King of world ราชันแห่งพิภพ

    สิ้นสุดพันธมิตร

            “ขอให้เจ้าโชคดี”คำอวยพรที่เรียบง่ายดังมาจากมุมมืด ใต้เงามืดของหลุมนิรนาม

            วาสเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาที่ไม่ได้เห็นมาเสียนานพลางถอนหายใจ เขาเกือบจะไม่มีโอกาสเห็นท้องนภาผืนนี้อีกแล้ว

            วังวนมิติผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า

            “โอ้! เจ้ามีสกิลเกี่ยวกับมิติด้วยหรือนี่!”เดวาอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ

            วาสชะงักกึก แววตาแสดงถึงความลังเลบางอย่างก่อนจะถามขึ้นว่า

            “คุณรู้จักโลกมิติหรือเปล่า?”

            เดวาเงียบไป จากนั้นถึงส่ายศีรษะ

            “คุณไม่รู้...”

            “ข้ารู้! และรู้ด้วยว่าเจ้าต้องการอะไร แต่ไม่มีประโยชน์ แค่ตัวตนของข้าหลุดออกจากหลุมนิรนามแม้เสี้ยวเดียว พวกมันจะรู้ตัวทันทีและจะทำทุกวิถีทางที่จะค้นหาข้าและกำจัดทิ้ง และสิ่งที่ตามมาก็คือทุกเผ่าพันธุ์ในพื้นที่ 10,000 กิโลเมตรจะถูกทำลายทั้งหมด เพื่อป้องกันข้าหลบหนีไปซ่อนตัว”

            “อีกอย่าง...เจ้าอย่าได้มั่นใจความปลอดภัยของโลกมิติเจ้านัก”

            วาสหรี่ตาลง เขาไม่เข้าใจว่าเดวาต้องการจะบอกอะไร

            “เจ้าคิดว่ามีแค่เจ้าคนเดียวบนโลกนี้หรืออย่างไรที่มีอาชีพผู้ใช้มิติ!”

            “!!”วาสเผลอกำหมัดแน่นอย่างไม่รู้ตัว

            “อาชีพผู้ใช้มิติถือเป็นอาชีพระดับสูงและมีประโยชน์มากในด้านต่างๆ ถึงการทดสอบอาชีพจะยากไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับผู้ที่แข็งแกร่งมากพอ ผู้ใช้มิติล้วนเป็นที่ต้องการในทุกเผ่าพันธุ์ นอกจากจะเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก การบรรทุกสิ่งของที่ปลอดภัย การเคลื่อนย้ายกองทัพ และพวกเขายังมีสกิลสำหรับรุกรานมิติของผู้อื่นอีกด้วย”

            ใบหน้าของวาสเคร่งเครียด

            จะว่าไป...เขาก็เคยเห็นสกิลที่ว่าเหมือนกัน

            แต่บททดสอบอาชีพอนุญาตให้เลือกได้แค่ 3 สกิลเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงละเลยสกิลรุกรานมิติที่อ่านผ่านๆอย่างสิ้นเชิง

            “ขอบคุณที่เตือน...และลาก่อน”

            วูบ!

            วาสหายวับเข้าไปในวังวนมิติ แต่สีหน้าสุดท้ายของเขาที่เดวาเห็นนั้นบิดเบี้ยวถึงขีดสุด

            กลิ่นสมุนไพรลอยตลบอบอวล ไอร้อนจากถังสมุนไพรโชยขึ้นไม่ขาดสาย ฟองอากาศปะทุขึ้นมาเป็นระยะๆจากน้ำสมุนไพรที่เดือดพล่าน ถ้าหากเป็นมนุษย์ธรรมดาเนื้อคงจะสุกไปแล้ว แต่สำหรับนักรบกลายพันธุ์มันเปรียบเสมือนน้ำอุ่นเท่านั้น

            น้ำสีเขียวมีสีแดงของเลือดเจือปน ที่ข้างถังมีไปด้วยเม็ดโลหะวางกองกันอยู่

            บางตำแหน่งยากจะหยิบจับด้วยตัวเอง วาสจึงต้องวานผู้เฒ่าเวนก้าช่วยแกะออกให้

            “ฉัน...พลาด?”วาสรำพึงขึ้นเบาๆ มีเพียงศีรษะที่โผล่พ้นออกมาจากน้ำสมุนไพร

            เขาเริ่มรู้สึกว่าการตัดสินใจเลือกอาชีพผู้ใช้มิติเป็นเรื่องที่ผิด เพราะไม่คิดว่ามันจะมีช่องโหว่ที่ใหญ่หลวงเช่นนี้

            แต่คิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไป เขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้

            วาสลองปรึกษาเรื่องนี้กับผู้เฒ่าเวนก้าดู เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเสี่ยงอันตรายของเผ่าพันธุ์วีดที่อยู่ในโลกมิติ

            ทว่าผู้เฒ่าเวนก้ากลับไม่ได้ดูหวั่นวิตกนัก คล้ายจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว

            และสิ่งที่ผู้เฒ่าเวนก้าเอ่ยกลับมา ทำให้วาสจุกจนหน้าเขียว

            “ข้าคิดว่าท่านรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว”

            มันเป็นเรื่องที่วาสควรรู้อยู่แล้ว เพราะตอนเลือกสกิลจากบททดสอบอาชีพ ก็มีชื่อสกิลรุกรานมิติเด่นหราอยู่ แต่ติดที่เขาดันลืมมันเสียนี่!

            วาสถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้โง่คนหนึ่ง

            ‘ช่างมันก็แล้วกัน’คิดไปก็เท่านั้น วาสจึงทิ้งเรื่องนี้ไว้ข้างหลัง

            ส่วนเรื่องความปลอดภัยของชาววีดเขาคิดวิธีแก้ไว้แล้ว โดยเขาจะสร้างราชันแห่งความตายนิรันดร์ออกมาให้เยอะหน่อยและทิ้งให้ชาววีดใช้พวกมันปกป้องตัวเองก็คงเพียงพอ

            สิ่งสำคัญตอนนี้คือรีบฟื้นฟูร่างกายให้เร็วที่สุด

            สกิลทลายขีดจำกัด!

            บูม!

            ค่าสถานะของวาสทะยานขึ้นสูง ถึงสกิลนี้จะมีข้อเสียที่ร่างกายจะอ่อนล้าสุดขีดหลังใช้งาน แต่ด้วยค่าสถานะฟื้นฟูที่เพิ่มขึ้นมากจะช่วยให้บาดแผลของวาสรักษาตัวได้เร็วมากขึ้น

            บาดแผลสาหัสตามตัวสมานกันอย่างวดเร็วจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า อวัยวะภายในที่เสียหายเริ่มฟื้นตัว เซลล์ที่ตายแล้วคล้ายได้รับยาอายุวัฒนะทำให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

            ร่างกายดูดซึมคุณสมบัติทางยาชองน้ำสมุนไพรมาไม่หยุด จนน้ำสมุนไพรสีเขียวแก่เริ่มอ่อนสีลง

            เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง วาสก็ก้าวเดินออกมาจากถังสมุนไพรอย่างมั่นคง บิดกายกระดูกลั่นไปทั่วตัว ส่งเสียงครางออกมาอย่างพอใจ

            ร่างกายของเขาฟื้นตัวมามากกว่า 50 %แล้ว!

            สมุนไพรของชาววีดช่างเต็มไปด้วยประสิทธิที่สูงส่งเสียจริง

            ถ้าวาสยังอยู่ที่หลุมนิรนามเขาคงไม่ฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้

            แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะเรียบง่ายอย่างนั้น สมุนไพรที่ชาววีดนำมารักษาตัววาสล้วนเป็นสมุนไพรมูลค่าสูงเสียดฟ้า ซึ่งหาได้ยากแต่ปลูกและดูแลได้ยากยิ่งกว่า

            ถ้าไม่ใช่ชาววีดคงยากที่จะหาเผ่าพันธุ์ใดที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรมาปลูกสมุนไพรเหล่านี้ให้วาสใช้ได้อย่างฟุ่มเฟือย

            วาสสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวขึ้นไปบนหลังซากทัพตัวหนึ่งและสั่งให้มันโผบินขึ้นไป

            เหล่าชาววีดที่ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

            ในโลกมิติใบนี้วาสยังไม่ได้นำมอนเตอร์ที่บินได้เข้ามาสักตัว มีก็แต่เพียงซากทัพบินได้เท่านั้นที่มีความสามารถเดินทางบนท้องฟ้า

            ชาววีดโบกไม้โบกมือให้กับวาส เขาผงกศีรษะน้อยๆให้แล้วบินผ่านไป

            ในที่สุดเขาก็มาถึงที่ราบกว้างที่ห่างไกลแห่งหนึ่งซึ่งมีเพียงแค่ต้นหญ้าธรรมดาผุดเกิดขึ้นบนพื้น

            สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้ก็คือความกว้างขวาง

            วาสนำถุงมิติจำนวนมากออกมาและเปิดพวกมันออกจากนั้นโปรยบางสิ่งลงมาก

            ซากศพหลากหลายขนาดร่วงหล่นลงมาปานห่าฝน กลิ่นเหม็นเน่าพัดโชยกระจายออกเป็นวงกว้าง

            หากเป็นมีชาววีดเดินหลงมาได้กลิ่นศพเน่าเหม็นที่หนาแน่นขนาดนี้คงเป็นลมล้มตึงไปแล้ว แต่วาสกลับมีสีหน้าเฉยๆ คงจะชินชากับมันไปเสียแล้ว

            เขาใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะนำซากศพออกมาได้ทั้งหมด

            ซากศพกองทับถมกันจนเป็นภูเขา ทั้งหมดนี้วาสได้มาจากหลุมนิรนาม

            โชคดีของวาสอย่างมหาศาลอีกอย่างหนึ่งคือนาฬิกามิติของเขาไม่ถูกทำลาย มันทนทานกว่าที่เขาคิดไว้มาก สมกับราคามหาศาลที่เขาแลกมา

            และนั่นทำให้ถุงมิติจำนวนมากซึ่งมีซากศพมอนเตอร์ยังปลอดภัยอยู่

            “ถึงเวลาสร้างกองทัพแล้ว”

            **

            ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณที่นอนทอดกายเรียงราย ค้อนยักษ์ตั้งตรงตระหง่านเคียงคู่กับคนแคระชราที่ยืนซึมกระทืออยู่

            **

            ร่างไออ้อนไร้สติโดยสมบูรณ์ ต่อให้เป็นเพียงนักรบกลายพันุ์ขั้นที่ 1 ทั่วๆไปก็สามารถฆ่าเขาได้ง่ายๆในตอนนี้

            บริเวณโดยรอบเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ครึ่งเมืองอาสลันถูกถล่มเละไม่มีชิ้นดี

            “อุ...”ไคเซอร์กัดฟันข่มความเจ็บปวด ใช้มือค้ำพื้นยันกายลุกขึ้นยืน

            “อะ...ไออ้อน”ขณะที่ไคเซอร์กำลังจะลังจะพยุงตัวเดินไปหาไออ้อน ก็มีเงาหนึ่งโผล่มาขวางหน้า

            คนแคระ!

            คนแคระชายผู้หนึ่งที่มีใบหน้าดุดัน รอยแผลเป็นที่แก้มเพิ่มความเหี้ยมหาญให้คนแคระผู้นี้ได้พอสมควร

            และการที่คนแคระผู้นี้สามารถโผล่มาขวางทางไคเซอร์ได้ก่อนที่เขาจะรู้ตัวการันตีความสามารถของเขาได้อย่างหนึ่ง

            นักรบกลายพันธุ์!

            ดูท่าขุมกำลังของเผ่าพันธุ์คนแคระจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

            “ต่อจากนี้ข้าจะจัดการต่อเอง”เขาเก็บค้อนของไออ้อนไว้ในถุงมิติและแบกร่างไออ้อนขึ้นบ่า จากนั้นจึงกล่าวว่า

            “ก่อนหน้านี้ท่านไออ้อนฝากคำพูดหนึ่งให้กับพวกเจ้าว่า...”

            “เผ่าพันธุ์คนแคระจะย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว ซึ่งเป็นพื้นที่ลับยากที่ใครจะหาเจอ ขอให้พวกเจ้าอย่าได้เสียเวลาตามหา และต่อจากนี้เผ่าพันธุ์คนแคระอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อีก แต่พวกเรายังคงสถานะพันธมิตรไว้อยู่ สุดท้าย...ขอให้พวกเจ้าโชคดี”คนแคระผู้มาใหม่เตรียมจะหันกายจากไป แต่เขาก็ชะงักก่อนจะเคาะศีรษะตัวเองเบาๆรอบหนึ่ง

            “ข้าเกือบจะลืมเรื่องสำคัญไปแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ฝากบอกชายชื่อวาสด้วยว่าถ้าอยากรู้อะไรให้ไปถามโตโต้”สิ้นคำคนแคระที่แบกไออ้อนพาดบ่าก็ดีดกายหายเข้าไปในป่าทึบ

            ไคเซอร์เงียบเสียง ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ เจ้าคนแคระนั่นเอาแต่จ้ออยู่ฝ่ายเดียวไม่เปิดโอกาสอะไรให้เขาถามเลยสักคำ

            ชายชราถอนหายใจออกมายาวเหยียด ภาระบนบ่าของเขาหนักอึ้งขึ้นอีกขั้น

            แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

            การต่อสู้วันนี้มีมนุษย์เสียชีวิตไปเกือบ 1 แสนคน เทียบได้กับ1ใน5ของประชากรทั้งหมด

            ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาที่เรียกทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้

            แต่ที่สำคัญ...

            ไคเซอร์เบือนสายตาไปที่ทิศหนึ่งซึ่งมีรอยเลือดลากไปเป็นทางยาวหายไปในป่า

            ศัตรูของพวกเขาดันหนีไปได้!

            **

            “เรา...จะทำอย่างไรต่อไปดีขอรับ”เสียงหนึ่งดังขึ้นในที่ห่างไกล บนยอดภูเขาสูงมีร่างสองร่างยืนอยู่

            **

            ดวงตาเฉียบเหลมจับจ้องไปที่เมืองอาสลันไม่วางตา เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษย์

            ผิวกายสีเขียวอ่อนเสมือนหญ้าอ่อนที่เขียวชอุ่ม ใบหน้างดงามยากที่จะแยกว่าเป็นชายหรือหญิง แต่บนศีรษะมีมงกุฎที่ทำจากยอดอ่อนสีเขียวสวมไว้อยู่

            เขาคือราชานิมป์ แห่งเผ่าพันธุ์นิมป์หนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญของเผ่าพันธุ์มนุษย์

            ที่ข้างๆคือองครักษ์ส่วนตัวที่ติดตตามมาที่เป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 1 !

            ทั้งคู่มองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีทีท่าจะขยับแม้แต่เสี้ยวเดียว อันที่จริงคนที่ไม่ขยับคือราชานิมป์มากกว่า ส่วนองครักษ์มีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งของเขาเท่านั้น

            ราชานิมป์ยืนนิ่งเงียบงัน ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา

            “เผ่าพันธุ์มนุษย์….เผ่าพันธุ์คนแคระ….หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ”

            สีหน้าของราชานิมป์เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ก่อนที่เขาจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูดเสียงเฉียบว่า

            “ต่อไปนี้เผ่าพันธุ์นิมป์จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าพันธุ์คนแคระอีกต่อไป ยกเลิกความเป็นพันธมิตรกับพวกเขาซะ!”

            ​

    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน