร์กลับเมือง’ ยังคงแลกเปลี่ยนไม่ได้เพราะเลเวลไม่ถึงซุนเฟยจึงได้รับ ‘น้ำยาความฟื้นฟูแข็งแกร่ง’ ‘น้ำยารักษาชีวิต’ และ ‘น้ำยาฟื้นฟูมานา’

            หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนร่างไร้น้ำหนักภาพตรงหน้ามืดสนิท

            มองไม่เห็นอะไรเลย

            ……

            เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว

            เมื่อหันไปมองรอบๆก็พบว่าเวลาอาหารกลางวันได้ผ่านไปแล้ว แองเจล่าและเจ็มม่าไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ซุนเฟยให้สาวใช้ไปหาอะไรมาให้เขากิน จากนั้นก็บรู๊คก็เดินนำเขาไปที่เรือนจำ โดยมีองครักษ์อย่างเฟร์นันโดตอร์เรสเดินตามมา ตามคำสั่งเมื่อช่วงเช้าที่จะเริ่มทำการจัดระเบียบเรือนจำใหม่

            เรือนจำเป็นสถานที่ที่องค์ราชารุ่นที่ผ่านมาของเมืองแซมบอร์ดใช้เป็นที่สอบสวนและคุมขังนักโทษ จึงมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาและเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกล ทั้งสามคนเดินไปตามเนินเขาด้านหลังถนนของเมืองยี่สิบกว่านาทีก็มาถึง

            มีรูปปั้นหินนักรบขนาดใหญ่ที่สูงสามสิบเมตรกว่าๆ อยู่สองตัว ยืนตระหง่านอยู่ด้านนอกประตูเรือนจำ รูปปั้นนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันด้านหลังของรูปปั้นเป็นขั้นบันไดที่สร้างมาจากก้อนหินสีขาวยาวกว่าหนึ่งพันเมตร ทอดยาวไปตามทางคดเคี้ยวของภูเขาเมื่อเดินมาถึงลานกว้างขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ซึ่งตรงกลางจะเป็นป้อมปราการสีดำที่ดึงดูดความสนใจของคนนี่คือเรือนจำ

            เรือนจำสีดำแห่งนี้ไม่รู้ว่ามีห้องขังจำนวนเท่าไร มีขุนนาง เชื้อพระวงศ์ วีรบุรุษ และทหารได้ตายลงที่นี่ ชาวบ้านและนักโทษจำนวนนับไม่ถ้วนล้มตายจนกลายเป็นกระดูก กล่าวได้ว่า สถานที่ตรงนี้เป็นที่กล่าวขวัญในเมืองแซมบอร์ดมีเรื่องเล่าว่าหากคนที่ถูกคุมขังไว้ที่เรือนจำนี้แล้วแทบจะไม่มีใครได้รอดชีวิตออกมาแม้วันธรรมดาที่พระอาทิตย์สาดส่องลงมาอย่างแรงกล้าก็ไม่มีใครยอมเข้าใกล้ ‘สุสานคนเป็น’ ที่มืดมิดแห่งนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อซุนเฟยบรู๊ค และตอร์เรสเดินมาถึงลานกว้างนี้กลับพบฝูงชนจำนวนมากอยู่ที่นี่...

            ----------------------