“คุณชายหยวน อย่าพูดแบบนั้นสิครับ เราเซ็นสัญญากันไปแล้วนะ ไล่เราแบบนี้คุณกำลังผิดสัญญา ถึงพวกเราจะไปแต่คุณก็ต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้เราอยู่ดีนะครับ” หลิวเฟิงพยายามอุทธรณ์
อาหยวนไม่ตอบ แต่ล้วงเงินหลายปึกออกจากกระเป๋าแล้วโยนให้หลิวเฟิงแบบส่ง ๆ “ไปเถอะ” ก่อนจะหันหลังชักชวนพวกพ้องของตัวเองจากไปโดยไม่ชายตามองอีกฝ่ายอีก
พวกหลิวเฟิงเก็บเงินขึ้นมา แม้จะทั้งโกรธทั้งหมั่นไส้กลุ่มเด็กรวยพวกนั้นแค่ไหน แต่เขารู้จักสถานะของอาหยวนและพรรคพวกดี ไม่มีใครกล้าทำอะไรเด็กหนุ่มมีอิทธิพลกลุ่มนี้ พวกเขาจึงได้แต่ระบายความแค้นด้วยการสาดสายตาดุดันจ้องหานเซินด้วยความเกลียดชังแทน
“คุณชาย ที่นี่อยู่ไกลจากฐานพักพิงมาก พวกคุณเองก็ต้องระวังตัวเองให้ดีด้วย ผมไม่คิดว่าฝีมือของเจ้าคลั่งนั่นจะไว้ใจได้หรอกนะ”
“เขาน่าเชื่อถือกว่าพวกนายเป็นร้อยเท่า ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ” อาหยวนตอบโต้โดยไม่แม้แต่จะหยุดเดินหรือหันมอง
หลิวเฟิงได้ฟังก็ยิ่งโมโหและพานโกรธหานเซินเข้าไปใหญ่ แต่เพราะไม่กล้าทำอะไรรุนแรง ในที่สุดทั้งหมดก็พากันหันหลังเดินออกไปอีกทาง
“สุดยอดเลยไอ้… เอ่อ ทักษะการยิงธนูของคุณนี่แน่นอนจริง ๆ” อาชิงพยายามชมเชยหานเซิน แต่แล้วก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่รู้จะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร เพราะที่ผ่านมาเขาก็เรียก ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ ตามคนอื่น ๆ ตลอด แต่ตอนนี้เพราะคนตรงหน้าเพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ ดังนั้นคงไม่เหมาะที่จะเรียกด้วยฉายาเหยียด ๆ นั่นอีก อาชิงจึงได้แต่เปลี่ยนคำพูดกลางคัน
“จะใช้ธนูในชุดซีรีส์ ‘Black Warrior’ อย่าง ‘Doomsday Soul’ ได้แม่นขนาดนี้ก็ต้องมีพละกำลังระดับแปดจุดศูนย์ขึ้นไปเท่านั้น คนระดับนี้แน่นอนว่าต้องเก่งมากอยู่แล้ว” อาหยวนชี้ธนูในมือหานเซินพลางตอบคำถามแทนผู้คุ้มกันของตน
“ระดับแปดจุดศูนย์? ไม่ใช่ว่าเขาคือ…” อาชิงและคนอื่น ๆ มองหานเซินสลับกับธนูในมืออีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่ค่อยอยากเชื่อเรื่องที่อาหยวนบอก เพราะ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ ในฐานพักพิงเกราะเหล็กนั้นมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในฐานะสัญลักษณ์แห่ง ‘ความห่วยแตก’ แม้แต่พวกเขาที่เพิ่งเข้ามาในฐานพักพิงก็ยังรู้เรื่องนี้ดี
“แปดจุดศูนย์นี่คืออย่างต่ำสุดนะ เขายิงธนูเยอะขนาดนั้นทุกวัน ถึงจะไม่ได้ดึงสายธนูจนสุด แต่ถ้าไม่มีพละกำลังมากกว่าแปดจุดศูนย์ก็คงไม่มีทางยิงได้สบาย ๆ อย่างที่เห็น” อาหยวนหันมามองหานเซินขณะพูด
ยิ่งได้ฟัง อาชิงและคนอื่น ๆ ก็ยิ่งตกตะลึง พวกเขาจ้องมองหานเซินด้วยสีหน้าประหลาดใจปนทึ่งจัด เหมือนได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ในโลก
“ขอยืมธนูของคุณหน่อยได้ไหม?” คนคนหนึ่งในกลุ่มดูเหมือนยังไม่เชื่อว่าไอ้คลั่งทะลวงก้นจะมีพลังมากขนาดนั้น จึงอยากพิสูจน์ด้วยการลองใช้ธนูดูมส์เดย์โซลด้วยตัวเอง
หานเซินยิ้มเล็กน้อยและยื่นธนูให้คนคนนั้นแต่โดยดี คนอยากทดสอบจับธนูด้วยสองมือ ยืนตัวตรง ตาเล็งเป้า ท่าทางของเขาสง่างามและถูกต้องตามพื้นฐานทักษะการยิงธนูทุกประการ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามออกแรงดึงสายธนูแค่ไหนมันก็ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว
คุณชายคนนั้นพยายามอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถดึงสายธนูได้เลย แม้เขาจะเป็นนักเรียนจากโรงเรียนขุนนางชั้นสูงและได้รับการฝึกฝนทักษะระดับสูงมาตั้งแต่เด็กจนเข้าขั้นชำนาญ แต่เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการปรับปรุงยีนในร่างกายด้วยจีโนพอยต์ พละกำลังของเขาจึงอยู่ราว ๆ ระดับหกจุดศูนย์เท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากขั้นต่ำที่เจ็ดจุดศูนย์ตามที่ดูมส์เดย์โซลต้องการมาก
“นายไม่ได้กินข้าวมารึไง ให้ฉันลองหน่อยซิ” คุณชายอีกคนทนดูไม่ได้ แย่งธนูมาดึงบ้าง แต่ถึงจะออกแรงสุดตัวจนหน้าแดง สายธนูก็ยังไม่ยืดออกแม้แต่เซนติเมตรเดียว เหมือนมันเป็นสายเคเบิลขึงลวดสลิงที่ถูกยึดไว้แน่นมากกว่าสายธนู
นอกเหนือจากอาหยวน เหล่าลูกเศรษฐีคนอื่น ๆ ต่างพากันลองใช้ธนูของหานเซินทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครดึงสายธนูได้เลยสักคน สุดท้ายทุกคนก็ได้แต่ต้องยอมรับว่า ความแข็งแกร่งของ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ นั้นเป็นของจริง
อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น คนทั่วไปมักจะไม่ค่อยฝึกการใช้ธนู เพราะมองว่าต้องใช้ทั้งพรสวรรค์และความพยายามมหาศาล อีกทั้งผลลัพธ์ก็มักจะช้า กว่าจะเสียบลูกธนูเข้ากับสาย กว่าจะเล็ง กว่าจะยิงเข้าเป้า คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จักศิลปะการยิงธนูมากนัก และที่สำคัญ หากไม่ใช่คนในวงการนักธนูจริง ๆ คนที่รู้จัก ‘ธนูดูมส์เดย์โซล’ ก็มีน้อยยิ่งกว่าน้อย อย่างเช่นหานห่าวและพรรคพวกของเขา คนพวกนั้นไม่เคยรู้ว่าธนูที่หานเซินสะพายไว้บนหลังนั้นมีมูลค่าหลายล้าน ถ้ารู้ก็คงไม่กล้าดูถูกหานเซินแบบนั้นแน่นอน
อาชิงและคนอื่น ๆ ไม่กล้าสบประมาทหานเซินอีก ที่สำคัญหานเซินเป็นคนช่วยชีวิตอาชิงไว้ พวกเขาจึงถามชื่อจริงของคนที่ตนเคยเรียกว่าไอ้คลั่งทะลวงก้น หลังจากนั้นทุกคนก็เรียกขานผู้คุ้มกันฝีมือดีคนนี้ว่า ‘พี่เซิน’
ไม่ว่าอย่างไรในท้ายที่สุด ก็อดแซงก์ทัวรีก็เป็นโลกที่ยกย่องผู้แข็งแกร่งเสมอ ในปัจจุบัน เมื่อก็อดแซงก์ทัวรีกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนชีวิตมนุษย์ สังคมจึงเปลี่ยนมาชื่นชมคนที่แข็งแกร่งด้านพละกำลังและร่างกายมากขึ้น หานเซินที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการยิงธนูและพละกำลังที่เหนือกว่า ทำให้เหล่านายจ้างผู้มั่งมีเชื่อมั่นในตัวเขา
“พี่เซิน โชว์ศิลปะการยิงธนูให้เราดูหน่อยได้ไหม?” อาชิงเสนอขึ้น เด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ก็มองหานเซินด้วยความคาดหวัง พวกเขาต่างอยากดูชัด ๆ ว่าทักษะการยิงธนูของหานเซินจะยอดเยี่ยมขนาดไหน
“ที่จริงฝีมือฉันธรรมดามาก ๆ ยังไม่ถึงขั้นจะเรียกว่านักธนูได้เลยด้วยซ้ำ” หานเซินตอบพร้อมรอยยิ้มขัดเขิน
“เอาน่า พี่เซิน พวกเราเป็นคนกันเองแล้ว ไม่ต้องถ่อมตัวนักก็ได้ ปฏิเสธหนักไปเดี๋ยวจะกลายเป็นหยิ่งเอานะ” อาชิงพูด เด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ก็ส่งเสียงสนับสนุนให้หานเซินลองโชว์
“ก็ได้ งั้นฉันจะลองยิงให้ดูสักรอบก็แล้วกัน” หานเซินเองก็รู้สึกคันมืออยากฝึกอีกสักรอบเหมือนกัน หลังได้ธนูดูมส์เดย์โซลมา เขายังไม่เคยตั้งใจลองใช้พลังที่แท้จริงของมันเต็ม ๆ แบบชัด ๆ เลย
กลุ่มเด็กรวยต่างตื่นเต้นยกใหญ่ หานเซินกวาดสายตามองรอบ ๆ ปีนขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ ๆ และมองสำรวจทิศทางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ดึงลูกศรโลหะผสมปลายแหลมออกมา เสียบเข้ากับสายธนูแล้วออกแรงดึง กล้ามแขนของหานเซินขึ้นรูปให้เห็นเป็นมัดอย่างชัดเจน เขาดึงสายธนูจนตึง เพ่งสายตาเล็งไปที่เป้าหมาย พริบตาต่อมาลูกศรโลหะผสมปลายแหลมก็พุ่งแหวกอากาศเหมือนสายฟ้าตรงไปยังป่าที่อยู่ด้านล่างของเนินเขาก่อนหายไปในพริบตา
“ไม่โดนเหรอ?” อาชิงและคนอื่น ๆ ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ จากในป่า พวกเขาคิดว่าหานเซินน่าจะยิงพลาด
“ระยะทางคงไกลเกินไป จากที่นี่ไปถึงป่าน่าจะสักสามสี่ร้อยเมตร ถ้าพลาดก็คงไม่แปลก” อาชิงพูดปลอบ
“ไปกันเถอะ เข้าไปดูในป่ากัน” หานเซินพูดพลางเดินลงเนินตรงไปยังทิศทางที่ลูกศรพุ่งไป
อาหยวน อาชิงและกลุ่มเพื่อนรีบวิ่งตามด้วยความสงสัย เมื่อเลี้ยวเข้าไปในป่าและเดินต่ออีกสองร้อยเมตร พวกเขาก็พบหมูป่าลายจุดสีดำตัวหนึ่งถูกลูกศรโลหะผสมปลายแหลมเจาะเข้าเบ้าตาทะลุกะโหลกและตรึงไว้กับต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่ง
“เข้าใจละว่าทำไมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ลูกธนูคงเสียบทะลุก้านสมองทำลายระบบประสาทแบบฉับพลันทำให้มันตายคาที่ทันที ไม่มีโอกาสได้ร้องสักแอะ โห…เหลือเชื่อจริง ๆ” กลุ่มเด็กมีเงินทึ่งอย่างมาก ระยะทางจากเนินเขามาถึงที่นี่อย่างต่ำก็สี่ร้อยเมตร ยิงธนูระยะไกลได้แม่นขนาดนี้ในก็อดแซงก์ทัวรี ยังไม่เรียกว่านักธนูมืออาชีพอีกเหรอ?
หลังจากนั้น อาชิงและเพื่อน ๆ ก็เคารพนับถือหานเซินจนหมดใจ เกือบ ๆ จะเทิดทูนก็ว่าได้ พวกเขาเชื่อฟังคนคุ้มกันผู้นี้ทุกอย่าง และหานเซินก็ทำหน้าที่คุ้มกัน คอยปกป้องให้พวกเขาปลอดภัยตลอดระยะเวลาครึ่งเดือนตามสัญญาได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อการจ้างงานสิ้นสุด หานเซินก็ได้รับค่าจ้างหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญครบถ้วน
อาชิงและพวกพ้องอยากให้หานเซินเซ็นสัญญาเป็นผู้คุ้มกันระยะยาวกับพวกเขา แต่หานเซินปฏิเสธอย่างสุภาพ ครั้งนี้เขาแค่ทำงานหาเงินใช้ชั่วคราวเท่านั้น และไม่ว่าอย่างไรการพัฒนาตัวเองก็ยังคงเป็นเรื่องที่หานเซินให้ความสำคัญมากที่สุด
หานเซินกลับมายังฐานพักพิงเกราะเหล็ก ในทันทีที่มาถึง เขาก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางไว้ คนกลุ่มนี้นำโดยหลิวเฟิงตามมาด้วยคนอื่น ๆ อีกเกือบสิบคน คนทั้งหมดล้วนเป็นพวกที่ถูกคุณชายหยวนประกาศเลิกจ้างและไล่กลับไปก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ามีหานห่าวอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
“ไอ้คลั่งทะลวงก้น แกทำพวกเราซวย ถูกเลิกจ้าง คิดว่าควรจะชดเชยให้พวกเรายังไง?!” หลิวเฟิงพูดพร้อมกับหักนิ้วเสียงดัง *กร๊อบ* ขณะก้าวเท้าเข้าไปหาหานเซินอย่างช้า ๆ
.
.
.