ฉินหลิวซี ยืนอยู่หน้าประตูหินแกะสลักของอารามชิงหลง สายลมเย็นะเืจากยอดเขาสูงพัดผ่านชุดนักพรตสีเทาอ่อนของนาง ชุดที่ตัดเย็บอย่างเรียบง่ายแต่ประณีตนี้เป็เครื่องแบบที่นางสวมใส่มาั้แ่จำความได้ มันปกปิดสัดส่วนที่เริ่มผลิบานของนางไว้ภายใต้เนื้อผ้าที่หลวมสบาย แต่ก็ยังเผยให้เห็นถึงความสง่างามตามธรรมชาติของหญิงสาววัยแรกแย้ม
นางรวบผมยาวสลวยสีดำขลับขึ้นเป็มวยสูง ประดับด้วยปิ่นหยกขาวเพียงอันเดียว ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับหยกสลัก ดวงตาคู่โตสีนิลทอประกายเ็าและสงบนิ่งตามแบบฉบับของศิษย์เอกสำนักเต๋าผู้เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ แต่ลึกเข้าไปในแววตานั้น มีประกายแห่งความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นฉายวาบอยู่เป็ระยะ นี่คือการเดินทางเพียงลำพังครั้งแรกของนางสู่โลกภายนอก โลกที่อาจารย์ของนางเคยกล่าวถึงว่าเป็ โลกมายา ที่เต็มไปด้วยกิเลสและอันตราย
นางสะพายย่ามผ้าใบเล็ก ๆ ที่บรรจุเพียงเครื่องรางชำระล้างจิตใจและตำราเต๋าพื้นฐานบางเล่มเท่านั้น นางไม่ได้นำเงินทองหรืออาวุธใด ๆ ติดตัวไป เพราะอาจารย์สอนว่า พลังปราณ และ ความบริสุทธิ์ของจิตใจ คืออาวุธที่ดีที่สุด
ก่อนจะก้าวเท้าลงจากเขา นางหันกลับไปมองทิวทัศน์เื้ัเป็ครั้งสุดท้าย ยอดเขาชิงหลงปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีขาวราวปุยนุ่น อารามเต๋าตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ มีเพียงเสียงกระดิ่งลมที่ดังแว่วเบา ๆ เท่านั้นที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิต
เมื่อนางเริ่มก้าวลงสู่เบื้องล่าง ทิวทัศน์ก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากป่าสนที่ปกคลุมด้วยหิมะ ก็กลายเป็ป่าไม้เขียวขจีที่เต็มไปด้วยเสียงนกร้องและแมลงหวี่บิน แสงแดดที่สาดส่องลงมานั้นอบอุ่นและเจิดจ้ากว่าบนยอดเขามากนัก นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ กลิ่นดิน กลิ่นดอกไม้ป่า และกลิ่นอายของชีวิตที่พลุกพล่านเบื้องล่างนั้นเป็สิ่งที่แปลกใหม่และน่าหลงใหลสำหรับนาง
บุคลิกของฉินหลิวซีในขณะนี้จึงเป็ภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ภายนอกนางดูสงบเยือกเย็นราวกับเทพธิดาที่ลงมาจาก์ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นคงและสง่างามตามหลักวิชาตัวเบาที่ฝึกฝนมา แต่ภายในใจของนางนั้นเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะได้สำรวจโลกของเล่นใบใหม่ นางพยายามรักษาความสงบตามคำสอนของอาจารย์ แต่ความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนุษย์ก็ผลักดันให้นางเร่งฝีเท้าลงสู่โลกเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ฉินหลิวซีเดินลงจากเขาชิงหลงด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ทันทีที่ก้าวพ้นเขตอาคมสลายอารมณ์ของอาราม เสียงผู้คน กลิ่นอาหาร และความร้อนของดวงอาทิตย์ที่ััผิว ล้วนเป็ประสบการณ์ที่นางไม่เคยรับรู้มาก่อนในชีวิต นางััได้ถึง ความวุ่นวาย ที่แฝงเร้นอยู่ในทุกอณูของอากาศ ซึ่งแตกต่างจากความสงบเย็นบนยอดเขาอย่างสิ้นเชิง
นางเดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในยามเย็น ความสับสนวุ่นวายของตลาดทำให้ฉินหลิวซีต้องใช้พลังจิตััเพื่อประคองสติ ทันใดนั้น เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งในชุดมอซอวิ่งเข้ามาชนนางอย่างจัง
"โอ๊ย! เจ็บจังเลยขอรับ คุณพี่สาว" เด็กชายร้องไห้เสียงดัง พร้อมกับล้มลงกุมเข่าที่ไม่ได้มีรอยถลอกแม้แต่น้อย
ฉินหลิวซีรีบก้มลงตรวจดูอาการของเด็กชาย "เ้าาเ็ตรงไหนหรือ? ข้าจะรักษาให้" นางยื่นมือออกไปหมายจะใช้เข็มเงิน แต่เด็กชายกลับปัดมือออก
เด็กชายเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววเ้าเล่ห์ "ข้าไม่ได้เจ็บกายขอรับ! แต่ข้าเจ็บใจที่ทำสมบัติล้ำค่าของท่านตกลงไปในบ่อโคลน" เขาชี้ไปที่บ่อโคลนข้างทางที่ส่งกลิ่นเหม็นอับ "มันคือ หินวิเศษสะท้อนกรรม ที่จะทำให้ท่านรู้ว่าใครคิดร้ายกับท่าน" เด็กชายกระซิบ "แต่ท่านต้องลงไปเก็บเองนะขอรับ เพราะข้าตัวเล็กเกินไป"
ฉินหลิวซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ก็ยังคงความสงบ "หินวิเศษสะท้อนกรรมเช่นนั้นหรือ? มันทำงานอย่างไรเล่า? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน" นางถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังราวกับกำลังสอบถามเื่คัมภีร์เต๋าชั้นสูง "มันสามารถสะท้อนภาพในจิตใจของผู้คิดร้ายได้เลยหรือไม่? หรือต้องใช้พลังปราณกระตุ้น?"
เด็กชายเห็นนางเอกสนใจจริงจังก็ยิ่งได้ใจ "แน่นอนขอรับคุณพี่สาว! หินก้อนนี้เป็ของวิเศษที่หายากยิ่ง มันจะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อัักับความบริสุทธิ์ที่แท้จริงเท่านั้น หากท่านลงไปเก็บมันด้วยความตั้งใจที่บริสุทธิ์ หินจะส่องแสงและเผยชื่อของผู้ที่คิดร้ายต่อท่านออกมาทันที! ข้าเห็นท่านเป็คนดีมีเมตตา จึงอยากให้ท่านได้ใช้มัน"
ฉินหลิวซีพยักหน้าอย่างเข้าใจในหลักการของ ความบริสุทธิ์ ที่อาจารย์ของนางเคยสอน "เช่นนั้นข้าจะรีบไปเก็บมันขึ้นมา" นางกล่าวด้วยความมุ่งมั่น เพราะการรู้ว่าใครคิดร้ายย่อมเป็ประโยชน์ต่อการเดินทางในโลกมายาแห่งนี้
ฉินหลิวซีมองตามไป เห็นก้อนหินสีดำก้อนหนึ่งจมอยู่ในโคลน นางไม่เข้าใจว่าทำไมหินก้อนนี้ถึงล้ำค่า แต่ด้วยความที่ถูกสอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น นางจึงเตรียมตัวที่จะลงไปเก็บ ทันใดนั้น เด็กชายก็ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ แล้วพูดว่า "แต่ท่านต้องถอดเสื้อผ้าก่อนนะขอรับ! หินวิเศษนี้มีอาคมที่อ่อนไหวต่อ เสื้อผ้าที่สกปรก หากท่านใส่เสื้อผ้าลงไปเก็บ อาคมจะเสื่อมทันที"
ฉินหลิวซีหยุดชะงัก นางมองเสื้อผ้าของตนที่สะอาดสะอ้าน แต่ก็เข้าใจว่าเด็กชายอาจหมายถึง "พลังงานสกปรก" ที่ติดอยู่กับเสื้อผ้า นางจึงเริ่มปลดกระดุมเสื้อตัวนอกออกอย่างไม่ลังเล ปลดผ้าคาดเอวสีเทาออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของเอวที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดนักพรตหลวมๆ จากนั้นนางก็เริ่มปลดกระดุมเสื้อตัวนอกทีละเม็ด เผยให้เห็นผิวขาวผ่องราวหยกที่อยู่ใต้ร่มผ้า เด็กชายมองภาพนั้นตาไม่กระพริบ น้ำลายแทบไหลเมื่อเห็นเนินอกอวบอิ่มที่ปราศจากสิ่งใดปกปิดเริ่มปรากฏแก่สายตา
"คุณหนู! ท่านกำลังทำอะไรน่ะ!" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง เป็เสียงที่เต็มไปด้วยความใและหอบเหนื่อย
ฉินหลิวซีหันไปมอง เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ เขาคือ หลี่จื่อเหิง ชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองนี้พอดี
หลี่จื่อเหิงมีรูปร่างสูงสง่า ไหล่กว้าง ผิวสีแทนจากการกรำแดด ใบหน้าคมสันดุจเทพบุตรที่สลักเสลาด้วยความตั้งใจ ดวงตาเรียวยาวทอประกายเฉลียวฉลาดและเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาสวมชุดพ่อค้าที่ดูดีมีราคา แต่ก็คล่องตัวสำหรับการเดินทาง ท่าทางของเขาดูหนักแน่นและน่าเชื่อถือ เป็บุรุษที่เต็มไปด้วยพลังหยางที่ร้อนแรงและมั่นคง
"ข้ากำลังจะเก็บหินวิเศษสะท้อนกรรม" ฉินหลิวซีตอบอย่างซื่อตรง "แต่เด็กชายบอกว่าต้องถอดเสื้อผ้าก่อน เพราะอาคมจะเสื่อมเมื่อัักับเสื้อผ้าที่สกปรก"
หลี่จื่อเหิงมองเด็กชายที่ทำท่าจะวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แล้วมองกลับมาที่ฉินหลิวซีที่เสื้อผ้าเริ่มหลุดลุ่ย ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความใและอับอายแทน
"เด็กน้อยคนนี้โกหกท่านแล้ว!" หลี่จื่อเหิงรีบเดินเข้ามาดึงเสื้อของฉินหลิวซีกลับมาคลุมตัว "หินวิเศษอะไรนั่นไม่มีจริงหรอก! ท่านถูก หลอก แล้ว!"
ฉินหลิวซีมองเด็กชายที่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แล้วมองหินสีดำในบ่อโคลน นางไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงต้องโกหก และทำไมการถอดเสื้อผ้าถึงเป็เื่น่าอับอายขนาดนั้น
"ข้าไม่เข้าใจ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "ทำไมเขาถึงหลอกข้า? และทำไมท่านถึงหน้าแดงขนาดนั้น?"
หลี่จื่อเหิงถอนหายใจยาว "โลกภายนอกไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่ท่านคิดหรอกคุณหนู ท่านต้องระวังตัวให้มากกว่านี้" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่แฝงความจริงจัง "คนชั่วมีอยู่ทุกที่ ท่านไม่ควรเชื่อใครง่ายๆ"
นี่คือบทเรียนแรกของฉินหลิวซีในโลกมนุษย์ บทเรียนที่สอนให้นางรู้ว่า ความไร้เดียงสา ของนางคือจุดอ่อนที่ง่ายต่อการถูก ผู้ใหญ่โตหลอก และการถูกหลอกครั้งนี้ทำให้นางได้พบกับ หลี่จื่อเหิง ผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของนางนับจากนี้