แสงสว่างจ้าทำให้คนทั้งสิบสอง ต่างไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้จนกระทั่งพวกเขาได้ยินเสียงของคนรออยู่ดังขึ้นมา อันเป็นสัญญาณของการเดินทางข้ามมิติที่ผ่านไปด้วยดี
“มาตรงเวลาจริงๆ” เสียงของชายหนุ่มได้ดังขึ้นทำให้พวกเขาทั้งหมดลืมตาขึ้นมาพบเข้ากับชายหนุ่มผมสีแดงเลือด ที่มายืนต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เมื่อมองไปรอบๆ บรรยากาศของโลกใบนี้แตกต่างไปจากโลกแห่งจิตและวิทยาการโดยสิ้นเชิง อากาศของที่นี่บริสุทธิ์กว่าของโลกแห่งวิทยาการอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงพวกเขายังสามารถสัมผัสถึงพลังที่แฝงอยู่ภายในธรรมชาติได้อย่างชัดเจน แม้พวกเขาจะไม่สามารถใช้ลมปราณได้ก็ตาม
“คนจากแดนจันทราโลหิตสินะ” มารีโอเน็ตได้พูดออกมาหลังจาก เห็นชายหนุ่มผมสีโลหิตตรงหน้า นางได้รับข้อมูลบางส่วนมาจากรัฐบาลโลกแล้ว
“ถูกต้อง...ยินดีต้อนรับ เหล่านัมเบอร์จากเนมเลส ข้ามีนามว่าเสวี้ยเจ๋อองค์ชายสี่แห่งแดนจันทราโลหิต” เสวี้ยเจ๋อ กล่าวแนะนำตัวเองแต่ในตอนนั้นเองเขาก็สังเกตเห็นบางคนที่อยู่หลังสุดของกลุ่มคนที่ได้เดินทางมายังโลกแห่งลมปราณของเขา
“ท่านอาจารย์ ท่านเองก็มาด้วย?” เสวี้ยเจ๋อได้กล่าวขึ้นมาหลังจากที่สังเกตเห็นมิราจ มีช่วงหนึ่งที่เขาได้อาศัยอยู่ภายในโลกแห่งจิตและวิทยาการ ตอนนั้นรัฐบาลโลกได้ส่งมิราจมาเพื่อสอนเขา กงซุนลี่และกงซุนเมิ่ง เพราะว่ามิราจเป็นเพียงไม่กี่คนที่สามารถใช้ทั้งลมปราณและเวทมนตร์ เวทแห่งเงาของกงซุนลี่เองก็ได้รับการสืบทอดมาจากมิราจเช่นเดียวกัน
“บอกแล้วว่าไม่ต้องเรียกผมว่าอาจารย์ ตอนนั้นผมแค่สอนพวกคุณตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้น” มิราจได้พูดออกมา
“แต่ข้าก็ได้บอกไปแล้วไม่ใช่รึ...ว่าท่านจะเป็นอาจารย์ของพวกข้าทั้งสามคน และข้าก็จะเรียกท่านว่าอาจารย์ตลอดไป” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
“ถ้ารู้จักกันแบบนี้จะได้ทำงานง่ายหน่อย” มารีโอเน็ตพูดออกมาหลังจากที่เห็นว่ามีคนที่รู้จักฝ่ายของแดนจันทราโลหิตภายในกลุ่มของนัมเบอร์ แถมยังรู้จักคนระดับสูงของแดนจันทราโลหิตอีกด้วย
“ถ้าแบบนั้น..ก็เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ยืนยันแน่ชัดแล้วใช่ไหมครับว่าหัวใจแห่งเทพรังสรรค์อยู่ในมิติที่ถูกเรียกว่าแดนเทพรกร้าง” มิราจถามเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว
“ต้องขออภัยด้วยแต่ว่าข้อมูลนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ขอรับ” เสวี้ยเจ๋อกล่าว หลังจากที่จบศึกของตระกูลโอวหยาง พวกเขาได้ตามหาร่องรอยของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์มาตลอด หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่เคยปรากฏขึ้นเมื่อ ยี่สิบปีที่แล้วร่องรอยขาดหายไปภายในมหาสมุทรไร้เกราะ แต่ว่าก็ยังเหลือหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่ยังคงซ่อนอยู่
ส่วนหัวใจแห่งเทพรังสรรค์อีกอัน ไม่ว่าจะตามหาอย่างไรก็ไม่สามารถหาร่องรอยพบได้จนกระทั่ง เสวี้ยเจ๋อได้ไปพบบันทึกของราชวงศ์ในสมัยก่อน ก่อนที่จะโดนโจมตีจนล่มสลายลง ในนั้นคือบันทึกของเทพศพโลหิต ชนชั้นเทวะที่ถูกผนึกในแดนเทพรกร้าง ภายในบันทึกนั้นได้กล่าวว่าเทพศพโลหิต ได้พบร่องรอยของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ ในขณะที่เขากำลังจะไปค้นหาหัวใจของเทพรังสรรค์กลับเกิดสงครามระหว่างแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นก่อน เทพศพโลหิตจึงไม่อาจตามหาหัวใจแห่งทเทพสังสรรค์ได้ แต่เขาย่อมรับรู้ถึงตำแหน่งของมันและได้เลือกสถานที่ต่อสู้ของตนเอง คือภายในแดนเทพรกร้าง จนสุดท้ายจึงถูกผนึกอยู่ในนั้น ร่องรอยของหัวใจแห่ง เทพรังสรรค์อีกดวงคืออยู่ภายในแดนเทพรกร้างเช่นเดียวกัน
“หมายความว่ายังไง? ให้พวกเรามาเสียเที่ยวหรือไง คิดว่าการเดินทางข้ามมิติจะทำได้ง่ายๆ หรือไงกัน” ซิลเวอร์ พูดออกมาอย่างหัวเสีย แต่เสวี้ยเจ๋อที่ได้ยินแบบนั้นกลับไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย เขาได้หยิบเอาบันทึกของเทพศพโลหิตออกมาให้ทุกคนได้ดูกัน
“ใจเย็นก่อนขอรับ นี่คือบันทึกของชนชั้นเทวะของราชวงศ์ราชันโลหิตในอดีต เขาได้บันทึกเอาไว้ว่าหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ อยู่ภายในแดนเทพรกร้าง และ ตัวของเทพศพโลหิตเองตอนนี้ก็ถูกผนึกอยู่ภายในแดนเทพรกร้างเช่นกัน เท่ากับว่าหากเราเข้าไปยังแดนเทพรกร้างครั้งนี้ หากสามารถช่วยเทพศพโลหิต ได้ย่อมสามารถตามหาหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ได้อย่างง่ายดาย” เสวี้ยเจ๋อได้กล่าวออกมา เพราะแบบนั้นเขาถึงต้องการกำลังรบที่แข็งแกร่ง ของผู้ใช้พลังจิตระดับเจ็ด ที่มีพลังเทียบเท่ากับชนชั้นจอมยุทธของโลกแห่งลมปราณแห่งนี้ พวกผู้ใช้ลมปราณที่ไม่เคยสัมผัสกับวิธีการใช้พลังจิตของอีกโลกหนึ่งหากต่อสู้กันภายในแดนเทพรกร้างอีกฝ่ายย่อมมีโอกาสพ่ายแพ้มากกว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพวกนี้สินะ” ซิลเวอร์พูดขึ้นมา พร้อมกับมองเหล่าผู้ใช้พลังจิตระดับเจ็ด ด้วยหางตา แม้ผู้ใช้พลังจิตระดับเจ็ดทั้งเก้าคนจะไม่ชอบสายตาของซิลเวอร์ แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้เพราะว่าตนเองอ่อนแอกว่าซิลเวอร์มากมายนัก
“แล้วที่ขอกำลังรบ ของผู้ใช้พลังจิตระดับสิบถึงสามคนเพราะอะไรกัน?” คราวนี้มารีโอเน็ต เป็นคนถาม เพราะตามข้อมูลที่ได้รับมาคนที่จะเข้าสู่แดนเทพรกร้างได้นั้นระดับสูงสุดคือระดับเจ็ดขั้นสูง แต่นี่กลับนำกองกำลังของนัมเบอร์สิบอันดับแรกมาถึงสามคน
“ตอนนี้ข้าอยากได้กำลังรบเพื่อต่อสู้กับเก้าปราชญ์ ตอนนี้ข้าได้ปล่อยข่าวเกี่ยวกับมรดกเทพต่างๆ ที่ราชวงศ์จันทราโลหิตและราชวงศ์จันทราทมิฬได้รับรู้มาในอดีต กระจายออกไปทั่วทั้งโลกลมปราณแห่งนี้ หนึ่งในนั้นมีสุสานของเทพกระบี่นามคงหมิง ตอนมีชีวิตอยู่เทพกระบี่คงหมิงเป็นทั้งยอดมือกระบี่ และสุดยอดของผู้ใช้เพลงหมัด เมื่อแผนที่ที่ถูกสร้างขึ้นกระจายไปทั่วทวีปลมปราณฟ้าแห่งนี้ พรรคสิบกระบี่ห้องเคลื่อนไหวแน่ และ ยังมีอีกคนที่ต้องเคลื่อนไหวคือปราชญ์ทองคำ ผู้มีพลังลมปราณ ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง หรือเทียบเท่ากับผู้ใช้พลังจิตระดับสิบขั้นสูง เก้าปราชญ์กับท็อปเท็นนัมเบอร์ อาจจะมีพลังในระดับเทียบเท่ากัน ข้าจึงต้องการท็อปเท็นนัมเบอร์อย่างน้อยสองคนเพื่อกำจัดเขา” เสวี้ยเจ๋อกล่าวออกมา สิ่งที่น่ากลัวของแต่ละทวีปนอกจากจะมีแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ย่อมเป็นคนที่ได้รับตำแหน่งปราชญ์ของแต่ละทวีป และภายในทวีปปราณฟ้ามีปราชญ์มากถึงเก้าคน ปราชญ์ทองคำ คือชายที่ได้รับการขนานนามว่ามีพลังป้องกันที่มากที่สุด และ พลังของเขาแข็งแกร่งเป็นอันดับสี่ของเก้าปราชญ์ การปะทะกันในครั้งนี้มีเพื่อวัดระดับพลังของกลุ่มคนที่ได้รับขนานนามว่าปราชญ์ไปในตัว
“เก้าปราชญ์?? ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง? อ๋อ ชื่อเรียกระดับสิบขั้นสูง แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย” ซิลเวอร์ พูดออกมาหลังจากที่ได้ยินข้อมูลน่าสนใจ หากคู่ต่อสู้มีระดับพลังเดียวกับท็อปเท็นนัมเบอร์ ค่อยคู่ควรให้เขาเดินทางมายังโลกแห่งนี้หน่อย
“แล้วเก้าปราชญ์คนอื่นมีใครบ้าง” มาริโอเน็ตถามออกมา เธอจำเป็นต้องรู้ข้อมูลของศัตรูก่อนลงมือ เมื่อเสวี้ยเจ๋อได้ยินแบบนั้น จึงได้นำสมุดที่เขารวบรวมข้อมูลของเก้าปราชญ์ มาให้แก่ท็อปเท็นทั้งสาม พร้อมกับทั้งอธิบายไปด้วยเล็กน้อย
“ปราชญ์ทั้งเก้า คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละแขนงที่พวกเขาถนัด บางคนมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสียอีก ได้แก่ ปราชญ์พิษ ปราชญ์ดาบ ปราชญ์กระบี่ ปราชญ์วายุอัสนี ปราชญ์แพทย์ ปราชญ์เพลิงเหมันต์ ปราชญ์สำเนียง ปราชญ์ทองคำ และ ปราชญ์วิญญาณ ปราชญ์คนอื่นๆ ตอนนี้อยู่ภายในพรรคของคนเอง แต่ละพรรคนั้นมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง มีเพียงปราชญ์ทองคำ ปราชญ์วายุอัสนีและปราชญ์วิญญาณเท่านั้นที่รับลูกศิษย์อยู่ไม่กี่คน ไม่ได้สร้างพรรคเป็นของตัวเองเพียงแค่ รับศิษย์เพื่อสืบทอดวิชาของตนเองเท่านั้น”
“แล้วเหตุใดถึงไม่โจมตีปราชญ์วิญญาณก่อน ในข้อมูลบอกว่าเขาอาศัยอยู่คนเดียวพร้อมกับลูกศิษย์เพียงหนึ่งคนเท่านั้น” มาริโอเน็ตถามหลังจากที่อ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ
“นั่นก็เพราะว่าปราชญ์วิญญาณถูกขนานนามว่าปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ตอนแรกข้าคิดจะลงมือกับปราชญ์แพทย์ที่อ่อนแอที่สุด คือปราชญ์แพทย์ แต่ตอนนี้ปราชญ์แพทย์และปราชญ์พิษกับรับศิษย์คนเดียวกันทำให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน การลงมือกับสองปราชญ์พร้อมกันคงไม่ฉลาดเท่าไหร่นัก ส่วนปราชญ์คนอื่นๆ ก็อยู่ที่พรรคของตนเอง” เสวี้ยเจ๋อกล่าว เพราะว่าเคยมีข่าวลือเมื่อสิบปีก่อนว่า ปราชญ์ดาบและปราชญ์กระบี่ เคยต่อสู้กับปราชญ์วิญญาณพร้อมกัน แต่ก็พ่ายแพ้มาแล้ว เพราะฉะนั้นปราชญ์วิญญาณย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่จะต่อสู้เป็นคนแรก หากพ่ายแพ้กลับมาอาจเป็นการสูญเสียนัมเบอร์ที่แข็งแกร่ง
“ฟังจากที่จะพูดจะให้เราดักเล่นงาน ปราชญ์ทองคำระหว่างที่เขาเดินทางไปยังสุสานของเทพกระบี่คงหมิงสินะ” มิราจถาม
“ถูกต้องขอรับเพราะว่าปราชญ์ทองคำคือผู้ที่ฝึกฝนเพลงหมัด เขาย่อมต้องอยากได้เพลงหมัดของเทพกระบี่คงหมิง ที่ถูกขนานนามว่ามีเพลงหมัดที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอดีต ข้าอยากให้พวกท่านหยุดยั้งเขา จะสังหารหรือจับตัวโดยไม่สังหารก็แล้วแต่พวกท่าน” เสวี้ยเจ๋อกล่าว เพราะตอนนี้แดนจันทราโลหิตที่ฝั่งทวีปปราณฟ้าแห่งนี้กำลังขาดแคลนกำลังรบในระดับชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เพราะตอนนี้พวกชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์และชนชั้นเทวะอยู่ภายในทวีปไร้ตะวันเป็นจำนวนมาก เขาจึงจำเป็นต้องขอกำลังของท็อปเท็นนัมเบอร์ เพื่อเสริมกำลังด้านทวีปปราณฟ้า
ตามสายข่าวที่เสวี้ยเจ๋อได้รับมา จากภายในพรรคสิบกระบี่ ตอนนี้ปราชญ์กระบี่กำลังเก็บตัวฝึกฝน หมายความว่าเขาจะไม่เคลื่อนไหวด้วยตนเอง ถ้าเป็นแบบนั้นย่อมต้องส่งเซี่ยชิงเอ๋อร์ ไปที่สุสานเทพกระบี่แทน ถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็จะส่งอสุรกายโลหิตที่แฝงตัวไปยังพรรคระดับสูงมากมาย ให้ทำหน้าที่วางกับดักและลอบสังหารเซี่ยชิงเอ๋อร์ภายในสุสานแห่งนั้น
“ปราชญ์ทองคำคือผู้ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับสี่ของเก้าปราชญ์ ถือว่าอยู่ในอันดับกลางของปราชญ์ การลงมือกับเขาเป็นคนแรกจะสามารถวัดระดับความแข็งแกร่งของปราชญ์ได้เป็นอย่างดี” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
“บอกเวลาและสถานที่ลงมือมาได้เลย” ซิลเวอร์พูดขึ้น ตอนนี้เขาอยากรับรู้แล้วว่าเก้าปราชญ์ จะมีความแข็งแกร่งมากเท่าไหร่กันเชียว ยิ่งพวกสายป้องกันที่โลกแห่งจิตและวิทยาการโดนเขาสังหารโดยไม่รู้ตัวมานักต่อนักแล้ว พวกที่โลกแห่งลมปราณนี้จะรอดจากกระสุนของเขาได้หรือเปล่านะ
..
..
จบตอน