การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 37 เจ้ามาจู่โจมข้าทำไมกัน

    บทที่ 37 เจ้ามาจู่โจมข้าทำไมกัน

     

     

                ชิวเหวินเจี้ยน ที่ได้อุ้ม ชิว หลิงซี อยู่นั้น ก็ได้มาถึงดินแดนต้องห้ามก่อนกลุ่มของหลิว เฟ่ยหงส์

     

                ชิวหลิงซี ที่ยังขยับตัวไม่ได้ นางก็หน้าแดงเป็นอย่างมากที่นางพึ่งจะเคยถูกอุ้มด้วยท่าเจ้าหญิงเป็นครั้งแรก แต่นางก็ยังคงหวาดกลัวต่อ ชิวเหวินเจี้ยน อยู่อย่างแน่นอน  นั่นก็เพราะว่า ชิว หลิงซี ได้เห็นจิตสังหารของชิว เหวินเจี้ยน ที่ไม่เคยปลดปล่อยออกมาเท่านี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว!

     

                เมื่อมาถึงดินแดนต้องห้ามแล้วชิว เหวินเจี้ยน ก็เริ่มปล่อยตัวของนางลงมาจากท่าเจ้าหญิงเบาๆเพื่อให้นางได้พักผ่อนจิตใจของตนเองซะก่อน เพราะว่านางนั้นโดนจิตสังหารของ ชิวเหวินเจี้ยน เข้าไปเต็มๆ ยังไงก็อีกสักพักกว่าจะควบคุมจิตใจของตนเองไม่ให้สั่นคลอนได้

     

                ชิวหลิงซี ได้แต่คิดอยู่ในใจอย่างตื่นเต้นว่า ‘เขาเป็นใครกันแน่แค่เพียงจิตสังหารก็ถึงกับทำให้ข้าไม่กล้าที่จะขยับตัวของตนเองเลยข้ามีความรู้สึกว่า เสี้ยววินาทีที่ข้าขยับตัว ข้าจะตกตายภายในพริบตาอย่างไรอย่างนั้น’

     

                เมื่อชิว เหวินเจี้ยน เห็นว่า ชิว หลิงซี แน่นิ่งไป เขาก็เลยกล่าวถามออกมาว่า “นี่แม่สาวน้อย เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะว่า เจ้ามาจู่โจมข้าทำไมกัน!”

     

                ชิวหลิงซี ตอนนี้นางหวาดกลัวเป็นอย่างมาก แต่นางก็กล่าวออกมาว่า “ท...ท่าน โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยข้าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”

     

                ชิวเหวินเจี้ยน ที่ได้ยินคำตอบของนาง เขาก็ได้ขมวดคิ้วขึ้นทันที ‘นี่ข้าได้ไปทำอะไรให้นางโกรธรึป่าว ทำไมนางถึงได้กล่าวออกมาเช่นนี้และทำไมนางถึงต้องกลัวว่าข้าจะฆ่านางด้วยหละ’

     

                ชิวเหวินเจี้ยน ที่คิดว่า คิดไปแล้วก็ปวดหัว ถามตรงๆไปเลยดีกว่า “ข้านั้นไม่เคยลงมือทำร้ายผู้ใดก่อน และข้าก็ไม่ต้องการชีวิตของเจ้าด้วยแล้วทีนี้จะบอกมาได้หรือยังว่า เจ้าจู่โจมข้าทำไม หืมแม่สาวน้อย”

     

                ชิวหลิงซี ก็เข้าใจได้ในทันทีกับคำที่ ชิว เหวินเจี้ยน บอกว่า ไม่ต้องการชีวิตของนางเพราะว่า ถ้าเขาต้องการชีวิตของนางจริงๆหละก็ นางก็คงจะตกตายไปตั้งแต่ที่ลอบโจมตีชิว เหวินเจี้ยน แล้ว

     

                ชิวหลิงซี เมื่อคิดได้อย่างนั้น นางก็กล่าวออกมาว่า “ก..ก็..ข...ข้า คิดว่าท่านเป็นพวกเผ่ามารร้าย นี่หน่าเพราะว่าท่านโกงเวลาได้เหมือนกันพวกเผ่ามาร อย่างที่ท่านอาจารย์ หนิงหลี่เฟิงโจวชิงเหอ ได้บอกกับข้ามา”

     

                ชิวเหวินเจี้ยน ได้แต่ตกตะลึงขึ้นมา ‘ไอเจ้าจิตวิญญาณบ้านั่นมันบอกมาอย่างนั้นก็จริงแต่เจ้าไม่ควรที่จะคิดว่าข้าเป็นมารร้ายเลยด้วยซ้ำ’

     

                ชิวเหวินเจี้ยน มองไปทางนาง และกล่าวต่ออีกว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกให้ก็ได้ข้าไม่ใช่เผ่ามารอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ข้าก็คือ มนุษย์ธรรมดาทั่วไปเช่นเดียวกับเจ้านั่นแหละจำเอาไว้ด้วยแม่สาวน้อย อย่าได้คิดว่าข้าเป็นเผ่ามารอีกเป็นอันขาด เพราะข้าก็เกลียดพวกมันเข้าเส้นเหมือนกัน”

     

                ชิวเหวินเจี้ยน นั้นเคยมีความหลังกับเผ่ามารมาก่อน ตั้งแต่10ล้านปีก่อนแล้ว พวกมันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังมากทีเดียวและยังเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ชั้นสูงอีกด้วย

     

                ชิวหลิงซี ที่สงสัยมาตั้งนานแล้ว ว่าถ้า ชิว เหวินเจี้ยน ไม่ไช่เผ่ามาร แล้วเขาสามารถโกงเวลาได้อย่างไรกันนางก็ได้กล่าวถามออกมา “ท่าน ชิว เหวินเจี้ยน ข้ามีคำถามที่จะถามท่านสักเรื่องหนึ่งถ้าเกิดท่านนั้นไม่ใช่เผ่ามาร แล้วท่านทำไมถึงสร้างสนามฝึกซ้อมที่เวลาข้างในเดินช้ากว่าข้างนอกถึง30เท่าได้อย่างนั้นหรือ”

     

                ชิวเหวินเจี้ยน ที่ได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่า ฮ่า...แม่สาวน้อย นั่นมันก็แค่วิชาพื้นๆของข้าเท่านั้น หรือว่าเจ้าจะบอกว่าถ้าใครสามารถสร้างสิ่งของ ข้ามผ่านกาลเวลาได้ มันพวกนั้นก็คือเผ่ามารกันหมดเลยอย่างนั้นรึแล้วอีกอย่างข้าจะบอกให้เอาบุญ ถ้าพวกเผ่ามารตัวจริงลงมาบนดาวดวงนี้แล้วหละก็ต่อให้มันลงมาแค่ตนเดียว ก็สามารถทำลายดาวทั้งดวงให้หายวับไปได้อย่างง่ายดาย”

     

                ชิวหลิงซี ถึงกับทำสีหน้าตกตะลึงถึงขีดสุด “นี่มันเรื่องจริงหรือท่านชิว เหวินเจี้ยน ที่พวกเผ่ามารมันทรงพลังกันถึงขนาดนั้น”

     

                ชิวเหวินเจี้ยน ก็ได้กล่าวตอบว่า “อาจารย์ของเจ้าไม่ได้บอกแล้วหรอกหรือว่าให้อยู่ห่างๆพวกมันเอาไว้ ถ้าเกิดเจอพวกมันที่ไหน ให้รีบหนีไปให้ไวที่สุดไม่เว้นแม้แต่เจ้า ถ้าหากข้าเจอพวกมัน ข้าก็หนีเหมือนกันอย่างไม่มีข้อแม้เพราะว่าข้าในตอนนี้ยังแข็งแกร่งไม่เพียงพอที่จะเข้าไปประทะกับพวกมันตรงๆ”

     

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน