บทที่ 12
ศาสตร์มรรคาฟ้าเทพอัญเชิญ!
คืนที่สองหลังจากที่เพ่ยเจินหลอมกลั่นปราณจิตโอสถอนัตตา
ในห้วงกระแสจิตของเพ่ยเจิน ที่ในตอนนี้นางกำลังนั่งรอคอยปล่อยให้ปราณจิตโอสถอนัตตาของนางดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินอย่างมหาศาลโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงนั้น นางก็ได้นั่งลงใกล้ ๆ กับตั่งไม่โบราณที่บุรุษผู้นั้นนั่งเท้าศรีษะหลับตาอยู่
“ท่านเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยเรียกเขาที่กำลังหลับตาอยู่
“ว่ายังไง” เขาเอ่ยตอบอย่างเอื่อยเฉื่อย
“นี่จะอีกนานไหมเ้าค่ะที่ปราณจิตโอสถอนัตตาของข้าจะดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินเพียงพอ นี่ก็นานแล้วนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยอย่างคนมีอาการเริ่มเหนื่อยอ่อน
“เ้าจะคิดถึงเื่เวลาไปทำไมกัน ข้าก็อยู่เป็เพื่อนเ้านี่มิใช่หรือไรกัน” เขาเอ่ยกล่าวกับนางตามปกติ
“ก็นี่มันก็นานจนผิดปกติแล้วนี่เ้าค่ะ” เพ่ยเจินโบ่ยปากพูด
“จะนานอันใดกัน นี่เป็เื่ปกติเสียงยิ่งกว่าปกติด้วยซ้ำ” เขากล่าว
“เื่จริงหรือเ้าค่ะ ที่ว่าคนที่บรรลุการหลอมกลั่นปราณจิโอสถอนัตตาทุกคน ต้องดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินอย่างบ้าคลั่งแบบนี้” เพ่ยเจินเอ่ยอย่างเริ่มสงสัยใคร่รู้
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรกัน นี่เ้าเป็กรณีพิเศษ แต่โดยปกติก็ประมาณสามชั่วยามเป็อย่างต่ำนั่นแหละ” เขาเอ่ยตอบ
“ข้าเป็กรณีพิเศษหรือเ้าค่ะ อันใดกันนี่” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสงสัย นางจึงได้แสดงอาการออกมาอย่างเด็กน้อย คือนางได้เอาสองมือไปวางไว้ที่ขอบตั่งนั่นแล้วเอาคางไปเกยที่บนหลังมือตนเอง ทำตาใสจ้องมองเขาอย่างเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา ที่ค่อยขอสิ่งของที่้าก็มิปาน
เมื่อเขาััได้กับการกระทำของเพ่ยเจิน แม้จะไม่ได้เปิดเปลือกตามามอง แต่เขาก็แสดงรอยยิ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัดบนดวงหน้านั้น
“เอาล่ะ ๆ โดยปกติเขาจะดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินประมาณสามชั่วยาม อย่างมากก็หนึ่งวัน แต่ในกรณีของเ้านั้นต่างออกไป เพราะเ้าเป็ศาสตร์มหามรรคาฟ้าโบราณกาล ที่น้อยคนจะมีได้” เขาเอ่ยกล่าวอย่างเรียบ ๆ ช้า ๆ แต่ชัดเจน
“ศาสตร์มหามรรคาฟ้าโบราณกาล หรือเ้าค่ะ ข้าเคยได้ยินว่าศาสตร์มรรคาอัญเชิญเป็ศาสตร์ที่ทำได้แค่แสดงละครปาหี่ แม้แต่ท่านอาจารย์ยังบอกให้ข้าฝึกปรือสายมรรคากระบี่เลยเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวในลักษณะอาการเดิม แต่น้ำเสียงกลับนิ่งลงกว่าเดิม นั่นเพราะนางตั้งใจที่จะฟังบุรุษผู้นี่สอนสั่งนางอย่างตั้งใจ
“นางเด็กหิ่งห้อยนั่นก็น่ะ น่าโมโหชะมัด ที่ทุกคนในกาลปัจจุบันจะคิดแบบนั้นก็หาแปลกไม่ เพราะในกาลปัจจุบันไม่มีเทพเซียนสายศาสตร์มหามรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญจริง ๆ เลยสักคนยังไงล่ะ จะมีก็เพียงแต่เซียนอัญเชิญกระจอกที่ไม่รู้แม้แต่วิธีการฝึกที่ถูกต้องด้วยซ้ำ” เขากล่าวอย่างฉุน ๆ ในอารมณ์ตนแต่ก็หาได้แสดงออกให้เพ่ยเจินเห็นไม่
“งั้นแสดงว่าในอดีตเคยมีเทพเซียนสายอัญเชิญที่แกร่งกล้าอยู่จริง ๆ ใช่ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินยิ้มน้อย ๆ ออกมา และกล่าวอย่างมีอารมณ์ชื้นขึ้น
“แน่นอนสิ เท่าที่ข้ารู้จักมีอยู่องค์หนึ่ง นางนั้นแกร่งกล้าสามารถขนาดที่สยบสามภพภูมิ สี่สมุทร แปดดินแดนได้เลยหล่ะ ไม่มีใครกล้าที่จะหาญมาต่อกรประลองศึกกับนางสักตน ไม่มีเลยจริง ๆ” เขาเอ่ยกล่าวอย่างชื่นชมอย่างสุดใจจริง
“ว้าววว แล้วตอนนี้นางอยู่ที่ใดเ้าค่ะ ท่านช่วยให้ข้าได้เป็ศิษย์ของนางได้หรือไม่” เพ่ยเจินรีบตั้งตัวตรงกล่าวอย่างตื่นเต้น
แต่เื่ราวต่อจากนั้นหาได้เป็เหมือนดั่งที่นางคาดคิดไว้ไม่
“ไม่ได้หรอก” เขาตอบโดยน้ำเสียงที่เศร้าสลดลงกว่าปกติ
“ทำไมกันเ้าค่ะ หรือนางดับขันธ์ไปแล้ว” เพ่ยเจินเองก็แ่เสียงลง ดั่งกับว่านางเองก็เสียใจที่ผู้แกร่งกล้าสายมรรคาอัญเชิญนั้นได้สิ้นไป
เขาเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด เขานิ่งเงียบงันไปนานพอที่เพ่ยเจินจะรู้สึกได้ว่าเขาเองเหมือนจะกำลังเศร้า และหดหู่ลงเมื่อเขาหวนคิดถึงคนที่เป็สายมรรคาอัญเชิญนั้น หรือนางนั้นจะเป็อะไรกับเขาสักอย่าง เพ่ยเจินครุ่นคิดตามเขาไปสารพัดเื่
“นางไม่ได้ดับขันธ์หรอก แต่นางแค่หลงทางอยู่แค่นั้นเอง” หลังจากที่เงียบนานเขาก็เอ่ยวาจาออกมา
“หลงทางหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยทวนคำ
“ใช่นางกำลังหลงทาง” เขากล่าวต่อไปโดยพยายามควบคุมน้ำเสียงของตนให้ปกติ
“ถึงแม้เ้าจะไม่ได้เป็ศิษย์ของนาง ข้าก็ทำให้เ้าแกร่งกล้าสามารถได้ อย่างที่ใคร ๆ ในสากลพิภพนี้ก็ทำไม่ได้ อยู่ที่ว่าเ้าจะเชื่อข้าไหม แค่นั้นเอง” เขาเอ่ยกล่าวต่อด้วยความจริงจัง จนเพ่ยเจินเองก็ััได้ว่า ในตอนนี้เขามิได้แกล้งกล่าวหยอกนางแต่อย่างใด
“ถ้าอย่างงั้นข้าจะแกร่งกว่านางได้ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห่งความหวัง
“ฮ่า ๆ เ้าต้องเข้าใจคำกล่าวของข้านะว่า นางเป็เทพอัญเชิญที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงผู้เดียว นางยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดอย่างไร้ซึ่งผู้ที่หาญกล้าไปต่อกรได้” เขากล่าวโดยอดที่จะยิ้มออกมามิได้
“นางแข็งแกร่งกว่าท่านอีกหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยอย่างใคร่รู้
“นี่เ้าเห็นข้าเป็อันธพาลขนาดที่ต้องไปวัดกำลังกับใครต่อใครขนาดนั้นเลยหรือ” เขากล่าวอย่างแย้มยิ้ม
“ก็ไม่รู้นี่เ้าค่ะ ข้าก็นึกว่าท่านจะแข็งแกร่งกว่านางเสียอีก” เพ่ยเจินทำหน้างอกล่าว
“ข้าเองก็ไม่อาจหาญไปต่อกรกับนางหรอก เพราะนางเองก็เป็ผู้มากบารมี มิได้มีเื่เสื่อมเสียเกียรติอันใดที่ข้าต้องไปตอแยด้วย” เขากล่าว
“ดูเหมือนว่าท่านจะนิยมนางมากเลยนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวอย่างไร้ความหมาย
เขาเมื่อได้ฟังเพ่ยเจินเอ่ยดังนั้น ก็หันศรีษะมาทางนางเล็กน้อย โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัวเขายิ้มออกมาแล้วได้กล่าวว่า
“ใช่ข้านิยมนางมาก ๆ และไม่เคยนิยมใคร หรือสิ่งใดเท่านางอีก”
เพ่ยเจินที่ไม่รู้ตัวว่าเขากำลังมองตัวนางเองอยู่ เมื่อได้สดับฟังวาจาดังนั้นก็รู้สึกว่า บุรุษผู้นี้ช่างใจกล้าหาใดเปรียบจริง ๆ ที่ไม่ยอมแม้จะเก็บงำความรู้สึกของตนบ้างเสียเลย
“เ้าอย่ามาใส่ใจเื่ของข้าเลย ตอนนี้เ้าต้องเร่งวิวัฒน์ตนเองให้ไวที่สุดก็พอ” เขาเอ่ยกล่าวสำทับมาอีกครั้ง
“เอ๊ะ!!! ทะ ทะ ทำไม ปราณจิตโอสถของข้าถึงได้อันตรธานหายไปละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินใที่ตนเองเอาแต่สนทนากับบุรุษผู้นี้ จนลืมสังเกตปราณจิตโอสถอนัตตาของตน ซึ่งตอนนี้มันได้อันตรธานหายไปแล้วจริง ๆ โดยปราศจากซึ่งร่องรอยด้วยซ้ำ
“เ้าจะใอันใดกัน” เขายังกล่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยไม่ได้สนใจใด ๆ
“แต่ท่านเ้าค่ะ ปราณจิตของข้าหายไปนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวด้วยความใจริง ๆ นางรีบจับที่น่องของบุรุษผู้นั้นเขย่าเพื่อให้เขาช่วยหา ซึ่งในครั้งนี้นางก็ััตัวเขาได้เป็ครั้งแรก แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ เพราะตอนนี้นางมีเื่ให้พะวงมากกว่าคือเื่ของปราณจิตที่อันตรธานหายไป
“เ้าอย่าปริวิตกไปไย นี่ละเป็ที่มาของคำว่าอนัตตา” เขาไม่ได้อินังขังขอบกับการกระทำของเพ่ยเจินเลยแม้แต่น้อย เขายังมีสีหน้าที่เรียบเฉย แต่ก็แฝงไปด้วยความสุขที่ได้เห็นเพ่ยเจินตระหนกใเช่นนี้
“ท่านเ้าค่า” เพ่ยเจินเอ่ยอย่างอ้อนวอนเรียกเสียงยาว เพราะจนใจที่จะกระทำสิ่งใด
“ก็เพราะอย่างนี้ คำว่า อนัตตา แปลว่าอาการที่ไร้ตัวไร้ตน เ้าเข้าใจไหม ดังนั้นปราณจิตโอสถอนัตตา ก็หมายความว่า ปราณจิตที่ไร้ตัวตนให้เ้าเห็นยังไงละ ตอนนี้นี่แหละที่เ้าจะได้แสดงออกซึ่งเจตจำนงค์ของมรรคาฟ้าที่เ้า้า และเมื่อเ้าแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าเ้า้าตระหนักมรรคาฟ้าสายนี้อย่างจริงจังแล้ว มรรคาฟ้าจะตอบสนองแก่เ้าเอง ทีนี้เข้าใจหรือยัง ทำตัวเป็เด็กน้อยไปได้เ้านี่”
“ออ อย่างนี้นี่เองหรือเ้าค่ะ ท่านก็ไม่รีบกล่าวแก่ข้านี่เ้าค่ะ” เพ่ยเจินโบ่ยปากโทษเขา
“นี่เ้าหาว่าข้าผิดหรือนี่ เ้านี่จริง ๆ เล้ย” เขากล่าวอย่างยิ้ม ๆ
ตอนนี้เพ่ยเจินสงบใจลงได้บ้างแล้ว ก็หวนถึงคำกล่าวของท่านเฟยหวงซางจวิ้นเื่ที่ให้ถามไถ่ข้อมูลการฝึกจากเขาผู้นี้สืบไปภายหน้าไว้ด้วย
“ท่านเ้าค่ะ ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเคยกล่าวว่า ท่านจิ้งจอก์ไป๋เจี๋ยได้บอกว่า การจะเป็สายอัญเชิญสิ่งมีชีวิตได้ ต้องมีระดับขั้นั้แ่ ขั้นตระหนักมรรคาฟ้าขั้นที่หนึ่งขึ้นไปจริงหรือเปล่าเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถาม
“ก็ตามที่เ้าเด็กหิ่งห้อยนั่นพูดนั่นแหละ สำหรับมรรคาฟ้าสายอัญเชิญนั้นแย่ตรงที่่ต้น ถึง่หลอมกลั่นปราณจิตนี่แหละ เพราะสายนี้จะไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้เลย แต่สายอัญเชิญทุกคนจะมีสิ่งพิเศษคือ จะสามารถตระหนักมรรคาฟ้าได้มากกว่าหนึ่งสาย แล้วแต่ใครจะตระหนักอีกสายเป็อะไร เช่นเ้าก็ตระหนักกระบี่อย่างที่เห็น” เขากล่าวไปด้วยหาวไปด้วยดั่งกับว่าเขาจะง่วงนอนตลอดเวลาก็มิปาน
เพ่ยเจินนั่งอยู่ด้านล่างของตั่งนั่งนั้น นางมองดูเขาอย่างพินิจพิจารณา นางค่อย ๆ พิจารณาดูอย่างละเอียด บุรุษผู้นี้ช่างดูอ่อนแอเหลือประมาณ แต่เหตุไฉนนางยังมองไม่ออกซึ่งสาเหตุที่มาของความทรนงในตัวเองที่เขามีเลย เมื่อนางฉุกใจคิดได้ก็รีบเอ่ยถามเขาเพื่อแก้เก้อเขินว่า
“แล้วต่อแต่นี้ข้าควรฝึกปรือเช่นใดเ้าค่ะ”
เขาเงียบไปครู่จากนั้นก็เอ่ยตอบด้วยสำเนียงเอื่อยเฉื่อยตามแบบฉบับเ้าตัวว่า
“ต่อแต่นี้คือ่สำคัญ คือปราณจิตโอสถของเ้าได้อันตรธานหายไป เ้าจะต้องเพ่งพลังปราณยุทธ์ทั้งหมดลงไปที่พัดของเ้าเอง อันนี้เป็กรณีพิเศษเช่นเ้าเองเท่านั้น”
“กรณีพิเศษสำหรับข้าหรือเ้าค่ะ หมายความว่าเช่นไรเ้าค่ะ” เพ่ยเจินสงสัยในคำพูดของเขา
“ก็โดยปกติ่แรกตอนที่เข้าสู่ปราณจิตโอสถอนัตตาแล้ว เ้าต้องเริ่มการฝึกรจนาเครื่องรางยันต์อัตตชีวจิตมรรคาฟ้าอันเป็สัญลักษณ์ที่ใช้ประทับแทนตนเอง เมื่อเ้ารจนาสรรสร้างเครื่องรางยันต์อัตตชีวจิตมรรคฟ้าสำเร็จแล้ว เ้าต้องถือเอาอักษรสัญลักษณ์นั้นเป็ตัวแทนของเ้าเองเหมือนดั่งกับว่าเป็ตัวแทนของการมีอยู่ของผู้อัญเชิญ และผู้ที่ถูกอัญเชิญ และใน่นี้เ้าต้องหลอมสร้างของขลังอัตตชีวิตอีกอันหนึ่งเพื่อเป็ตัวแทนของปราณจิตโอสถอนัตตาที่อันตรธานหายไป โดยของขลังอัตตชีวจิตนี้จะเป็ตัวแทนในการยึดปราณจิตของผู้ที่ถูกเ้าอัญเชิญมาโดยผู้นั้นจะประทับตราสัญลักษณ์ลงบนของขลังชีวจิตของเ้าอีกทีหนึ่ง เปรียบเสมือนของขลังชีวจิตของเ้าเป็ตัวรองรับพลังปราณยุทธ์ทั้งหมดของผู้ที่ถูกอัญเชิญไว้ ยิ่งผู้ที่ถูกเ้าอัญเชิญมีพลังปราณยุทธ์แข็งแกร่งมากเท่าใด ของขลังอัตตชีวจิตของเ้าต้องยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย เพื่อรองรับพลังปราณยุทธ์อันมากมายมหาศาลนั้นไว้ สิ่งมีชีวิตที่ว่านับทั้งสัตว์ คน เซียน เทพเซียน หรือแม้แต่สิ่งของด้วย”
เพ่ยเจินเมื่อได้สดับฟังดังนั้นก็เข้าใจในรายละเอียดของการฝึกปรือมรรคาฟ้าสายเทพอัญเชิญได้ในหลาย ๆ อย่าง แต่ก็มีบางประการที่นางเองก็ยังไม่เข้าใจจึงเอ่ยถามไปว่า
“ท่านเ้าค่ะ แต่ข้าอ่านเขียนอักษรในกาลปัจจุบันนี้มิได้เลยนะเ้าค่ะ ไหนจะต้องมาหลอมของขลังอัตตชีวจิตอีกข้าเองก็ไม่รู้จะทำเยี่ยงไรเช่นกัน” เพ่ยเจินนางกล่าวด้วยความซื่อตรงในใจตันเองเป็อย่างยิ่ง เพราะนางไม่ประสาอันใดกับชีวิตนี้เลย
ส่วนตัวบุรุษผู้ที่รับฟังอยู่ก็ได้แต่รับฟังอย่างขบขันไปในท่าที
“เ้านี่มันตัวโง่งม สมกับที่เป็ของของข้าจริงจริงน๊า” เขากล่าวด้วยอารมณ์ที่ขบขันมากกว่าที่จะเกรี้ยวโกรธดั่งคราที่ผ่าน ๆ มา
แต่ทันใดนั้นเพ่ยเจินก็สะดุ้งใเป็ที่สุด ตัวนางแข็งเกรง นั่นเพราะอยู่ ๆ บุรุษที่อยู่ตรงหน้าก็ค้อมกายลงมาจับไหล่นางทั้งสองข้าง แล้วหมุนตัวนางให้กลับหลังโดยพลัน จากนั้นเขาก็เอาขาทั้งสองข้างลงมาเหยียบที่พื้นพร้อมกับเอามือซ้ายมาจับมือซ้ายของเพ่ยเจินให้วางไว้ที่ท้องของนางเอง ส่วนมือขวาเลื่อนมาอย่างว่องไวจับมือขวาของนางไว้ แล้วขยับให้นิ้วของนางชี้ออกไป แล้วก็ได้รจนาเขียนอักษรขึ้นบนห้วงอากาศธาตุ เข้าค่อย ๆ ควบคุมมือน้อย ๆ ของเพ่ยเจินแล้วบรรจงรจนาเขียนอย่างช้า ๆ ตัวอักษรสีท้องสว่างที่ถูกขีดเขียนด้วยพลังปราณยุทธ์อยู่ในห้วงอากาศธาตุนั้น
เพ่ยเจินได้รับการถ่ายทอดพลังปราณยุทธ์สู่มือขวาของนางอย่างอ่อนโยน แต่ความอ่อนโยนนี้นางกลับรู้สึกได้ว่ามันลึกลับ สลับซับซ้อนจนน่าสยดสยองเป็ที่สุด นี่คงเป็ความอ่อนโยนที่สามารถกลืนกินชีวิตของคนคนหนึ่งได้เป็แน่ นางรู้สึกว่าดวงใจของตนเต้นระส่ำไม่เป็จังหว่ะ ตัวรู้สึกร้อนผ่าวไม่เป็ดั่งปกติ แก้มทั้งสองแดงชัดเจนยิ่ง นี่กำลังเกิดอันใดขึ้นกับข้ากันแน่ นี่เหมือนกับว่านางกำลังหลุดลอยอยู่ในห้วงแห่งความสุขล้นเหนือจินตนาการใด ๆ ที่จะสามารถมาพรรณาได้
แต่เมื่อเพ่ยเจินมารู้สึกตัว ตัวนางเองก็อยู่ในระหว่างขาทั้งสองข้างของบุรุษหนุ่มผู้นี้ไปเสียแล้ว นี่แผงอกเขาช่างกว้างเสียจริง นี่ตัวเขาแทบจะปิดบังตัวข้าจนมิดแล้ว ความจริงตัวเขาสูง และใหญ่ล่ำสันเป็อย่างมาก เพียงแต่ตอนนี้เขาผ่ายผอมมากจนเกินไปจึงทำให้ดูเก้งก้าง เมื่อเพ่ยเจินฉุกคิดได้ว่าตนกำลังอยู่ในระหว่างกลางอ้อมอกของผู้ที่เป็บุรุษเช่นนี้นางยิ่งทวีความเขินอายเป็ยิ่งขึ้นไปอีก
ทันใดนั้นนางคิดจะเอ่ยวาจาให้เขาขยับออกห่าง แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นเพื่อจะกล่าว ก็พอดีที่หน้าผากของนางไปชนโดนใส่ริมฝีปากของบุรุษผู้นี้พอดีเข้าอย่างจัง ทั้งสองต่างไม่ได้แสดงท่าทีอะไร ต่างตัวเกรงกระด่างค้างอยู่แบบนั้น ผู้ที่เป็บุรุษนั้นยังหลับตาไม่ได้แสดงท่าทีอะไร แต่ตัวเพ่ยเจิยเองตอนนี้เหมือนดั่งกับว่าอยู่ท่ามกลางมรสุมก็มิปาน ในความนึกคิดของนางตอนนี้ดั่งกับว่ามีอารมณ์พันหมื่นหลั่งไหลทะลักเข้ามาอย่างไม่หยุด ความร้อนรุ่มเกิดขึ้นในใจ พวงแก้มทั้งสองแดงซ่านดั่งจะลุกไหม้ก็มิปาน ทั้งสองอยู่ในอาการนี้นานหลายอึกใจ
แต่แล้วเพ่ยเจินที่รู้สึกตัวได้ในเวลาต่อมา ก็รีบหดคอลงให้ศรีษะหลุดออกจากริมฝีปากของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ตอนนี้ตัวนางหดเหลือน้อยเดียวในท่ามกลางระหว่างซอกขาทั้งสอง และแผงออกของบุรุษหนุ่มผู้นี้
“เอาละเรียบร้อย” เขากล่าวเรียบ ๆ ดั่งกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพ่ยเจินเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบสำรวมสติให้กลับคืน นางพยายามรวมรวมน้ำเสียงให้ราบเรียบเป็ปกติ แล้วเอ่ยกล่าวว่า
“นี่อ่านว่าเพ่ยเจินมิใช่หรือเ้าค่ะ ที่ตรงหัวพัดของข้าก็มีอยู่” แม้เสียงของนางจะราบเรียบเป็ปกติ แต่พวงแก้มในดวงหน้า กับสายตากับไม่เป็ปกติดั่งเสียงของนางเอง
บุรุษหนุ่ม เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มน้อย ๆ ออกมา แต่ก็หาได้ทำการใดที่ทำให้นางรู้สึกไม่ดีไปกว่านี้ไม่ เขาได้กล่าวขึ้นว่า
“ใช่ ถูกต้อง อักษรนี้เป็อักษรที่เ้าเคยรจนารังสรรค์ขึ้นมา ดังนั้นนี่จึงเป็สัญญลักษณ์ของเ้าอย่างแท้จริง เมื่อเ้าสามารถประทับตราลงบนกระบี่เก่า และกระบี่วิเศษขั้นห้าได้ นั่นก็แปลว่าเ้า เข้าใจในการรจนาเขียนอักษรสัญลักษณ์มรรคาฟ้าได้ มิหนำซ้ำเ้ายังสามารถส่งผ่านพลังปราณยุทธ์เข้าไปในสัญญาลักษณ์นั้นได้ แล้วยังประทับติด นี่เป็ตัวบ่งชี้ว่าเ้าก้าวผ่านขั้นแรกมาได้แล้วอย่างดีงาม ทำให้เ้าสดับเจตน์กระแสมรรคาฟ้าสายอัญเชิญขั้นเต็มกำลัง ดูจากวงแหวนทั้งสามของเ้าเอง แม้เ้าจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็มิได้เสียประโยชน์อันใด เพียงแค่เ้าเข้าใจและสดับเจตน์กระแสชัดเจน ก็ส่งผ่านพลังปราณยุทธ์ลงอักษรสัญญลักษณ์บนหัวพัดได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว ในขั้นต่อแต่นี้ให้เ้าเร่งรวบรวมปราณฟ้าดินให้พร้อมที่จะบรรลุการหลอมกลั่นปราณจิตโอสถเที่ยงแท้เถิด”
เขาปล่อยมือทั้งสองข้างจากเพ่ยเจิน แล้วก็ขยับตัวลงไปนั่งเอามือขวาเท้าศรีษะเช่นปกติดั่งเดิม
เพ่ยเจินเมื่อได้สดับฟังดังนั้นจิตใจก็เริ่มสงบลงเป็ปกติ นางมองอักษรที่ลอยเป็สีทองอยู่ในอากาศธาตุนั้นอย่างสงบ
“อ้อ ข้ามีเื่จะเตือนเ้า นับแต่นี้อย่าได้อัญเชิญกระบี่หลิงเทียนมาอีก หากไม่จวนตัวจริง ๆ คำว่าจวนตัวจริง ๆ คือในวาระที่ยัยเด็กหิ่งห้อยนั่นพ่ายแพ้จนหมดหนทางแล้วเท่านั้น นับแต่นี้เมื่อเกิดอันตรายให้ส่งสัญญาณไปหานางอย่างเดียว เพราะหากเ้ายิ่งอัญเชิญกระบี่หลิงเทียนมาบ่อยเท่าใด ปราณจิตของเ้าจะยิ่งเสียหาย ข้ารู้ว่าเ้าในตอนที่อัญเชิญกระบี่หลิงเทียนปราณจิตของเ้ามันร้อนระอุดุจจะแผดเผาตนเอง และเมื่อเ้าลงมือไม่สำเร็จ แล้วเ้าฝืนควบคุมกระบี่หลิงเทียนต่อไปเ้าก็ยิ่งเ็ปประหนึ่งว่าปราณจิตของเ้าจะแหลกหลาญเป็จุญก็มิปาน ข้ากล่าวมิผิดใช่หรือไม่” เขากล่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ชัดเจนในถ้อยคำเพื่อให้เพ่ยเจินเข้าใจโดยละเอียด
เมื่อเพ่ยเจินได้ฟังเขาที่เขากล่าวเตือน นางก็เข้าใจโดยกระจ่าง เพราะคำกล่าวทุกประการของเขานางก็ประสบพบเจอมากับตนเองแล้ว นางจึงมิได้มีท่าทีจะโต้แย้งอันใดไม่
“เ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ข้าขอโอกาสได้ถามท่านได้หรือไม่เ้าค่ะ เื่ของที่มาของกระบี่หลิงเทียน” เพ่ยเจินขานรับอย่างว่าง่าย และยังถือโอกาสสอบถามต่อไป
“เ้าอย่าได้พยายามใคร่จะรู้เื่กระบี่หลิงเทียนเลย รู้เสียแค่ว่ามันเป็ของของเ้า และเ้าก็สามารถอัญเชิญมันมาได้ทุกเมื่อหากเ้าพร้อมมากกว่านี้ เื่ราวของกระบี่หลิงเทียน ก็ลึกลับซับซ้อนพอพอกับเื่ราวของข้า และความมทรงจำของเ้า อย่าได้ถามอีกเลย เมื่อถึงเวลาเ้าจะรับรู้ทุกอย่างเอง” เขากล่าวอย่างเรียบเฉยเพื่อไม่ให้เพ่ยเจินได้ถามสืบไปอีก
“เ้าค่ะ แล้วนี่ข้าจะกลับไปได้ยังไงหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถาม
“เ้าอยากจะกลับก็กลับได้เสมอ เอ๊ะ หรือเ้ายังติดใจหลงไหลในรสทิพยะของรอยจูมพิตที่ติดบนหน้าผากเ้าของข้าอยู่ เลยมิได้อยากกลับไป” เขากล่าวในขณะที่ยิ้มออกมาอย่างเต็มดวงหน้า แล้วได้เอามือซ้ายมาลูบที่ริมฝีปากตนอย่างมีความสุขเป็อย่างมาก
แต่ในทางเพ่ยเจินเอง ตอนนี้ตัวนางเริ่มร้อนรุ่ม และพวงแก้มแดงฉานขึ้นอีกครา นางรีบเอามือทั้งสองขึ้นปิดปากอย่างลืมตัว เมื่อเขากล่าวทักออกมาเช่น นางคงทำได้แต่แทรกผืนปฐีหนี้เท่านั้น แต่นี่นางติดอยู่ในห้วงกระแสจิตของตนนี่ แล้วข้าจะหนีเยี่ยงไร เพ่ยเจินกำลังร้อนรุ่มด้วยอารมณ์มากมายเหลือคณานับ
แต่ทุกอย่างก็พลันขาวโพลน เมื่อบุรุษหนุ่มผู้นั้นได้กระดิกนิ้วชี้มือเพียงสองครั้ง เพ่ยเจินก็พลันกลับเข้าสู่ร่างอันเป็ของตนตามปกติเดิม
เมื่อเพ่ยเจินเริ่มคืนสติอยู่ในร่างกายของตน นางก็ค่อย ๆ มองเห็นบรรยากาศโดยรอบอย่างชัดตาขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ท้องนภายังคงมีแสงแห่งจันทราอาบชโลมอยู่ เป็่ที่ใกล้จะสว่างแล้ว เพ่ยเจินมองไปเห็นท่านเฟยหวงซางจวิ้นนี่นั่งสงบอยู่ข้างกองไฟกองหนึ่งใกล้ ๆ ส่วนเหม่ยเซียงเองก็นอนขดตัวอยู่ใกล้ ๆ ที่นั้น แต่นางมองไม่เห็นเสินว่านสหายแห่งตน
“เ้าฟื้นคืนสติแล้วหรือ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวโดยที่ยังไม่ได้มองเพ่ยเจินด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่มีร้อยยิ้มอย่างยินดีออกในดวงหน้า
“เ้าค่ะท่านอาจารย์ ว่าแต่เสินว่านละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินค่อย ๆ เอ็นกายขึ้นนั่งเหยียดขาแล้วได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เสินว่านตอนนี้นางกำลังเข้าสู่การบรรลุขั้นพิชิตฟ้าแปดดาวแล้ว นางเริ่มเข้าสมาธิั้แ่ค่ำวานนี้แล้ว เ้าอย่าได้ห่วงเลย” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้ายินดี
เพ่ยเจินค่อย ๆ พิจารณารอบ ๆ ก็ไปหยุดที่บุรุษที่นั่งกึ่งนอนบนตั่งไม้เก่านั้น เขาเอามือซ้ายลูบไล้ริมฝีปากของตนอย่างมีความสุข บนดวงหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างมิได้ปิดงำความอันใด เมื่อเพ่ยเจินเห็นดังนั้นก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางและเขา ทำให้นางหน้าและพวงแก้มแดงซ้านออกมาอย่างชัดเจน นางรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว
“เ้าเป็อันใด ยังไม่ดีขึ้นหรืออย่างไรกัน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นสังเกตุอาการของเพ่ยเจินออกก็ได้เอ่ยถามไถ่ด้วยความเป็จริง
“ปะ เปล่าเ้าค่ะ ข้าสบายดีเ้าค่ะ” เพ่ยเจินก้มหน้าด้วยอาการเขินอาย แต่ก็ได้กล่าวปฏิเสธไปอย่างไม่กล้าสบตาต่อท่านเฟยหวงซางจวิ้น
“เอาล่ะ เ้าอย่าพึ่งเก้อเขินอันใดเลย เ้ารีบเดินขึ้นไปทางทิศเหนือจากนี้ประมาณห้าสิบก้าว แล้วจงนำสิ่งสิ่งหนึ่งมาให้ข้าโดยไว แล้วรีบกลับมา เมื่อกลับมาแล้วจงใช้กระบี่ของเ้าเฉือนเอาเปลือกไม้ปราณฟ้าด้านหลัง เอาละเ้าไปเถอะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวแก่เพ่ยเจิน
“เ้าค่ะท่านอาจารย์” เพ่ยเจินที่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจโดยพลัน จึงมิได้กล่าวอะไรให้มากความอีก นางลุกขึ้นยืน สำรวจความเรียบร้อยของตนเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ได้ออกเดินไปในทางทิศเหนือตามที่ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยบอกแล้ว
เพ่ยเจินเดินขึ้นเนินเล็ก ๆ ลูกหนึ่งทางทิศเหนือของที่พักของพวกตน เพ่ยเจินเองก็เดินไปด้วยอาการที่มึนงงกับคำกล่าวของท่านเฟยหวงซางจวิ้น และก็งงงันกับตนเองด้วยที่ไม่ได้ถามแม้สักคำว่าท่านอาจารย์ให้มาเอาอะไร ตอนนี้เพ่ยเจินเดินมาได้ไม่ถึงห้าสิบก้าวดีแต่แล้วเพ่ยเจินก็เหลือบไปเห็นเนินเตี้ย ๆ ลูกหนึ่งไม่ไกลนัก ที่บนเนินนั้นมีต้นหญ้าขึ้นกันเต็มไปหมดแต่มีหนึ่งต้นที่อัศจรรย์ที่สุด
(นั่นมันต้นหญ้าอาบจันทรา ท่านอาจารย์ให้เรามาเอาต้นหญ้าอาบจันทรานั้นเอง) เพ่ยเจินรำพึงถึงคำกล่าวของท่านเฟยหวงซางจวิ้น
ในขณะที่บนเนินเตี้ยลูกนั้นมีต้นหญ้ามากมายขึ้นอยู่ แต่ต้นหญ้าที่เพ่ยเจินจดจ้องอยู่นั้นกลับแตกต่างจากต้นหญ้าอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง ต้นหญ้าที่ว่าเป็ต้นหญ้าใบเรียวยาวมีดอกอยู่เล็กน้อย แต่ที่สำคัญอยู่ที่แสงที่ส่องประกายออกมาจากลำต้น ใบและดอกออกมาเป็สีฟ้าสว่างจ้าอาบแสงจันทราอยู่นั่นเอง
เพ่ยเจินค่อย ๆ เดินเข้าไปหาต้นหญ้าอาบจันทราที่ว่าด้วยสีหน้าที่ยินดี เมื่อใกล้ต้นหญ้าอาบจันทราเข้าไปเรื่อย ๆ เพ่ยเจินก็ััได้ถึงความอ่อนละมุนของพลังปราณฟ้าดินที่แผ่กระจ่ายออกมาจากต้นหญ้าอาบจันทรานั้นอย่างชัดเจน
จากนั้นเพ่ยเจินได้อัญเชิญกระบี่เก่าคร่ำคร่าของนางออกมา และได้นำไปค่อย ๆ ขุดเอาต้นหญ้าอาบจันทราพร้อมรากมาด้วย ในตอนที่เพ่ยเจินเอามือััโดนต้นหญ้า นางรับรู้ได้ถึงพลังงานปราณฟ้าดินอันมหาศาลได้หลั่งไหลเข้าสู่ในตัวของนางอย่างท้วมท้น ต้นหญ้าอาบจันทราสมแล้วที่ได้ชื่อว่าต้นหญ้าแห่งพลังงานอันอ่อนละมุนเป็ที่สุด
เมื่อเก็บต้นหญ้าอาบจันทราลงในถุงปราณฟ้าข้างเอว แล้วนางก็เดินกลับมายังที่พักของตนด้วยสีหน้าที่มีความปิติยินดีเป็อย่างยิ่ง
จากนั้นนางก็เดินไปที่ต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านใหญ่ที่สุดในระแวกนี่ และยังใกล้กับที่พักของพวกนางเป็ที่สุดด้วย
เพ่ยเจินได้ใช้กระบี่วิเศษขั้นห้า ตวัดเฉียนเอาเปลือกไม้ปราณฟ้านั้นออกมาประมาณหนึ่งศอกเศษ แล้วนางก็เอามาใส่ที่ถูงปราณฟ้าข้างเอวตน
เมื่อท่านเฟยหวงซางจวิ้นเห็นสีหน้ามีความสุขของเพ่ยเจินที่เดินยิ้มแย้มมาอย่างเต็มดวงหน้า ท่านเฟยหวงซางจวิ้นจึงได้เอ่ยทักว่า
“เป็ไงสาวน้อย เ้าได้ในสิ่งที่ข้าให้ไปนำมาไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวยิ้ม ๆ
“เ้าค่ะท่านอาจารย์ ทีแรกข้าก็คิดว่าตนเองโง่เขลาเบาปัญญา เพราะมิได้ไถ่ถามให้แน่ชัดจากท่านอาจารย์เสียก่อนว่าให้ข้าไปนำสิ่งใดมา แต่พอข้าไปเจอกับต้นหญ้าอาบจันทรานี่ข้าก็คิดได้เ้าค่ะ ว่าการมาในครั้งนี้ของเราเพื่ออะไร”
เมื่อเพ่ยเจินกล่าว นางก็ล้วงเอาต้นหญ้าอาบจันทราออกจากถุงปราณฟ้าที่ข้างเอวของนาง พร้อมกับเปลือกไม้ปราณฟ้ายื่นให้กับท่านเฟยหวงซางจวิ้น
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเมื่อจับเอาต้นหญ้าอาบจันทรา และเปลือกไม้ปราณฟ้ามาก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในความเข้าใจของศิษย์ตน
จากนั้นท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็ได้หยิบเอาของบางสิ่งออกจากถุงปราณฟ้าของตนเองต่อหน้าเพ่ยเจิน ซึ่งเพ่ยเจินเองก็สนใจ แต่ก็มิได้แสดงออกว่าถึงความอยากใครรู้ที่เกินงามว่าท่านอาจารย์กำลังทำสิ่งใดอยู่ ไม่นานนักหลังจากนั้นท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้เอาสิ่งของสิ่งนั้นออกมา เป็ขนาดที่หดเล็กลงเมื่อก่อนจะออก หรือจะเข้าถูกปราณฟ้าสูงของจะหดลงเสมอ
“เพ่ยเจิน รับนี่ไปสิ ั้แ่เ้าทั้งสองเป็ศิษย์ข้า ข้ายังมิได้มอบสิ่งใดให้ มาถึงครานี้ก็สมควรแก่ความเพียรพยายามและความดีงามของเ้าแล้วละนะ”
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นแบฝ่ามือออกก็พลันปรากฏกระบี่หนึ่งเล่ม กำไลน้อยหนึ่งวง แผ่นยันต์หนึ่งแผ่น เพ่ยเจินมองของทั้งสามอย่างไม่เข้าใจในอาจารย์ตนเอง จึงได้เอ่ยถามไปว่า
“สิ่งเหล่านี้คืออันใดกันเ้าค่ะท่านอาจารย์”
“ก็นะ นี่คือมวลของวิเศษที่ข้าเอารับขวัญศิษย์อย่างเ้ายังไงละ เสินว่านได้รับไปเรียบร้อยแล้ว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เพ่ยเจินรับของทั้งสามสิ่งมาพิจารณาอย่างปลื้มปิติยินดีเป็อย่างยิ่ง นางยิ้มร่าในดวงหน้ามีหยดโลหิตน้อย ๆ สีสดคลออยู่ที่ขอบดวงตาของนาง นางหันมามองท่านอาจารย์ของตนอย่างเถิดทูน
“เ้ามามองอันใดที่ข้ากัน มันมิได้วิเศษวิโสอันใดมาก ก็แค่กระบี่ผยองจิตวิเศษขั้นสี่ เครื่องรางยันต์ย่นพสุธาขั้นสอง ที่สำคัญอยู่ที่กำไลนั่นต่างหาก กำไลเพลิงหวนวิเศษขั้นห้า” ท่านเฟยหวงเอ่ยกล่าวอย่างยิ้มกับเพ่ยเจิน
“ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายสรรพคุณให้ข้าได้ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกอดของทุกชิ้นไว้ในอ้อมอกของนางเอง
“ย่อมได้สิ เ้ารู้เื่ราวเกี่ยวกับสรรพของวิเศษ ของขลัง เครื่องราง ทั้งหลายใช่ไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยถามก่อน
“เ้าค่ะ ข้าเคยได้ยินท่านเสินว่านกล่าวอธิบายไว้เ้าค่ะ”เพ่ยเจินรีบพยักหน้าตอบ
“นั่นคงเป็ส่วนหนึ่ง เริ่มจากกระบี่ที่เ้าถืออยู่นั่น กระบี่ผยองจิตขั้นสี่ แต่จัดเป็สองดาว มีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อจู่โจมเข้าใกล้ศัตรูจะทำให้สั่นคลอนขวัญกำลังใจ และประสาทของศัตรูได้ เปรียบดั่งเ้าโจมตี และจะสามารถข่มขวัญศัตรูด้วยแรงจิตสังหารได้ด้วย นี่คุณสมบัติขั้นสองดาวของมัน” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยอธิบายอย่างชัดเจน
“ขั้นสองดาวหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินทำหน้าฉงนใจ
“อาวุธวิเศษขั้นหนึ่งถึงขั้นเก้า จะแบ่งเป็สามดาว ดาวที่หนึ่งคือเป็ของวิเศษธรรมดาที่เหล่าผู้มีมรรคาช่างหลอมกลั่นเขาสร้างขั้นมา ส่วนสองดาวคือของที่ช่างหลอมกลั่นสร้างและติดคุณสมบัติวิเศษมาด้วย ตัวอย่างเช่น กระบี่วิเศษขั้นห้าของเ้า ถึงจะขั้นห้า แต่จัดอยู่ในขั้นดาวเดียวเพราะมิได้มีคุณสมบัติพิเศษใดเพิ่ม แต่กระบี่ผยองจิตนี้ขั้นสี่ก็จริง แต่จัดอยู่ในขั้นสองดาวเพราะมีคุณสมบัติพิเศษ ดังนั้นเื่ความหายาก กระบี่วิเศษขั้นห้าหนึ่งดาว ย่อมมีเกลื่อนนภา แต่สำหรับกระบี่ผยองจิตวิเศษขั้นสีสองดาวนั้นจัดว่าหายากยิ่งแล้ว ส่วนประเภทสุดท้าย เ้าคงรู้มาบ้าง คือ ของวิเศษอัตตชีวจิต หรือของวิเศษที่หลอมกลั่นจากปราณจิตโอสถทิพย์ของใครของมัน เพราะกว่าคนจะหลอมกลั่นปราณจิตได้มันยากยิ่งจึงทำให้ของวิเศษอัตตชีวจิตนี้หายากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะหามิได้เสียเลย” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยอธิบายไปเรื่อย ๆ
“ของวิเศษอัตตชีวจิต สามารถหาได้นอกจากการหลอมกลั่นจารปราณจิตได้ด้วยหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินทำหน้าใในขณะเอ่ยถาม
“เ้านี่ก็ไร้เดียงสาจริง ก็ต้องได้สิ เช่นวิธีการฆ่าแล้วยื้อแย่งมาไง เพราะสาเหตุนี้ข้าจึงมิได้ให้ของที่วิเศษวิโสไปมากกว่านี้ได้ วิธีการได้มาครองซึ่งของวิเศษทั้งหลายนั้นง่ายเพียงแค่มีเบี้ยทองให้มากหน่อยก้ได้มาครองแล้ว แต่การรักษาไว้นี่สิยากยิ่ง โดยส่วนมากได้มาครองก็ต้องเป็ที่หมายปองของคนที่คิดไม่ดีเสมอไป แล้วก้ไปสิ้นสุดที่โดนฆ่าแล้วถูกชิงของวิเศษไป” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นซืด เพื่อแกล้งเพ่ยเจินด้วยอาการยิ้ม ๆ
เพ่ยเจินเองในขณะที่ได้ยินคำกล่าวของท่านเฟยหวงซางจวิ้น นางก็มีสีหน้าที่ตื่นตระหนกใมากพอสมควร เพราะนางยังมิเคยได้ยินเื่นี้มาก่อน นางพยายามสงบอาการในดวงหน้าลงแล้วเอ่ยถามเื่ต่อไปอีก
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นสังเกตอาการของเพ่ยเจิน เมื่อพบเห็นความที่เพ่ยเจินใ แต่ก็ยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย และพยายามสงบสติอารมณ์ได้ดี นี่ทำให้ท่านเฟยหวงซางจวิ้นลอบชื่นชมเพ่ยเจินอยู่ไม่น้อย
“ส่วนของขลัง และเครื่องรางนี่ละเ้าค่ะ” เพ่ยเจินก้มมองของในมืออย่างพิจารณาแล้วได้เอ่ยถามไป
“ก็เครื่องรางยันต์ย่นพสุธา เมื่อเ้าเอาติดที่ขามันก็ซึมเข้าสู่รางกายเ้าโดยพลัน หนึ่งแผ่นใช้ได้ครั้งเดียวมันจึงมีราคาแพง แต่ข้าสามารถสร้างได้เองจึงมิใช่ปัญหา มีคุณสมบัติคือ ทำให้เ้าสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วได้ในชั่วขณะหนึ่งเลย โดยเมื่อเ้าเร่งเร้าปราณยุทธ์เข้าไปในยันต์ย่นพสุธานั่น เ้าจะสามารถะโพุ่งได้ไกลเป็ร้อยวา และเ้าสามารถเคลื่อนที่ในระยะร้อยวาอย่างรวดเร็วกว่าราชสีห์ขนทองนั่นแน่นอนข้ารับประกันให้เลย ส่วนสุดท้าย…” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นหยุดกล่าวแล้วหันมายิ้มให้กับเพ่ยเจิน และได้ค่อย ๆ เอามือซ้ายเอื้อมไปลูบศรีษะของเพ่ยเจินเบาด้วยความเอ็นดูอย่างสุดที่จะกล่าว ก่อนที่จะกล่าวเสริมไปอีกว่า
“นี่เป็กำไลเพลิงอัคคีพิทักษ์ของขลังวิเศษขั้นห้า โดยคุณสมบัติคือ เมื่อเ้าเจอเื่ที่คับขันจวนตัวที่สุดจะมีทหารเพลิงของข้าออกมาปกป้องเ้าได้ มันจะไม่เน้นเอาชนะ แต่มันจะเน้นปกป้องเ้า และทำให้เ้าปลอดภัยอย่างที่สุด แต่หากศัตรูยังไม่ยอมรามือ มันก็จะสังหารในระยะขอบเขตมิห่างเ้าเกินร้อยวาทันที เมื่อมันแน่ใจว่าเ้าปลอดภัยแล้วมันจึงจะสลายไป เ้าสามารถใช้ได้ห้าครั้งด้วยกัน ซึ่งเ้าทหารเพลิงนั้นสามารถใช้ศาสตร์เพลิงอัคคีของข้าได้ เพราะมันถูกสร้างขึ้นด้วยพลังปราณยุทธ์ของข้าโดยมันจะจัดว่าอยู่ในลำดับขั้นของนักปราณยุทธ์ขั้นตระหนักมรรคาฟ้าขั้นสูงเก้าดาวเลยที่เดียว และเพราะมันเป็ข้าสร้างขึ้นมา มันสามารถหาญต่อกรกับเซียน์หนึ่งชั้นฟ้าได้โดยที่เ้าจะปลอดภัย แต่มากกว่านั้นไม่ไหว สิ่งนี้เป็สิ่งที่ยืนยันว่าเ้าคือคนของสำนักมรรคาพลาญโลกันต์ และเ้าเป็ศิษย์ข้าอย่างแน่นอน”
เมื่อเพ่ยเจินได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งเพิ่มทวีความเลื่อมใสในตัวของท่านเฟยหวงซางจวิ้นขึ้นไปอีกเท่าทวีคุณ นางมองไปที่ท่านเฟยหวงซางจวิ้นด้วยสายตาที่เคารพอย่างที่สุด
“เอาละ เ้าพักผ่อนก่อนเถิด แล้วต่อแต่นี้ให้เ้าเร่งออกล่าโลหิตของราชสีห์ทองคำนั่นให้ครบจำนวนห้าไห โดยที่เ้าสังหารมันเสร็จให้รีบเอาใส่ในถุงปราณฟ้าทันที เพราะหากปล่อยไว้นานเหมือนคราก่อน โลหิตมันจะไหลออกจนหมด ไม่สามารถทำอะไรได้เ้าเข้าใจไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าว ก่อนที่จะยิ้มให้เพ่ยเจิน แล้วได้เดินไปนั่งมองเสินว่านอีกที่หนึ่งอันเงียบสงบ ส่วนเสินว่านเองก็กำลังพยายามอยู่ในสมาธิในการเร่งบรรลุพิชิตประตูฟ้าขั้นที่แปดอย่างเต็มกำลังของนางอยู่
เพ่ยเจินนั่งอยู่กับบรรยากาศยามเช้าที่กำลังรอแสงอรุณรุ่งอยู่
ในตอนนี้อากาศกำลังเย็นสบายดีเป็ที่สุด น้ำค้างก็เริ่มเกาะที่ยอดหญ้าอยู่ให้เห็น
เพ่ยเจินนั่งอยู่ข้าง ๆ กองไฟน้อยนั้นด้วยอาการสงบระคนดีใจ นางปลื้มปิติกับสิ่งของที่ได้รับเป็อย่างยิ่ง นางจ้องมองมันด้วยสายตาสุดจะพรรณนา
“เ้ายิ้มอันใดกัน น่าขันสิ้นดี เ้าดีใจหรือกับของแค่นี้นี่นะ” เสียงของใครคนหนึ่งดังมาจากใกล้ ๆ
เมื่อเพ่ยเจินหันไปมองตามเสียงนั้น ก็พบว่าบุรุษผู้นั้นกำลังนั่งเอามือเท้าคาง และยังเอามือลูบไล้ที่ริมฝีปากตนเองอยู่ เมื่อเพ่ยเจินเห็นอาการดังนั้น ก็หวนคิดไปถึงเื่ไม่นานที่พึ่งเกิดขึ้นระหว่างนางกับเขาไป เพ่ยเจินก็เกิดอาการหน้าแดงซ่านขึ้นทันที นางรีบก้มหน้าลงอย่างห้ามตนเองไม่ได้ เมื่อนางรู้ตัวว่าตนเองกำลังมิได้เป็ัวของตัวเองดั่งปกติ นางจึงรีบสำรวมอาการ อารมณ์เข้าที่เดิมก่อนที่จะพยายามกล่าวว่า
“อันใดกันเ้าค่ะ ข้าก็ดีใจที่ได้รับของวิเศษ ข้ามิได้เห็นว่าจะผิดตรงไหนกัน” เพ่ยเจินโบ่ยปากพูดแก้เขินอายไป
บุรุษผู้นั้นหลับตายิ้มพริ้มพรายอยู่อย่างนั้นหาได้กล่าวอันใด เขามีความชอบอกชอบใจที่เพ่ยเจินมีอาการเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยกล่าวเพื่อให้เพ่ยเจินหายเก้อเขินไปว่า
“ก็มันจริง ตัวเ้าเองก็มีสิ่งที่สุดแสนจะวิเศษอยู่แล้ว แค่รักษามันไว้ให้ดีวันหนึ่งมันจะแสดงให้เ้าเห็นว่ามันมีคุณค่าแก่เ้าที่หยั่งคาดได้เชียวละ ส่วนยัยหิ่งห้อยนั่นก็หาจะได้ทำคุณอันใดแก่เ้าไม่ นางก็แค่ชดใช้คืนให้เ้าเท่านั้นเอง” เขากล่าวใน่ท้ายไม่ค่อยจะชัดถอยชัดคำสักเท่าใด จึงทำให้เพ่ยเจินฟังไม่ได้ถนัด
“อันใดกันเ้าค่ะ ท่านช่วยพูดประโยคหลังอีกทีได้ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินรีบเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างงงงนกับคำกล่าวที่ฟังได้ไม่ถนัดนั้น”
“เ้าอยากได้ยินจริง ๆ หรือ” เขาเอ่ยทวนคำกล่างของเพ่ยเจิน
“เ้าค่ะ ข้าฟังได้ไม่ชัดเกี่ยวกับท่านอาจารย์ข้า รบกวนท่านด้วยเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเริ่มกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้น เพราะเื่นี้สืบเนื่องกับอาจารย์ของนางเอง และนางเองก็ไม่ชอบให้ใครมาดูิ่อาจารย์ท่านนี้ของตนเอง
เมื่อเขาสังเกตน้ำเสียงเคือง ๆ ของเพ่ยเจินออก แต่เขาหาได้หวั่นใจไม่ กลับยิ้มแล้วยังแสดงท่าทีที่สบายตากว่าปกติ
วูบบบ!!!
“เอะ! อันใดกันเ้าค่า” เพ่ยเจินใร้องเสียงสูง
เมื่อจู่ ๆ เขาก็พลันหายวับไป แล้วมาปรากฏกายตรงหน้านาง โดยที่หน้าของเขาห่างจากหน้าของนางเพียงสามข้อนิ้วมือเท่านั้น! เขาอยู่ในลักษณะนั่งบนตั่ง เอาขาทั้งสองเหยียบพื้น แล้วเขาก็ฉงกหัว โน้มตัวลงเอาหน้ามาใกล้เพ่ยเจินนั้น
“หากเ้ากำลังมีอารมณ์เคืองโกรธข้า งั้นก็บังคับข้าสิ บังคับให้ข้าพูดตามที่เ้า้าจะฟัง โดยใช้ปากของเ้าบังคับปากของข้า เหมือนตอนที่เ้าบังคับให้ข้าสอนเ้าเขียนอักษรเพ่ยเจินไง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ชวนหลงใหลเป็ที่สุดทั้งท่าทางร่างกาย น้ำเสียง เพียงแต่เขายังไม่ได้ลืมตาเท่านั้นเอง
เพ่ยเจินเมื่อได้ฟังดังนั้นก็รีบเอามือที่ค้ำยันกายอยู่ด้านหลังด้วยความใเมื่อกี้นั้น ยกเอามาปิดปากตน แต่เมื่อมือหลุดออกจากพื้น ก็ทำให้ร่างกายของนางเอ็นล้มลงทางด้านหลังอย่างช่วยไม่ได้
นางล้มลงไปด้านหลังอย่างลืมตัว แต่ทันใดนั้นกลับมีมือของใครคนหนึ่งที่รีบคว้าไหล่นางทั้งสองข้างไว้ ตัวเพ่ยเจินเอ็นค้างอยู่กลางอากาศแบบนั้น
เพ่ยเจินจ้องมองหน้าของบุรุษที่อยู่ตรงหน้านางที่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือนั้น ใบหน้าของเขาช่างดูละมุนละไมอ่อนหวาน แม้สีผิวจะดูขาวจนซีดเกินไปบ้างก็ตามที แต่นั้นก็ไม่อาจบอกได้ว่าเขาขี่เหร่เลยสักน้อยเดียว ดีไม่ดี หากเขาปรากฏกายบนพิภพนี้ผู้คนอาจคิดว่าเขาเป็สตรีเพศด้วยซ้ำไป วงคิ้วที่เรียวยาวเหมาะกับหางตา มีความเข้มขลังของบุรุษเพศอย่างเต็มเปี่ยม จมูกที่คมสัน ริมฝีปากที่อมชมพูเนียนเข้ากระจับปากพอดี ทุกอย่างล้วนเป็แรงที่ยวนยั่วกิเลสเพศตรงข้ามเป็ที่สุด แรงััที่บ่าทั้งสองข้างของนางนั้นบ่งบอกถึงความหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว บุรุษผู้นี้เป็บุคคลที่กล้าได้กล้าเสีย ไม่ห่วงตัวมิเกรงกลัวอันใด อย่าได้มีผู้ได้หาญมาต่อกร หรือท้าทายเชียว เพราะคนผู้นี้จะไม่มีการลดราวาศอกให้เด็ดขาด นี่คือสิ่งที่เพ่ยเจินพิจารณาและััได้ผ่านตัวของบุรุษที่อยูตรงหน้านางผู้นี้
แต่เพ่ยเจินก็ต้องสะดุดสายตาลงเมื่อสายตาไปััที่ข้อมือของเขาซึ่งมีแรงอาฆาตสังหาร ความสยดสยองใจ ความน่ารังเกียจน่ากลัว แฝงอยู่เต็มไปหมดในเส้นเืที่ปูดโปน หรือตัวอะไรสักอย่างที่ชอนไชอยู่ในนั้น แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยอันใดได้
เขาก็รีบชักมือกลับ ปล่อยให้เพ่ยเจินนั่งอยู่ในอาการตามเดิม โดยที่เพ่ยเจินได้แต่มองตามแขนคู่นั้นไปเท่านั้น
“เอาละต่อแต่นี้ก็ทำตามที่ข้าบอก อย่าได้ชะล่าใจเป็อันขาด ที่สำคัญอย่าาเ็อีก เ้าอยู่ไกลเกินกว่าที่ข้าจะเข้าบดบังแทนได้ ตระหนักไว้ให้ดี กายเ้า ใจเ้า แต่มิใช่ของเ้า แต่เป็ของของข้าผู้นี้เท่านั้น”
เขายืนกล่าวโดยขณะที่ไม่ได้หันหน้ามามองเพ่ยเจินด้วยซ้ำ แล้วหลังจากที่เขากล่าวจบเขาก็อันตรธานหายไปทันที
เพ่ยเจินนั่งอยู่ด้วยอารมณ์มากมายที่แทรกทะลวงเข้ามาภายในจิตใจ
(นี่เราเป็ของของเขา ถึงขนาดที่ว่าดวงใจข้าก็ยังเป็ของของเขาเชียวหรือ) เพ่ยเจินคิดในใจตนเอง
โดยที่นางหาได้ล่วงรู้เลยว่าปิ่นบนมวยผมของนางก็เริ่มมีอาการที่แตกต่างออกไป พัดที่คาดเอวก็เริ่มมีความสดใสมิได้ได้เก่าคร่ำคร่าเหมือนแต่ก่อน และที่สำคัญผีเสื้อหยกสีโลหิตนั่นก็กำลังเปร่งแสงสีแดงจาง ๆ อยู่…