"ไฟนี้ผู้ใดเป็คนวาง?"
โค่วตานถูกเฉินเฟยถามจนทำอะไรไม่ถูก นางเองก็ไม่ได้เห็นว่าใครเป็คนวางเพลิง แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใดเป็คนทำ?
"บ่าวไม่เห็นเพคะ"
"ไร้สาระ! คนวางเพลิงจะยอมให้เ้าเห็นได้อย่างไร?" เฉินเฟยตวาด "ข้าให้เ้าลองเดาดูต่างหากเล่า เ้าลองเดามาสิว่าไฟนี้ใครน่าจะเป็คนวาง?"
"บ่าวโง่เขลา บ่าวเดาไม่ออกเพคะ" โค่วตานก้มหน้าลงต่ำ เื่แบบนี้นางจะไปเดาออกได้อย่างไรกันเล่า? ต่อให้เดาออก นางก็ไม่มีความกล้าพอที่จะพูดออกไปอยู่ดี การใส่ความเ้านายมีโทษถึงขั้นรับประทาน ‘ไม้กระดานแดง’ เชียวนะ
เฉินเฟยปรายตามองโค่วตานอย่างไม่สบอารมณ์นัก "แล้วองค์ชายใหญ่ไปปรากฏตัวอยู่แถวห้องพระหรือไม่?"
"พระสนมวางพระทัยได้ องค์ชายใหญ่เสด็จไปแล้วเพคะ"
"มีใครเห็นหรือไม่?"
"องค์ชายใหญ่ทรงส่งเสียงร้องโฮ่ง ๆ ตามหาสุนัขตัวน้อยสีขาวของพระองค์ไปตลอดทาง นางกำนัลขันทีที่ทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูอยู่แถวห้องพระล้วนเห็นกันหมดเพคะ"
"เช่นนั้นก็ดี เป้าหมายของข้าสำเร็จแล้ว" เฉินเฟยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางไม่สนใจหรอกว่าใครเป็คนวางเพลิง หรือการลอบวางพิษครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขอเพียงสามารถใส่ความองค์ชายใหญ่และดึงเขาลงมาคลุกโคลนตมได้ เื่นี้ก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงแล้ว
แต่สรุปแล้วไฟนี้ใครเป็คนจุดกันแน่? ผู้ใดกันที่คิดจะทำร้ายองค์หญิงน้อย?
เหตุการณ์ผลักตกลงบ่อน้ำคราวนั้น ได้ยินมาว่าเป็ฝีมือของพระชายาจิ้นอ๋อง แต่ว่าตอนนี้ครอบครัวของจิ้นอ๋องก็ถูกไสหัวไปอยู่ชายแดนเหนือแล้วนี่นา หรือว่าในวังหลวงแห่งนี้จะมีคนของจิ้นอ๋องหลงเหลืออยู่? หรือท่านหญิงตงผิงจะยังคงวาดฝันเฟื่องอยากจะเป็องค์หญิงอยู่อีก?
เฉินเฟยส่ายหน้าเบา ๆ พลางจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
เปลวเพลิงในห้องพระยังคงลุกโชน ทว่าสถานการณ์เริ่มอยู่ในการควบคุมแล้ว
อวิ๋นตั๋วตั๋วหลับตาลง ในที่สุดนางก็หลุดพ้นเสียที
ชาติหน้า นางอยากเกิดเป็ผีเสื้อ หรือเกิดเป็นกตัวน้อย ๆ ก็ได้ จะได้โบยบินอย่างอิสระบนท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่โดยปราศจากพันธนาการใด ๆ
จินจิ่นจือ อุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วพุ่งตัวฝ่าวงล้อมของกองเพลิงออกมา เขาก้มหน้าลงมองร่างน้อยในอ้อมแขน ศีรษะและใบหน้าของทารกน้อยเต็มไปด้วยเขม่าเหม็นไหม้ แม้แต่ผ้าห่มนวมปักลายดอกไม้สีแดงที่ห่อหุ้มร่างเอาไว้ ยามนี้ก็ยังดำปื้นสกปรกมอมแมมไปหมด
เมื่อออกมาพ้นจากห้องพระแล้ว เขาถึงได้เห็นทารกน้อยในอ้อมอกอย่างชัดเจน เด็กคนนี้สวมชุดตัวน้อยสีชมพู บริเวณคอเสื้อปักลวดลายดอกไม้เล็ก ๆ เอาไว้อย่างประณีตงดงาม
[ที่แท้ก็เป็เด็กผู้หญิงหรอกหรือนี่]
[แต่ทว่า...ยัยหนูคนนี้ดำเมี่ยมเป็ถ่านเลย หน้าตาเนื้อตัวมอมแมมขี้ริ้วขี้เหร่ชะมัด]
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่กำลังจะเคลิ้มหลับอยู่รอมร่อ จู่ ๆ ก็ได้ยินคนหาว่านางขี้เหร่ นางจึงเบิกตากว้างขึ้นมาในทันที!
ใคร? ผู้ใดกล้าว่านางขี้เหร่?
เสด็จพ่อของนางเคยติดอันดับบุรุษรูปงามแห่งหนานหยางเชียวนะ ส่วนเสด็จแม่ก็เป็หญิงงามอันดับหนึ่งในวังหลัง มีสายเืหน้าตาดีที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ นางจะขี้เหร่ได้อย่างไร?
นางถลึงตาจ้องมองจินจิ่นจือด้วยความขุ่นเคือง พญายมราชผู้นี้ช่างวอนโดนอัดเสียจริง
หากไม่ใช่เพราะยามนี้อวิ๋นตั๋วตั๋วไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยล่ะก็ นางจะต้องซัดหมัดใส่คางพญายมราชผู้นี้สักทีให้จงได้ ถึงอย่างไรก็ตายไปแล้ว นางไม่กลัวที่จะล่วงเกินผู้ใดหรอก!
ในขณะที่กำลังทำแก้มป่องอมลมด้วยความโมโหอยู่นั้น จู่ ๆ อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ััได้ถึงความหนาวเหน็บ อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลง สายตาของนางค่อย ๆ ปรับสายตาจนมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างชัดเจน
เหตุใดตำหนักพญายมราชถึงได้หน้าตาคล้ายคลึงกับพระราชวังเช่นนี้? หรือว่าพญายมราชจะเป็ฮ่องเต้จำลองกันนะ?
"องค์หญิง! องค์หญิงน้อย!" เหล่านางกำนัลขันทีที่หิ้วถังน้ำอยู่ด้านนอกห้องพระ เมื่อเห็นอวิ๋นตั๋วตั๋วยังเบิกตากว้างและมีชีวิตอยู่ ก็พากันะโลั่นออกมาด้วยความโล่งอก
"ดีเหลือเกิน! องค์หญิงน้อยถูกช่วยออกมาแล้ว!" เปลวไฟในห้องพระถูกดับลงจนมอดสนิท บรรดาบ่าวรับใช้ต่างเหนื่อยหอบจนทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มกรอบหน้า
"ขอบคุณ์! องค์หญิงน้อยยังไม่สิ้นพระชนม์ มิเช่นนั้นพวกเราคงต้องตายตกตามกันไปหมดแน่!" ขันทีผู้หนึ่งะโร้องเสียงหลงราวกับได้ชีวิตใหม่
อวิ๋นตั๋วตั๋วฟังเสียงจอแจจากภายนอก นางตั้งใจพิจารณาทุกสิ่งรอบกายอย่างละเอียด ชั่วขณะนั้นเอง นางก็เริ่มััได้ถึงอากาศบริสุทธิ์ที่สูดเข้าปอด
หรือว่าคนผู้นี้จะไม่ใช่พญายมราช แต่เป็เทพเซียน เป็พี่ชายเทพเซียนที่ลงมาช่วยนางเอาไว้?
นางเงยหน้าขึ้นพินิจพิเคราะห์เด็กหนุ่มที่กำลังอุ้มนางอยู่อีกครั้งอย่างถี่ถ้วน เด็กหนุ่มผู้นี้มีคิ้วกระบี่พาดเฉียง ั์ตาดั่งดวงดารา ท่วงท่าแผ่กลิ่นอายความเย่อหยิ่งทระนงที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง แววตาของเขาฉายความสุขุมลึกล้ำเกินกว่าวัย ราวกับเป็เทพเซียนที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อสดับรับฟังความทุกข์ยากของสรรพสัตว์
อวิ๋นตั๋วตั๋วส่งเสียงร้องอ้อแอ้แ่เบา ในใจคิดจะเอ่ยถามเขาว่าใช่พี่ชายเทพเซียนหรือไม่ ทว่าสิ่งที่เปล่งออกมากลับกลายเป็เสียงอ้อแอ้งึมงำของภาษาทารกระดับสิบเสียอย่างนั้น
"องค์หญิง องค์หญิงน้อย..." ทันทีที่เห็นจินจิ่นจืออุ้มองค์หญิงน้อยออกมา เหล่าหมอหลวงก็รีบกรูกันเข้าไปล้อมรอบตัวเขาทันที
กลุ่มชายชราผมสีดอกเลามองดูเส้นผมที่ถูกไฟไหม้เกรียมและเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของจินจิ่นจือ พวกเขารีบลุกลี้ลุกลนเปิดกล่องยาเพื่อทำความสะอาดาแและเตรียมใส่ยาให้เขา
ขณะเดียวกัน องครักษ์ก็กำลังเร่งเก็บกวาดพื้นที่ด้านในห้องพระ และค้นหาว่ายังมีผู้ใดติดอยู่ข้างในอีกหรือไม่
อวิ๋นตั๋วตั๋วกวาดตามองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยและอ่อนโยนของท่านป้าอาเซียงเลย ท่านป้าอาเซียงหายไปไหน?
นางเริ่มตื่นตระหนก ริมฝีปากเล็ก ๆ เบะออก ก่อนจะส่งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างสุดเสียง
จินจิ่นจือตบหลังนางเบา ๆ เพื่อปลอบโยน "อย่ากลัวไปเลย คนที่อยู่ข้างใน พวกองครักษ์เข้าไปช่วยแล้วล่ะ จะต้องช่วยนางออกมาได้อย่างแน่นอน"
อวิ๋นตั๋วตั๋วหยุดร้องไห้ นางมองจินจิ่นจือด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าในใจของนางกำลังคิดอะไรอยู่ พอได้ยินจินจิ่นจือบอกว่ามีคนไปช่วยท่านป้าอาเซียงแล้ว ภายในใจของนางก็รู้สึกสงบและอุ่นใจขึ้นมาทันที
เมื่ออยู่ในอ้อมกอดนี้ นางกลับรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก นางรู้ว่าคนที่ช่วยเหลือนางออกมาจะต้องปกป้องนางอย่างแน่นอน คิดได้ดังนั้น ร่างน้อย ๆ ก็ซุกตัวเบียดเข้าหาอ้อมอกของจินจิ่นจือ ซุกซ่อนศีรษะเล็ก ๆ เอาไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างออดอ้อน
ภายนอกนั้นหนาวเหน็บ ทว่าอ้อมกอดนี้กลับอบอุ่นเหลือเกิน
จินจิ่นจือก้มมองคนในอ้อมกอด มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ยัยหนูคนนี้เผชิญกับกองเพลิงที่น่ากลัวถึงเพียงนั้น พอรู้ตัวว่าปลอดภัยแล้วก็เลิกร้องไห้เฉย ๆ เสียอย่างนั้น
"นับว่าเ้ายังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ที่รู้ว่าใครเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเ้าเอาไว้" จินจิ่นจือหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะของอวิ๋นตั๋วตั๋วอย่างอ่อนโยน เขาขยับผ้าห่มนวมที่ห่อหุ้มตัวนางให้กระชับแน่นขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลมหนาวพัดแทรกซึมเข้าไป
"องค์หญิงเล่า! องค์หญิงของข้าอยู่ที่ใด!"
อวิ๋นเป่ยเยี่ย ก้าวเท้ายาว ๆ อย่างเร่งรีบมาถึงหน้าห้องพระ ฝ่ามือของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทั่วทั้งร่างมีเหงื่อกาฬเย็นเฉียบแตกพลั่ก
เดิมทีอวิ๋นเป่ยเยี่ยกำลังปรึกษาหารือเื่การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยกับเหล่าขุนนางอยู่ในตำหนักจื่อเฉิน ทว่าจู่ ๆ ก็ได้ยินจ้าวจงเฉวียนมารายงานว่าเกิดเพลิงไหม้ที่ห้องพระ
ในคราแรก เขาเพียงนึกกังวลว่าหากเสด็จแม่กลับมาถึงวังหลวงแล้วจะไม่มีสถานที่สำหรับสวดมนต์ไหว้พระ จึงรับสั่งให้จ้าวจงเฉวียนรีบส่งคนไปดับไฟ และในขณะเดียวกันก็ให้เรียกตัวช่างฝีมือเข้ามาในวังอย่างเร่งด่วน เพื่อซ่อมแซมเร่งบูรณะห้องพระให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่ไทเฮาจะเสด็จกลับมา
แต่ทว่าเมื่อได้ยินจ้าวจงเฉวียนทูลรายงานในเวลาต่อมาว่า บุตรสาวสุดที่รักของเขาก็ติดอยู่ในห้องพระด้วย อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีกต่อไป เขาทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในมือ แล้วรีบพุ่งตัวทะยานมาที่ห้องพระในทันที
"กระหม่อม จินจิ่นจือ ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าา!" จินจิ่นจือคุกเข่าลงทำความเคารพ ก่อนจะประคองส่งอวิ๋นตั๋วตั๋วในอ้อมแขนคืนให้แก่อวิ๋นเป่ยเยี่ย
อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองดูดวงตากลมโตของอวิ๋นตั๋วตั๋วที่ยังคงกลอกกลิ้งไปมา ก้อนหินที่ถ่วงทับอยู่ในใจถึงได้ถูกยกออก เขาตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมขวัญ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วมากอดเอาไว้
[ใแทบแย่ ดีเหลือเกินที่ลูกสาวของข้าไม่เป็อันตราย]
อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองดูอวิ๋นตั๋วตั๋วในอ้อมกอด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเขม่าควันดำเทา ริมฝีปากเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ ทั่วทั้งใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมูกและคราบน้ำตา ตามเนื้อตัวยังมีเศษไม้ที่ร่วงหล่นลงมาติดอยู่ประปราย เห็นสภาพเช่นนั้น หัวใจของคนเป็พ่อก็ปวดร้าวราวกับถูกมีดนับพันเล่มกรีดแทง
ทางด้านอวิ๋นตั๋วตั๋ว เมื่อรู้สึกตัวว่าถูกส่งมอบตัวออกไป และต้องละทิ้งอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นเมื่อครู่ นางก็ชำเลืองตามองจินจิ่นจือด้วยความรู้สึกขัดใจเล็กน้อย
จนกระทั่งตอนนี้ อวิ๋นตั๋วตั๋วถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าพี่ชายตัวน้อยผู้นี้ น่าจะมีอายุเพียงแค่เก้าถึงสิบหนาวเท่านั้น เสื้อผ้าบนตัวของเขาถูกไฟไหม้จนขาดวิ่น ท่อนแขนและฝ่ามือมีรอยแผลพุพองจากการถูกลวก บริเวณหัวไหล่ยังมีเืไหลซึมออกมา แค่มองก็รู้สึกเ็ปแทนแล้ว
เมื่ออวิ๋นตั๋วตั๋วนึกขึ้นได้ว่ามีคนหมายปองชีวิตของนาง ถึงขั้นใช้วิธีอำมหิตอย่างการลอบวางเพลิง ภายในใจของนางก็พลันอัดแน่นไปด้วยความเศร้าสลดและความเคียดแค้นชิงชัง