สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 97 เปลี่ยนสีหน้า

            “ต้องใช้เวลา?”

            ซุนเฟยขมวดคิ้วเมื่อแมซโซลาและลูเซียโนเห็นท่าทางแบบนี้ ทั้งสองก็พลันใจเต้นด้วยความระทึกเมื่อได้ยินซุนเฟยพูดต่อว่า “ต้องใช้เวลานานเท่าไร?”

            “นายท่าน หากแลกก้อนหินเวทมนตร์ทั้งสี่ก้อนในมือของท่านคงแลกก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำได้ล้านกว่าก้อน ด้วยปริมาณจำนวนนี้แม้ว่าจะเป็นท่านบิชอปเซิร์จเยเรมีแห่งอาสนวิหารนักบุญไอแซคของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เซนิทก็ไม่อาจจัดหาให้ได้ในวันสองวัน” แมซโซลาตอบกลับอย่างระมัดระวังพยายามใช้น้ำเสียงของตัวเองโน้มน้าวใจของซุนเฟย“บวกกับการเดินทางไปกลับแล้วยังจำเป็นต้องใช้อัศวินช้าราชบริพารหรืออัศวินจำนวนมาอารักขาอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาราวๆ สี่ถึงห้าเดือนถึงจะสามารถดำเนินการเสร็จ”

            “สี่ถึงห้าเดือน? นานเกินไปแล้ว!" ซุนเฟยส่ายหน้า

            “ไม่ทราบว่านายท่านอยากแลกเปลี่ยนก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำเพื่อ...”แมซโซลาถามอย่างระมัดระวัง

            สายตาของซุนเฟยพลันเปลี่ยนไปสายตาของเขาราวกับมีดที่พร้อมจะแทงเข้ามาที่หน้าของเขา

            แมซโซลารู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้ามาทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกแมซโซลารีบคุกเข่าลงแล้วอธิบาย “นายท่าน ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้คิดจะสอดแนมความลับของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่หากนายท่านไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำจำนวนมากในคราวเดียวข้าสามารถแบ่งเป็นรอบในการแลกเปลี่ยนให้ท่านได้เช่น ทุกรอบข้าจะแลกเปลี่ยนก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำให้นายท่านหนึ่งพันก้อน แบบนี้จะได้เร็วกว่านอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการจัดส่งของเป็นจำนวนมากด้วย”

            ซุนเฟยได้ยินดังนั้นก็ตาเป็นประกาย

            รอบหนึ่งแลกได้หนึ่งพันก้อน ทุกเดือนแลกก้อนหินเวทมนตร์สักสามสี่รอบแบบนี้ก็น่าจะเพียงพอที่ตัวเองจะใช้สอยในโลก Diabloอีกทั้งยังสามารถขายก้อนหินเวทมนตร์เหล่านี้กับ NPC และรับประกันได้เลยว่าอาชีพทั้งเจ็ดนั้นจะไร้ซึ่งอุปสรรคในด้านการจับจ่ายซื้อของแน่ๆ ความเร็วในการอัพเลเวลก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

            “ดี เรื่องนี้ พวกเจ้าก็จัดการไปซะ”

            ซุนเฟยโยน 'อัญมณีตำหนิ' และ 'อัญมณีทั่วไป' อย่างละก้อนไปทางแมซโซลา“ระดับกลางหนึ่งก้อน ระดับสูงหนึ่งก้อนทั้งหมดจะได้ก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำหนึ่งหมื่นหนึ่งพันก้อนเจ้านำมาให้ข้าหนึ่งหมื่นก้อน ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งพันก้อนถือว่าเป็นสิ่งตอบแทนสำหรับพวกเจ้าทั้งสองคนที่ช่วยข้าจัดการเรื่องนี้”

            “นายท่าน การที่ได้รับใช้ท่านถือว่าเป็นเกียรติแก่พวกเราพวกเราทั้งสองคนไม่กล้ารับของตอบแทน” แม้ว่าก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำหนึ่งพันก้อนจะเกินกว่าความมั่งคั่งของพวกเขาที่ได้รับจากการทำงานอย่างหนักเพื่อรับใช้โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ ควบคู่กับการรีดไถจากคนอื่นๆ มาหลายปีแต่ตอนนี้ทั้งสองคนกลับไม่กล้าที่จะโลภ

            “รางวัลที่ข้าให้ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ” น้ำเสียงของซุนเฟยเย็นชาขึ้น

            แมซโซลาและลูเซียโนหันมาสบตากัน ในดวงตาพวกเขามองเห็นถึงความดีใจแทบบ้าคลั่งที่ซ่อนไว้ไม่มิดความโลภเอาชนะความกลัวในหัวใจ ทั้งสองต่างพากันคุกเข่าก้มหัวแสดงความเคารพ“ขอบคุณนายท่านสำหรับของรางวัล”

            “อืม แบบนี้สิถึงจะถูก ”ซุนเฟยพูดเสียงอบอุ่นขึ้นว่า “ก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำหนึ่งพันก้อนเป็นสิ่งที่พวกเจ้าสมควรได้รับมันแต่ไหนแต่ไรมาข้าก็ไม่เคยปฏิบัติกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดีต่อข้าด้วยความอยุติธรรม พวกเจ้าสองคนทำดีสุดท้ายก็จะมีรางวัลตอบแทน แต่ถ้ากล้าต่อหน้าทำอย่างลับหลังทำอย่าง ฮึๆ...”

            ประโยคหลังพูดไม่ทันจบพลังศักดิ์สิทธิ์สีทองที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของซุนเฟยลูกหนึ่งราวกับลูกไฟศักดิ์สิทธิ์กำลังลุกไหม้ในอากาศ แสงไฟกะพริบเล็กน้อยก่อนที่วินาทีต่อมามันจะเผาเก้าอี้หินอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นฝุ่นสลายไปในอากาศราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

            ทักษะพาลาดิน ทักษะ 'คบเพลิงศักดิ์สิทธิ์'

            แต่ในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินอาเซรอท เรียกทักษะอีกอย่างว่า 'เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ชำระปีศาจ' เป็นทักษะป้องกันระดับสูง มีเพียงเหล่านายท่านของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณสมบัติที่จะควบคุมพลังนี้ได้ และแมซโซลาที่เป็นเพียงนักบวชระดับสามดาวของอาณาจักรเล็กๆ ที่ห่างไกล สามารถควบคุมได้แค่ทักษะที่เรียบง่ายอย่างทักษะ 'ลำแสงทำลายล้าง' ที่เหมือนทักษะ 'เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์' ของพาลาดิน

            ฉากนี้ทำให้ทั้งสองคนต่างเหงื่อแตกพลั่กรู้สึกเย็นยะเยือกตั้งแต่หัวจรดหางเหมือนอยู่ในน้ำแข็ง ไม่กล้าที่จะหายใจออกมาแรงๆ

            “หากกล้าต่อหน้าทำอย่างลับหลังทำอย่าง มันก็จะเป็นเหมือนเก้าอี้ตัวนี้”

            ซุนเฟยพูดจบก็เดินออกไปจากโบสถ์

            ไม่ช้าก็เหลือเพียงแมซโซลาและลูเซียโน

            ทั้งสองคงพากันลุกขึ้นยืนอย่างกระอักกระอ่วนแล้วสบตากันใบหน้าที่ดูอวบอิ่มสมบูรณ์พยายามปกปิดความกลัวของตัวเอง

            “ไม่ผิดแน่ๆ เขาคือ 'บุตรคนโปรดของพระเจ้า'” งูหางกระดิ่งแมซโซลาเหม่อมองไปที่จุดที่เคยวางเก้าอี้หินที่ตอนนี้มีเพียงผงสีขาวๆ เล็กน้อยเหลืออยู่เขาสูดลมหานยใจเข้าแล้วพูดว่า “ไม่อย่างนั้นทำไมถึงสามารถควบคุม 'เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ชำระปีศาจ' ที่เป็นทักษะระดับสูงได้แม้แต่หยิบก้อนหินเวทมนตร์ระดับสูงออกมาได้แบบสบายๆ นอกจากนายท่านแล้วใครจะทำได้? โชคดีที่พวกเราฉลาด ตอนนี้พวกเรามีขาใหญ่ให้เลียแล้ว”

            “แต่ทำไมนายท่านคนนี้ถึงอยากแลกก้อนหินเวทมนตร์ระดับสูงเป็นก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำจำนวนมากล่ะ?ดูเหมือนจะเป็นการซื้อขายที่ขาดทุนนะ?” ลูเซียโนถามอย่างสงสัย

            “ความคิดของพวกนายท่านเป็นสิ่งที่พวกเราคาดเดาได้ด้วยหรือ?” แมซโซลาลูบขมับ ดวงตาจับจ้องไปที่ก้อนหินเวทมนตร์สองก้อนในมือแล้วพูดว่า“พวกเรามาคิดหาวิธีทำอย่างไรถึงจะแลกเปลี่ยนก้อนหินเวทมนตร์ระดับสูงสองก้อนนี้ให้กลายเป็นก้อนหินเวทมนตร์ระดับต่ำดีกว่าเรื่องนี้เจ้าต้องไปทำด้วยตัวเอง ต้องรักษาความลับนี้ไว้ให้ดี อย่าให้พวกคนใหญ่คนโตที่อยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กรู้เรื่องนายท่านจะดีที่สุด”       

            ……

            “อา พวกมันน่ารักจัง”

            เหล่าโร้กสาวพากันฝ่าฝูงชนไปด้านหน้าในที่สุดก็แทรกตัวมาอยู่ด้านหน้า ท่ามกลางฝูงชนมีแผงลอยเล็กๆ อยู่ตรงกลางโดยมีพวกหนุ่มสาวที่ดูเหมือนจะเป็นทหารรับจ้างหลายคนกำลังตะโกนเรียกลูกค้าและมีกรงเหล็กเล็กๆ กะทัดรัดหลายสิบกรงตรงเท้าของพวกเขาซึ่งเต็มไปด้วยลูกสัตว์น่ารักหลายตัว

            “เฮ้ๆ รีบมาดูสิ ลูกของหนูยักษ์เพิ่งหย่านม นิสัยเรียบร้อยเลี้ยงง่ายมากๆ เลยล่ะ...”

            “นกแก้วอายุหนึ่งปี มันสามารถเรียนรู้ภาษาพูดได้ด้วยนะ!”

            “ฮ่าๆๆ รีบๆ มาดูเจ้าตัวนี้สิ พวกท่านต้องคิดไม่ถึงแน่ๆ ว่ามันเป็นลูกของโห่ว1ขนทองสัตว์อสูรระดับหก ข้ากับสหายของข้าพยายามแทบตายกว่าจะเอามาได้หลังจากที่มันโตเต็มที่ก็จะมีปีกงอกออกมาจากด้านหลังหกปีกทั้งยังบินเร็วด้วยนะ...”

            “ฮิๆ นี่เป็นเสือขาวทายาทของจักรพรรดิแห่งแสงเชียวนะ!”

            พวกทหารรับจ้างพยายามอย่างหนักที่จะเชิญชวนลูกค้าด้วยการแนะนำเหยื่อที่พวกเขาล่ามาเหล่าลูกสัตว์อสูรพวกนี้ถูกเสียงของฝูงชนทำเอาตกใจกลัวจนตัวสั่น บางตัวแยกเขี้ยวขู่บางตัวหลับตาซ่อนตัวอยู่ในกรงอย่างเกียจคร้าน ดูน่ารักราวกับสัตว์ในเทพนิยายราคาที่พวกทหารรับจ้างติดไว้ค่อนข้างสูง ดังนั้นมีคนน้อยมากที่จะยอมควักเงินซื้อพวกมันส่วนใหญ่แค่ล้อมวงดูอย่างคึกคัก

            เหล่าโร้กสาวต่างเบียดไปด้านหน้า ดวงตาแต่ละคนเป็นประกาย

            ตั้งแต่เกิดมา พวกนางรู้จักแต่การจัดการกับพวกมอนสเตอร์ที่ดุร้ายในโลกDiablo เมื่อได้มาเห็นลูกสัตว์อสูรตัวเล็กๆ น่ารักพวกนี้ที่อยู่ในกรงตรงหน้าพวกมันก็สามารถเอาชนะใจพวกนางได้แทบจะทันทีเอเลน่าอุ้มเสือปลาอวบอ้วนน่ารักที่กำลังงีบหลับในกรงออกมาอุ้มไว้ในอ้อมกอดแล้วลูบขนมันเบาๆ พวกโร้กสาวคนอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกัน พวกนางต่างยิ้มน้อยๆ ก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กขนปุกปุยขึ้นมาแม้แต่แม่ชีอคาร่าก็ยังชอบ สายตาของนางจ้องมองไปที่นกฮูกขนสีขาวบริสุทธิ์อย่างไม่ละสายตา

            “ซื้อพวกเถอะ พวกมันน่ารักมาก”

            ทหารรับจ้างหญิงที่แสนฉลาดเมื่อมองเห็นความหวังที่จะหาเงินได้จึงรีบพูดยุขึ้นมา

            พวกโร้กสาวได้ยินก็ต่างพากันมองไปที่เอเลน่า เอเลน่ามองไปทางแม่ชีอาคาร่าอาคาร่าดูเหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่าง นางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงก่อนจะหน้าแดงอย่างไม่มีสาเหตุ เพราะว่านางไม่ได้พกเงินมาด้วย อีกอย่างนางไม่รู้ว่าเหรียญทองของโลกDiablo จะสามารถนำมาใช้ในโลกนี้ได้หรือไม่

            เหล่าบุรุษที่แอบตามหลังพวกโร้กสาวมาตลอดทางได้เห็นฉากนี้ในใจก็พลันตื่นเต้นผู้นำนักรบร่างกำยำคนหนึ่งที่มีผมยาวสีบลอนด์ทองก็ขยิบตาครั้งหนึ่งชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ทว่ามีท่าทางมืดมนเล็กน้อยที่อยู่ข้างเขาก็เดินแหวกฝูงชนเข้าไปก่อนจะพูดเสียงดังว่า“เจ้าสัตว์ตัวน้อยพวกนี้ ฝ่าบาทของข้าต้องการซื้อมันทั้งหมด…”

            พูดจบชายหนุ่มที่หล่อเหลาก็เทเหรียญทองจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยเหรียญทองจากนั้นก็หันไปมองเอเลน่าแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ฝ่าบาทของข้ามีรับสั่งให้ข้ามาที่นี่เพื่อซื้อเจ้าพวกนี้มอบให้แก่พวกท่านทุกคนเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆฝ่าบาทตั้งใจที่จะเป็นสหายกับพวกท่านทุกคน ไม่รู้ว่าพวกท่านจะยินดีหรือไม่?”

            เอเลน่ารู้สึกประหลาดใจเมื่อมองตามสายตาของชายหนุ่มผู้หล่อเหลาตรงหน้าออกไปนอกกลุ่มคนที่ยืนล้อมรอบก็เห็นเพียงร่างของนักรบรูปร่างสูงโปร่งกำยำคนหนึ่งที่มีผู้อารักขาคอยปกป้องล้อมรอบกายและกำลังส่งรอยยิ้มน้อยๆ มาให้ คนที่เรียกว่าฝ่าบาทคาดว่าน่าจะเป็นคนนี้

            นี้นักรบผมสีทองมีลักษณะสง่างาม ร่างของเขายังมีกลิ่นอายความองอาจดวงตาเป็นประกายสดใส จมูกของเขางุ้มลง ทำให้เขาดูเป็นคนโหดร้ายและรุนแรงนั่นเป็นจุดที่ทำลายความประทับใจของผู้คน

            แม้ว่าตอนที่เอเลน่าอยู่ในโลก Diablo จะไม่เคยสัมผัสกับคนแปลกหน้านอกค่ายแต่ทุกๆ วันที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกมอนสเตอร์ทำให้พวกนางมีประสาทสัมผัสที่ไวมากนักรบผมสีทองคนนี้แข็งแกร่ง แม้ว่าจะซ่อนพลังไว้ แต่พวกนางก็สามารถรับรู้มันได้พลังของคนคนนี้เกรงว่าอาจไม่ได้ด้อยไปกว่านายท่านซุนเฟย ถ้าวัดตามมาตรฐานความแข็งแกร่งของที่นี่ตามที่ซุนเฟยพูดก็น่าจะเป็นนักรบสี่ดาว

            เมื่อนึกขึ้นได้ว่านายท่านซุนเฟยใกล้จะได้ขึ้นครองบัลลังก์กลายเป็นราชาคงจะมีแขกจากอาณาจักรอื่นๆ มาร่วมอวยพรไม่น้อย เอเลน่าไม่อยากก่อเรื่องให้ซุนเฟย นางจึงยิ้มให้นักรบผมทองเล็กน้อย“ขอบใจฝ่าบาทท่านนั้นมาก แต่ทั้งเขาและข้าไม่ได้รู้จักกันเงินนี้ควรจะเป็นเงินของพวกเราที่ต้องจ่าย”

            พูดจบ เอเลน่าก็หันไปมองพัศดีโอเลเกร์

            เจ้าอ้วนเป็นคนฉลาดทำไมจะไม่เข้าใจความหมายนี้ ในใจของเขาคิดว่าเหล่าโร้กสาวแสนสวยกลุ่มนี้จะต้องเป็นฮาเร็มของซุนเฟยในอนาคตแน่ๆเมื่อเห็นฉากที่ไอ้เด็กนี่พูด ในใจก็ก่นด่าไอ้พวกโง่สมควรตายพวกนี้คิดจะมาแย่งผู้หญิงขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์นี่มันสุนัขกัดช่างหินวอนโดนตีใช่ไหม? ในฐานะเป็นภูติตูดม้าที่ยังไม่ทิ้งลายเขารีบควักเงินออกมาจากกระเป๋าและจงใจมองยั่วยุชายหนุ่มหน้าหล่อและนักรบผมทองด้วยการพูดเสียงดังกับเหล่าทหารรับจ้างกลุ่มนี้ว่า“ลูกสัตว์อสูรพวกนี้ พวกข้าจะซื้อพวกมันทั้งหมดเพิ่มจากราคาเดิมเป็นสองเท่า”

            สีหน้าของชายหน้าหล่อพลันเปลี่ยนไป

            ส่วนนักรบผมสีทองที่อยู่ห่างออกไป ดวงตาเป็นประกายร่องรอยมืดครึ้มแล่นผ่านแต่เขากลับกลบซ่อนได้ดี เขายังคงยิ้มแล้วพูดว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ถ้าอย่างงั้นเจ้าตัวน้อยพวกนั้นก็ให้เจ้า ข้าชื่อโอบินนาสองสามวันนี้ข้ายังคงอยู่ที่เมืองแซมบอร์ด หวังว่าพวกเราจะได้พบกัน”

            พูดจบก็ไม่ได้วอแวอีก เขาพาผู้คุ้มกันหันหลังเดินจากไป

            ระดับความอดทนของนักรบผมบลอนด์ทองทำให้คนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบๆ อดไม่ได้ที่จะชื่นชมท่าทางของเขาไม่ร้อนไม่เย็นกำลังพอดีไม่กระตุ้นความรู้สึกรังเกียจของพวกเอเลน่าขึ้นมานอกจากนี้ยังทิ้งความประทับใจที่ดีไว้กับพวกผู้หญิงอีกด้วย เผื่อครั้งหน้า ‘บังเอิญ’ เจอกันอีกครั้งจะได้ทักทายกันโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

            มีเพียงชายน้าหล่อเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้น

            เขารู้สึกว่าตัวเองถูกลูบคมในดวงตาประกายชั่วร้ายมองไปที่โอเลเกร์ยืนโอ้อวดอยู่ด้านข้างแล้วกวาดสายตามองผ่านเอเลน่าและคนอื่นๆสุดท้านก็มาหยุดอยู่ที่ธนูสีทองบนหลังของเอเลน่ารูม่านตาพลันหดลงราวกับนึกอะไรได้บางอย่างจากนั้นก็หยิบเหรียญทองบนพื้นที่เทลงเมื่อกี้ขึ้นมาก่อนจะรีบเดินตามนักรบผมสีทองไปแล้วกระซิบอะไรบางอย่างข้างหู...

            นักรบผมสีทองพลันหยุดเดินดวงตาของเขาเลื่อนไปดูที่ธนูที่เปล่งประกายสีทองของเอเลน่ากวาดสายตามองชั่วครู่...

            จากนั้นสีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป

            -----------------------

            1 โห่ว ชื่อเต็มๆ คือ เฉาเทียนโห่ว เป็นหนึ่งในโอรสทั้งเก้าของมังกร มีรูปร่างคล้ายสุนัข         

            

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน