บทที่42เหมันต์ที่กำลังจะร้อนระอุ
ยามมู่ซื่อร่ำเรียนฝึกฝนตามตาราง ยามเฮ่ยอานฝึกพลังลมปราณตามคัมภีร์นี่นับเป็นกิจวัตรของสองผู้บ้าบิ่นแห่งสำนักมือปราบฝึกหัดอย่างอวิ๋นเซ่อและเทียนหยวนไปแล้วเวลาผ่านมาอีกหนึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว ความรุดหน้าด้านพลังลมปราณของทั้งสองเริ่มที่จะเห็นผลขึ้นมากเทียนหยวนอาจกล่าวได้ว่าพลังลมปราณของมันพัฒนาขึ้นจนเทียบเท่ากับพลังลมปราณของผู้มีพลังเพลิงปราณระดับสีแดงอันขุ่นมัวทว่าด้านอวิ๋นเซ่อกลิ่นอายพลังลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาก็ยังให้คนสัมผัสได้ถึงความสามัญธรรมดามิได้แกร่งกล้าขึ้นอย่างใดแต่ความเป็นจริงเนื่องจากจุดพลังลมปราณของมันย้อนทวน ทั้งได้ฝึกคัมภีร์วีถีลมปราณแบบไร้สภาวะพลังลมปราณในกายที่แท้จริงจึงมิได้แสดงหรือปลดปล่อยออกมาดั่งเช่นคนที่มีต้นพลังลมปราณที่ไหลเวียนตามปกติเช่นนั้นหากมิใช้พลังสัมผัสหยั่งลึกลงยังร่างของมันโดยตรง จะมิรู้เลยว่าชายหนุ่มมีพลังลมปราณอยู่ระดับไหนซึ่งนี่นับเป็นปริศนาในตัวของมันที่มีแต่ตัวมันเท่านั้นที่รู้ดีว่าตนมีพลังลมปราณอยู่ในระดับใด!
อวิ๋นเซ่อลืมตาตื่นพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ยากพานพบนับตั้งแต่ที่มันก้าวเข้าสู่การเป็นมือปราบฝึกหัดคัมภีร์ในมือถูกม้วนเก็บไว้ดังเดิม แล้วถูกนำไปคืนแก่อาจารย์ใหญ่หานตงสือ
“เจ้ามิใช้แล้ว?”
หานตงสือกล่าวถามด้วยความสงสัย คัมภีร์ชั้นสูงเล่มนี้มันก็เคยอ่านมาบ้างความยากในการตีความนับว่ายากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาคัมภีร์วิถีพลังลมปราณ นี่ยังไม่นับเรื่องการที่ต้องตีความแบบย้อนทวนการจะจดจำ หรือทำความเข้าใจจนบรรลุได้มันจึงคาดการณ์เวลาไว้อย่างน้อยหนึ่งปี แต่ดูท่าบุรุษหนุ่มตรงหน้ามันจะใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นนับเป็นผู้ที่มีภูมิปฏิภาณชั้นเลิศเหนือกว่าที่มันคาดคิดไปไกลนัก
“มิผิด….. อาจารย์ใหญ่ข้าต้องขอขอบพระคุณท่านอีกครั้งในความเมตตา บุญคุณครั้งนี้ข้าจะมิลืมเลือนไปตลอดชีวิต”
“ข้าเพียงให้เจ้ายืมอ่าน มิได้ชี้แนะหรือเปลืองแรงสั่งสอนอะไรซักนิดทั้งหมดล้วนเกิดจากปัญญาและความพยายามของเจ้าเอง มิต้องติดค้างบุญคุณข้าถึงเพียงนั้น”
อวิ๋นเซ่อจ้องมองหานตงสือ คนคิดกล่าววาจาแต่หานตงสือคล้ายล่วงรู้จิตใจมัน จึงกล่าวขึ้นก่อน
“ด้านเพลิงปราณมิได้มีคัมภีร์ใดที่บอกกล่าวถึงการจุดติดล้วนขึ้นอยู่กับโอกาส วาสนา และพรสวรรค์ของเจ้าด้วย คัมภีร์ก็แค่หลักการให้ตีความ ไร้ซึ่งการแยกแยะความจำเพาะของพลังลมปราณในแต่ละรูปแบบหากจะให้กล่าว การฝึกในคัมภีร์ย่อมมิเท่าเจตจำนงสุดคณานับที่ถูกถ่ายทอดให้คนได้เลือกเฟ้นในตึกไม้สี่ชั้นแห่งนั้น”
สายตาของอวิ๋นเซ่อเลื่อนไปยังทิศทางที่ตึกไม้สี่ชั้นตั้งอยู่อย่างเหม่อลอยที่แห่งนั้นในช่วงเวลาหนึ่งนับได้ว่าสูบพลังชีวิตของมันไปอย่างมาก มันพยายามแทบตายก็ยังมิเคยเห็นผลจนเริ่มก่อเกิดความขยาดขนาดคนที่มีจิตใจดื้อรั้นมิยอมแพ้เช่นมัน เมื่อต้องประสบแต่ความผิดหวังและความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็อดที่จะมีเศษเสี้ยวความประหวั่นในจิตใจขึ้นมามิได้ ชั่วขณะที่อวิ๋นเซ่อกำลังครุ่นคิดเหม่อลอยอาจารย์ใหญ่หานตงสือก็ได้เดินจากไปแล้ว แต่ก่อนจากท่านได้ทิ้งทวนคำพูดประโยคหนึ่งให้แก่อวิ๋นเซ่อ
“ยิ่งลึกล้ำก็ยิ่งอันตราย ยิ่งอันตรายก็ยิ่งแฝงความพิเศษบางทีตึกไม้นั่นอาจเป็นสถานที่ที่เหมาะกับเจ้ามากที่สุดในตอนนี้"
………………………..
ลมวสันต์พัดผ่านเขตมหาประจิมไปนานแล้ว วสันต์ในปีนี้มิได้นำพาความวุ่นวายสู่มหาประจิมอันยิ่งใหญ่มากเท่าใดนักเพียงมาเยือนแล้วก็จากไปตามกาลเวลาเท่านั้น สิ้นลมวสันต์ก็เริ่มกลับกลายเป็นลมเหมันต์อันหนาวเหน็บลมเหมันต์ระลอกเดิมได้พัดผ่านจากมหาประจิมสู่เขตเหนือบูรพา และความหนาวเหน็บนี้กำลังจะส่งให้ผืนดินเหนือบูรพาต้องลุกเป็นไฟ!
อวิ๋นจางลี่ก้าวเดินนำหน้าบุรุษหนุ่มในอาภรณ์ดำมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าผาสูงชันที่มองลงไปด้านล่างเห็นเพียงธาตุอากาศไร้จุดสิ้นสุดและเป็นจุดสิ้นสุดของบุรุษผู้มีนามว่าอวิ๋นเซ่อ
“ที่ตรงนี้"
อวิ๋นจางลี่กล่าวขึ้นพร้อมชี้มือไปยังบริเวณหน้าผา
บุรุษหนุ่มในอาภรณ์ดำ ส่ายศีรษะช้าๆ
“เรื่องราวผ่านมาเกือบเป็นปี ป่านนี้ร่องรอยคงเจือจางจนยากที่จะสัมผัสรับรู้ได้แล้ว”
“แม้อาจเจือจางก็จริง แต่ร่องรอยมิน่าจะหลบรอดจากวิชาลับตราประทับโลหิตที่ตกทอดของตระกูลเจ้าได้"
“เจ้ากำลังนำข้ามาตาย เพื่อคนที่ตายไปแล้ว”
แม้ปากกล่าววาจา แต่คนก็ได้หลับตายกมือขึ้นมากัดปลายนิ้วจนโลหิตสาดกระเซ็นพลังลมปราณทั้งหมดในกายถูกโคจรแลผสานลงสู่โลหิตบนนิ้ว การโคจรพลังลมปราณได้ไหลเวียนไปตามจุดชีพจรพลังลมปราณที่ปลายนิ้วแลประสาทส่วนปลายอันได้แก่สมองก่อนคนจะตวัดนิ้วขีดเขียนโลหิตลงกลางอากาศรอบบริเวณที่อวิ๋นจางลี่ชี้จุด โลหิตของบุรุษหนุ่มลอยค้างกลางอากาศพร้อมลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงสามสีจุดแรกเป็นเพลิงปราณสีแดงอันขุ่นมัว ทั้งยังดูเลือนลางยากสัมผัสความจำเพาะพุ่งฝ่าอากาศในแนวราบเป็นเส้นทางยาวจุดที่สองเป็นเพลิงปราณสีเหลืองอันบริสุทธิ์ลุกวาบขึ้นอย่างเจือจางยากสัมผัสเช่นเดียวกันและจุดที่สามบริเวณหน้าผามีแสงสีฟ้าอันเจือจางปรากฏ มีลักษณะคล้ายเปลวไฟแต่นั่นกลับมิใช่เพลิงปราณ!
อวิ๋นจางลี่ขมวดคิ้วจ้องมองเปลวไฟสีฟ้าอันเลือนลางโดยมิอาจสัมผัสถึงพลังใดได้นางจ้องมองอยู่ชั่วครู่ก็เป็นต้องละความสนใจจากมา เนื่องเพราะบุรุษหนุ่มในอาภรณ์ดำที่ยืนหลับตาทำสมาธิโคจรพลังลมปราณเพื่อใช้ออกด้วยวิชาลับกำลังมีสีหน้าที่เจ็บปวดขาวซีดทั้งโลหิตก็ไหลซึมออกจากมุมปากและจมูกเป็นจำนวนมาก และอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ นางรู้สึกคลับคล้ายคลับคราว่าเคยเห็นหรือสัมผัสพลังเพลิงปราณสีเหลืองอันบริสุทธิ์นี้มาจากที่ใดแม้พลังที่ปลดปล่อยในตอนนี้จะเลือนลางยากสัมผัสได้ แต่เป็นเพราะนางต้องเคยประสบกับความจำเพาะของพลังเพลิงปราณสายนี้มากับตัวแน่ๆนางจึงบังเกิดความคุ้นเคยแลคล้ายรู้จัก พอได้คิดและไล่เรียงรายชื่อของยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองอันบริสุทธิ์ที่นางเคยประสบพบพานมาทั้งหมดชื่อของคนผู้หนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นในความทรงจำของนาง
ซางเทียน!
อ่อก!
ด้วยบุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีดำฝืนใช้วิชาลับมากจนเกินไปทั้งยังต้องใช้กับร่องรอยที่เรือนลางยากสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง เช่นนั้นมันจึงกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ร่างทรุดลงยังพื้นด้วยความเจ็บปวดแลบอบซ้ำภายในอย่างสาหัส อวิ๋นจางลี่ที่นิ่งคิดทบทวนถึงความเป็นไปได้และแรงจูงใจในการลงมือของผู้ร้ายอยู่เป็นต้องหยุดความคิดไว้แล้วมาตรวจดูอาการของมันอย่างรวดเร็ว
“เจ้ายังไหวหรือไม่"
“ยังไม่ตาย แต่ก็แย่พอสมควร"
“ข้าต้องขอบคุณเจ้าที่ยอมตามมา และเสี่ยงชีวิตช่วยข้า”
“เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นเลี้ยงสุราที่บ้านเจ้าได้หรือไม่"
อวิ๋นจางลี่นึกถึงบ้านของตนที่จากมาเนิ่นนานนึกถึงบิดา น้องชาย และรอยยิ้มที่เคยได้รับจากบุรุษหนุ่มผู้นั้น ในใจก็บังเกิดทั้งความอบอุ่นและความคับแค้นนางจึงกล่าว
“ข้าก็คิดจะกลับไปอยู่พอดี”
บุรุษในอาภรณ์ดำมิได้กล่าวถามถึงผลลัพธ์ที่ตนใช้ออกเพราะมันเห็นประกายตาที่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบของอวิ๋นจางลี่แล้ว สายตาเช่นนี้แสดงว่าตนทำสำเร็จและสหายของตนนางนี้ก็คงจะพอพบสิ่งที่นางต้องการตามหาแล้ว ใจมันก็คิดอยากช่วยนางสะสางเรื่องราวแต่การที่มันใช้วิชาลับนี้มันต้องพักฟื้นร่างกายไปอีกนาน อาจจะเป็นครึ่งปี หนึ่งปีหรือสองปีมิอาจทราบได้ แต่อวิ๋นจางลี่คงมิรอนานถึงเพียงนั้น และคนอย่างนางก็มิเคยคิดหวังพึ่งใครถ้ามิใช่ความจำเป็นจริงๆหรือความจำเพาะที่นางมิอาจทำด้วยตัวเองได้เช่นเรื่องเมื่อครู่นี้
ระหว่างทางกลับบ้านนอกจากอวิ๋นจางลี่จะคิดหาทางแก้แค้นเจ้าของเพลิงปราณสีเหลืองอันบริสุทธิ์ผู้นั้นแล้วนางก็ยังนึกถึงเปลวเพลิงสีฟ้าสายนั้น นึกถึงเรื่องราวบางประการ ในใจบังเกิดความสับสนปนเปนางมิแน่ใจว่านั่นมาจากอวิ๋นเซ่อหรือไม่ แต่ถ้ามาจากมันจริงๆ ก็ถือซะว่าให้สิ่งที่นางเห็นนั้นตกตายไปพร้อมกับมันตลอดกาล
……………………………
“เป็นสุราที่ดีจริงๆ” เทียนหยวนกระดกดื่มสุราชามหนึ่งพร้อมพร่ำพรรณารสชาติไปด้วย ก่อนที่จะยกป้านสุราขึ้นเทลงชามของอวิ๋นเซ่อแล้วกล่าวต่อ
“เจ้าดื่มให้มากๆ โอกาสเช่นนี้นับว่าหาได้ยากเย็นนัก”
อวิ๋นเซ่อยกชามสุรามาจ่อไว้ที่ปาก
“โอกาสที่พาข้าแอบหลบออกมาจากสถานฝึกเพื่อดื่มสุรานี่นะ"
“จุ๊ๆๆ เจ้าอย่าเสียงดังไป ข้าเพียงชวนเจ้ามาดื่มฉลองต่อการเปลี่ยนแปลงพลังลมปราณ…..”คล้ายได้คิดว่าคำพูดของตนอาจจะไปกระทบจิตใจอวิ๋นเซ่อ เนื่องจากกลิ่นอายพลังลมปราณที่มันสัมผัสจากรุ่นน้องผู้นี้ก็ยังคงสามัญธรรมดาเช่นเดิมดูท่าพลังลมปราณของอวิ๋นเซ่อจะมิได้เปลี่ยนแปลงหรือก้าวหน้ามากเท่าใดนัก คนจึงบ่ายเบี่ยงประเด็นคำกล่าว
“พวกเรายามมู่ซื่อก็เรียนอย่างตั้งใจยามเฮ่ยอานก็ฝึกอย่างหนักหน่วงมาร่วมเดือน ต้องหาโอกาสปลดปล่อยให้เกิดความผ่อนคลายเช่นนี้บ้างอีกทั้งยามเฮ่ยอานดึกสงัดเช่นนี้นับว่าดื่มสุราได้อรรถรสนักแล”
อวิ๋นเซ่อรู้ว่าผู้อื่นย่อมสัมผัสเพียงพลังลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาของตนมิได้สัมผัสความตื้นลึกหนาบางของพลังลมปราณที่แท้จริงที่มันมีในตอนนี้ แต่ได้เห็นถึงความจริงใจและการรักษาน้ำใจผู้อื่นของเทียนหยวนอวิ๋นเซ่อก็อดที่จะไม่ยอมรับมิได้ว่ารุ่นพี่ผู้นี่นับเป็นมิตรแท้อีกผู้หนึ่ง
เทียนหยวนยิ่งกระดกดื่มสุรา คนก็ยิ่งกล่าววาจามากมายจนมิอาจจับต้นชนปลาย
“อวิ๋นเซ่อเจ้ารู้หรือไม่ ในชั้นปีที่สามข้ามิต่างจากมดปลวกอันอ่อนแอในสายตาผู้อื่นที่ถูกเหยียดหยามทับถมสารพัด ในครอบครัวข้า ก็มีแต่ข้าที่อ่อนด้อยกว่าใคร ทั้งที่เป็นพี่ใหญ่แท้ๆข้าเป็นบุคคลที่มิได้เรื่องในสายตาผู้อื่น แต่ข้ามิสนใจสายตาเหล่านั้น ข้าเพียงต้องการให้บิดายอมรับในตัวของข้าผู้เดียวก็พอข้าจึงต้องพิสูจน์ตนเอง แต่จนบัดนี้ข้าก็ยังนับว่าอ่อนด้อยกว่าผู้อื่นจริงๆ มิว่าจะทำสิ่งใดล้วนมิเคยประสบผลมิเคยถูกยอมรับ ทั้งยังถูกผลักส่งจากผู้คนให้ใช้ชีวิตลำพังเสมอมา จนข้าเกิดความท้อถอยตัดพ้อในชีวิตไม่คิดที่จะฝืนทำอะไรเพื่อใครอีกกระทั่งข้าได้มาพบกับสหายเช่นเจ้า มิรู้ว่าเจ้าจะนับถือข้าเป็นสหายหรือไม่ แต่ข้านับเจ้าเป็นสหายเพียงผู้เดียวตลอดชีวิตที่เคยมีไปแล้วฮ่าฮ่าฮ่า…..” รอยยิ้มของมันแฝงแววความขมขื่นรันทดและกดดัน ก่อนจะกล่าวต่อ
“อวิ๋นเซ่อ เพราะความหนักแน่น ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคนานัปการของเจ้าเพราะความอหังการ เด็ดเดี่ยวดื้อรั้นของเจ้า ทั้งที่เจ้ามีพื้นฐานอ่อนด้อยกว่าข้าแท้ๆแต่เจ้ากลับมิเคยยอมแพ้สิ่งใด มิยอมแพ้แม้กระทั่งสิ่งที่อาจพรากชีวิต นี่จึงเป็นแรงผลักดันให้ข้าฮึกเหิมแลคิดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง…..เพื่อบิดาของข้า”
อวิ๋นเซ่อวางชามสุราลง ได้นึกถึงแววความกดดันในสายตาของรุ่นพี่ผู้นี้ก็ยากคาดเดาว่ามันประสบกับสถานการณ์เช่นไรในชีวิต หรือมันเป็นลูกคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีการแข่งขันกันของเหล่าผู้สืบสายเลือดแต่ดูจากนิสัยใจคอส่วนลึกของมันก็ออกจะมิใช่ผู้มักมากหรือคิดแย่งชิงหวังเป็นหนึ่งประการใด
“ดูท่านจะมิได้มีเป้าหมายไปที่มือปราบติดลำดับอย่างเป็นจริงเป็นจัง”
“ย่อมมิผิด ข้าบอกเจ้าไปแล้ว ข้าเพียงต้องการความยอมรับจากบิดาเท่านั้นการเป็นมือปราบติดลำดับจึงนับเป็นทางเลือกที่ดีอีกหนทาง ทั้งยังได้รับการสั่งสอนฝึกฝนจากท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่แต่หากมิได้จะเป็นไรไป ข้าก็เพียงมุ่งมั่นเดินในทางของข้าต่ออย่างไม่ยอมแพ้ก็เท่านั้นทั้งตอนนี้ก็ได้อาจารย์ใหญ่ช่วยชี้แนะจนข้าเริ่มมองเห็นหนทางบ้างแล้ว บางทีข้ามิจำเป็นต้องไปไขว่คว้าตำแหน่งมือปราบติดลำดับให้ยุ่งยากก็ได้"
“หรือบางทีการตัดสินใจเช่นนี้ก็นับเป็นสิ่งที่เหมาะกับท่านแล้ว”
“อืม….. แล้วเจ้าเล่าอวิ๋นเซ่อ”
“ข้ามีหนทางให้เลือกเดินน้อยสายนัก หนทางนี้จึงนับเป็นหนทางที่ดีที่สุดและต่อให้ยากเย็นยิ่งกว่ายกภูเขาข้ามมหาสมุทร ข้าก็จะดั้นด้นฝ่าฝันไปให้ได้"
เทียนหยวนกระดกดื่มสุราอีกชาม
“บางทีเจ้าก็ดูเป็นบุคคลที่น่ากลัวยิ่งโดยเฉพาะนัยน์ตาที่ซุกซ่อนความแค้นคู่นั้น"
ยามเฮ่ยอานตอนนี้ก็ล่วงเลยจนดึกสงัด เหลาสุราขนาดเล็กริมทางที่อวิ๋นเซ่อและเทียนหยวนแอบมาหลบดื่มก็เริ่มถูกเจ้าของร้านเก็บโต๊ะเก็บอุปกรณ์แล้วเมื่อถึงคราวเหลาปิดลง คนทั้งสองก็ต้องกลับ แต่หนทางกลับมิได้ราบลื่นดั่งขามาเท่าใดนักเพราะพลังลมปราณรูปกระบี่เล่มหนึ่งกำลังทะลวงฝ่ามาอากาศมาแต่ไกล พุ่งเข้าหาคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว!