เป็นเวลา 5 ชั่วโมงผ่านไปในที่สุดชายชราก็เริ่มที่จะพูดอีกครั้ง เมอร์ลินนั้นหงุดหงิดเป็นอย่างมากกับสถานการณ์นี้แต่เขาก็เริ่มที่จะพอเข้าใจสถานการณ์ของชายชรา
แม้ชายชราจะทรงพลังแต่เขาก็ยังถูกคุมขัง ลักษณะการพูดและการคงอยู่ของเขานั้นดั่งตัวตนอมตะหากชายชราคนนี้อยู่มาเป็นเวลานาน แน่นอนว่าพลังงานของเขาย่อมอ่อนแอลงการที่เขาพูดอย่างเฉื่อยชาและขาดหายนั้นเป็นไปได้ว่านั่นอาจเกี่ยวข้องกับพลังเวทย์ของเขาที่หลงเหลืออยู่ไม่มาก
เมื่อคิดได้ดังนี้เมอร์ลินจึงใจเย็นมากขึ้นหากการเอ่ยคำพูดนั้นต้องใช้พลังงาน การที่ชายชราหยุดพูดไประยะเวลาหนึ่งนั่นอาจเป็นเพราะเขากับกำลังสะสมพลังงานก็เป็นได้
เมอร์ลินนั่งลงแล้วตั้งใจฟังสิ่งที่ชายชรากำลังจะเอ่ยไม่นานชายชราก็พูดขึ้น
"นั่นก็คือ *** กุญแจแห่งโซโลมอน***” ชายชราหายใจออกมาอย่างแรงและเอ่ยต่อ
“เจ้าต้องนำมาให้ข้า" แววตาของชายชรานั้นพลันแข็งกร้าว
แม้ชายชราจะดูอ่อนแรงลงแต่น้ำเสียงของเขาก็ยังทรงพลัง
ทันทีที่เมอร์ลินได้ยินคำว่า “โซโลมอน”นั่นก็ทำให้เขาเกิดความสนใจ เพราะตัวตนของเขาในตอนนี้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมบัติของโซโลมอนเขานั้นสังเกตได้ว่าเมื่อชายชราพูดถึงโซโลมอน อารมณ์ของชายชรานั้นจะเกรี้ยวกราดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลอาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่คุมขังเขาอาจจะเป็นมหาจักรพรรดิโซโลมอน
"กุญแจแห่งโซโลมอน ... ข้าจะหากุญแจนี้ได้จากที่ไหน?" เมอร์ลินมองไปยังชายชราและเอ่ยถาม
กุญแจนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมบัติของโซโลมอนนี่จึงทำให้เขาสนใจเป็นอย่างยิ่งเขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่กระตือรือร้น
"นั่นมันเรื่องของเจ้า!" ดวงตาของชายชราเบิกกว้างและแสดงท่าทีที่เกรี้ยวกราด
ชายชรานั้นมีท่าทีหงุดหงิดอย่างไม่มีสาเหตุเมอร์ลินไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ของเขาได้
ทันทีที่เขานั้นเอ่ยถ้อยคำตวาดออกมาถ้อยคำเหล่านี้แฝงไปด้วยพลังลึกลับ
เพียงชายชราเอ่ยคำพูดออกมาไม่กี่คำก็ทำให้เมอร์ลินนั้นปลิวและกระแทกกับม่านพลังในทันที
หากเมอร์ลินไม่ได้เป็นผู้บรรลุขั้นก่อลำต้นเพียงการตวาดเมื่อครู่อาจทำให้เขาบาดเจ็บได้แล้ว
เมอร์ลินพยายามเก็บความไม่พอใจของเขาเอาไว้ภายในเขาพยายามที่จะปรับอารมณ์ให้เย็นลงและเอ่ยออกมา
"ท่านผู้เฒ่า กุญแจนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและทรงพลัง หากท่านไม่รู้แล้วคนอย่างข้าจะไปหามันมาให้ท่านได้อย่างไร ไม่ต้องพูดการเสาะหาเพียงพลังของข้าในตอนนี้ก็เป็นไปได้ว่าไม่สามารถแตะต้องมันได้แม้ข้าจะเป็นผู้ใช้อักขระแต่ก็เป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าแถมยังเป็นเพียงแค่ผู้ใช้เวทย์ขั้นปลายผู้หนึ่ง”
เด็กน้อยหยุดพูดพักหนึ่งและกล่าวต่อ
“ท่านนั้นเป็นตัวตนอมตะ อาจจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ก็ได้แต่ข้าเป็นเพียงมนุษย์ที่มีพลังเล็กน้อยผู้หนึ่ง วันหนึ่งข้าจะต้องตายไม่แน่ว่าด้วยกำลังของข้า ต่อให้ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่อาจหากุญแจมาให้ท่านได้”
จบคำของเมอร์ลินชายชรานั้นก็แสดงสีหน้าน่าเกลียดออกมาแล้วพูดออกมาอย่างรุนแรง
"เจ้าเด็กสารเลวอย่าคิดที่จะเล่นลิ้นกับข้า!ข้านั้นอยู่มานานหลายปีเพียงเจ้าอ้าปากข้าก็เห็นถึงความคิดเจ้าแล้วเจ้านั้นไม่ใช่เด็กน้อยตาใสที่อ่อนแอ เพียงดวงตาและหอกของเจ้าสารเลวนั่นก็ทำให้เจ้ามีพลังมากแล้ว อย่าคิดที่จะล้อเล่นกับข้า"
เมอร์ลินนั้นถูกชายชราตวาดกลับอย่างรุนแรงแต่เขาก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาเพราะในตอนนี้เขานั้นเปรียบเสมือนความหวังของชายชราชายชรานั้นย่อมไม่ทำร้ายเขาอย่างแน่นอน
เด็กน้อยแสร้งยิ้มออกมาและเอ่ย
"จริงอยู่ที่ข้านั้นมีดวงตาและหอกของโซโลมอนแต่น่าเสียดายด้วยความสามารถของข้าในตอนนี้นั้นไม่สามารถใช้งานมันได้เพราะข้าไม่รู้วิธีการที่จะใช้มันข้าทำได้เพียงทำการเปิดพลังงานจากดวงตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นการที่ข้าเป็นผู้ใช้อักขระได้นั้น มันก็เพียงประโยชน์เล็กน้อยจากดวงตานี้เท่านั้น”เมอร์ลินตีหน้าเศร้าและเอ่ยต่อ
“ดูเอาเถอะ พลังระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นปลายกับอักขระเวทย์ขั้นสีฟ้าคุณสมบัติของข้าในตอนนี้ท่านคิดว่าข้าจะสามารถหากุญแจแห่งโซโลมอนมาให้ท่านได้หรือไม่"
เมอร์ลินแสดงละครสร้างความน่าสงสารต่อชายชรา
ชายชราแม้จะมีท่าทีที่ไม่พอใจ แต่เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติของเด็กคนนี้แล้วสิ่งที่เด็กคนนี้พูดมานั่นก็เป็นจริงทุกคำ นี่เป็นความจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้
"ฮืม ... มันช่างน่าโมโหทำไมผู้ที่ครอบครองสมบัติของเจ้าสารเลวนั่นถึงเป็นเจ้า ทำไมมันไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติดีกว่านี้ทำไมถึงเป็นหนอนแมลงที่ได้ครอบครองมัน”
ชายชราหลับตาลงด้วยความสมเพชไม่นานนักเขาก็ลืมตาแล้วเอ่ยออกมา
“ได้ ได้ ได้ ... หากเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าข้าสงเคราะห์เจ้า"
กล่าวจบชายชราก็เรียกหินตราเวทย์ชั้นที่ 35ที่เมอร์ลินได้มา บังคับมันให้ลอยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา
แม้ชายชราจะถึงตรึงไว้ทั้งร่างแต่เขาก็สามารถใช้พลังลึกลับนี้ได้เขาสามารถใช้พลังของเขาได้อย่างใจคิดโดยที่ไม่จำเป็นต้องขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของชายชราปรากฏหินรูปร่างประหลาดที่มีขนาดก้อนเท่าฝ่ามือลักษณะของมันคล้ายกับก้อนคริสตัลหินตราเวทย์ก้อนนี้นั้นเปล่งแสงสีแดงปนฟ้าออกมาอ่อนๆ แสงสีแดงปนฟ้านี้คือการแสดงลักษณะพลังของผู้ครอบครองหินตราเวทย์นั่นก็คือเมอร์ลินนั่นเอง
เมอร์ลินในตอนนี้นั้นอยู่ในขั้นผู้ใช้เวทย์ ออร่าพลังเวทย์ของเขาจึงเป็นสีแดงและสีของหินตราเวทย์นั้นจึงเป็นสีแดงเช่นกัน
ทันใดนั้นเองชายชราก็บังคับหินตราเวทย์ก้อนนั้นลอยเข้าสู่หน้าผากของเขาหินตราเวทย์นั้นเจาะทะลุหน้าผากของชายชราราวกับว่าเป็นภาพลวงตา
การเคลื่อนไหวของชายชรานั้นหยุดนิ่งไป…
กินเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมงในที่สุดชายชราก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
หินตราเวทย์ที่อยู่ในหน้าผากของชายชรานั้นค่อยๆทะลุออก
ลักษณะของหินก้อนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงมันนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หินตราเวทย์ที่ลอยอยู่กลางอากาศในตอนนี้มันยังคงเป็นสีแดงเช่นเดิมแต่ที่เปลี่ยนไปคือแสงสีฟ้าที่เคยปะปนอยู่ตอนนี้มันได้กลายมาเป็นแสงสีเขียว แสงสีเขียวนั้นเคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต
เมื่อชายชราลืมตาขึ้นมา หินตราเวทย์ก้อนนั้นก็ลอยกลับเข้าสู่เจ้าของเดิมของมัน
ใบหน้าของชายชรานั้นดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ดวงตาของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยพลังอันลึกลับ เขาจ้องไปที่เมอร์ลินและเอ่ย
"เอาล่ะ ในตอนนี้ข้านั้นได้เลื่อนขั้นการใช้อักขระเวทย์ให้เจ้าแล้วนับจากนี้ไปเจ้าจะเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียว”
ชายชราหยุดครู่หนึ่งและเอ่ยต่อ
“แต่ทว่า ... ด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้ย่อมไม่สามารถเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวได้อย่างสมบูรณ์มันจึงทำให้เจ้านั้นกลายเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวกึ่งสมบูรณ์เพียงเท่านั้น สิ่งนี้หมายความว่าเจ้านั้นสามารถเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเมื่อใช้งานครั้งหนึ่งแล้วเจ้าจะต้องรอเวลาที่จะใช้งานมันได้อีกครั้งตราบใดที่เจ้ายังไม่เข้าสู่ขอบเขตนักรบเวทย์ เจ้าก็จะไม่สามารถเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวได้อย่างสมบูรณ์นี่คือเงื่อนไขของมัน"
เมื่อเมอร์ลินได้ยินดังนั้นแล้วเขาก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากมันราวกับส้มหล่นมาจากฟ้า
ชายชรานั้นได้ให้สมบัติที่ดีแก่เขา
การเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวได้อย่างง่ายดายเช่นนี้มันจะต้องทำให้ผู้คนทั้งแผ่นดินต้องอิจฉาเป็นไปได้ว่าชายชราไม่รู้ว่าโลกภายนอกนั้นมีผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวจำนวนน้อยเพียงใดถึงได้ใจกว้างเลื่อนขั้นให้เขาแบบนี้
เมอร์ลินนั้นแทบกักเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่การเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวทำให้ชีวิตของเขานั้นปลอดภัยมากขึ้น ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ขั้นสีเขียวแบบสมบูรณ์แต่มันก็เพียงพอที่จะเขายินดีกลับมัน เพียงแค่เขาบ่มเพาะพลังเวทย์ให้ถึงขอบเขตนักรบเวทย์เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็สามารถกลายเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวแบบสมบูรณ์ได้แล้ว
เมอร์ลินหยุดความยินดีของเขาเอาไว้ จากนั้นเขาก็กลับมาเข้าเรื่องที่ชายชราคนนี้จะไหว้วานต่อ
"ท่านผู้เฒ่าแล้วข้าจะรู้ได้ยังไงว่ากุญแจนั้นคือกุญแจที่ท่านตามหาท่านสามารถบอกลักษณะหรือความพิเศษของมันได้หรือไม่?” เมอร์ลินเอ่ยถาม
ได้ยินคำถามของเมอร์ลิน ชายชราแสดงออกซึ่งความไม่พอใจก่อนจะเอ่ย
"เจ้าลืมแล้วหรือว่าเจ้าเป็นผู้ครอบสมบัติของโซโลมอนมันไม่ยากที่เจ้าจะตามหาสมบัติอีกชิ้นของเจ้าสารเลวนั่น ทุกๆ ครั้งที่มีสมบัติชิ้นอื่นใกล้พวกมันจะเรียกร้องหากันและเจ้าก็จะสามารถสัมผัสถึงมันได้เจ้าสามารถทดลองได้ในตอนนี้ เพ่งจิตของเจ้าไปที่สมบัติแล้วตรวจสอบสัมผัสรอบกายเจ้าลองทำมันในตอนนี้ แล้วดูว่ามันจะเป็นไปตามที่ข้าพูดหรือไม่"
เมื่อได้รับคำแนะนำจากชายชรา เมอร์ลินจึงทดลองทำตามในทันที
เมอร์ลินเพ่งสมาธิไปที่จิตของเขา ครานั้นเองพลังเวทย์ก็ถูกถ่ายเทไปที่ดวงตาข้างขวาด้วยสมาธิที่ทรงพลังของเขา ไม่นานนักเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
สัมผัสนี้เบาบางเป็นอย่างมาก เป็นไปได้ว่าคลื่นแรงกดดันพลังเวทย์ที่หนาแน่นั้นกำลังรบกวนเขาอยู่แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสามารถสัมผัสถึงมันได้
ใช่แล้ว! ที่แห่งนี้นั้นมีสมบัติของโซโลมอนอีกชิ้นหนึ่งจากทิศทางที่เขาสัมผัสได้นั้น เป็นไปได้ว่ามันอาจจะอยู่บนชั้นบนสุดของหอคอยมหาเวทย์
"เจ้ารับรู้แล้วว่าที่แห่งนี้มีสมบัติของโซโลมอนอีกชิ้นอยู่" ชายชรากล่าวออกมาอย่างไร้อารมณ์
เมอร์ลินขมวดคิ้วด้วยความสงสัยครู่หนึ่งแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
"เมื่อท่านรู้ว่ามีสมบัติอีกชิ้นอยู่ชั้นบนทำไมท่านไม่เปิดทางให้ข้าขึ้นไปเอามันออกมา สมบัติชิ้นนั้นอาจเป็นสิ่งที่ท่านต้องการก็ได้"
เด็กน้อยไม่สามารถบิดบังสายตาแห่งความโลภของเขาได้มิด
ชายชราส่งเสียงต่ำออกจากลำคอแล้วพูดว่า
"ฮืม ...ของชิ้นนั้นไม่ใช่กุญแจที่ข้าต้องการมันไม่ใช่สิ่งของที่สามารถปลดปล่อยข้าออกจากพันธนาการของเจ้าสารเลวนั่นได้”
ชายชราจ้องเมอร์ลินด้วยแววตาที่แข็งกร้าว
“สารเลวน้อยแม้พลังของข้าในตอนนี้จะมีไม่มาก แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เจ้ากลายเป็นฝุ่นผงได้อย่างง่ายดายจำไว้หากเจ้าบิดพลิ้วข้าจะใช้พลังอักขระของข้าทำลายเจ้าให้สิ้นซากรีบออกไปแล้วนำกุญแจกลับมาให้ข้า”
อารมณ์ของชายชรานั้นไม่แน่นอนเขาสามารถเปลี่ยนมันขึ้นลงราวกับสายน้ำ
เมอร์ลินนั้นไม่ถือสาเพราะเขานั้นได้รับประโยชน์ไม่น้อยจากชายชราผู้นี้เขายิ้มและเอ่ย
"ข้ายังมีอีกคำถามหนึ่ง"
เมอร์ลินกล้าที่จะถามอีกคำถามหนึ่งแม้ว่าชายชรานั้นจะอารมณ์ไม่ แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะฆ่าเมอร์ลินเหตุผลนั้นไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเพราะหากไม่ใช่เขาแล้วจะมีผู้ใดอีกที่สามารถหาสิ่งที่ชายชราต้องการมาได้
"อะไรอีก!" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคือง
เนื่องจากเมอร์ลินขัดคำสั่งเขา ชายชราจึงแสดงท่าทีที่เกรี้ยวกราดเสียงตวาดของเขานั้นสร้างคลื่นพลังที่สามารถสั่นสะเทือนได้ทั้งหอคอยมหาเวทย์
แต่ทว่าเมอร์ลินกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยเขาในตอนนี้นั้นเป็นความหวังเดียวของชายชรา แน่นอนว่าเขาย่อมไม่กล้าทำอันตรายเขา มันเป็นเพียงอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดของชายชราเขานั้นสามารถยอมรับมันได้
เด็กน้อยยิ้มออกมาและเอ่ย
"ในเมื่อท่านและข้านั้นมีธุรกิจต่อกันชื่อของข้านั้นคือเมอร์ลิน ไม่ทราบว่าข้านั้นสามารถเรียกท่านว่าอะไร ภายภาคหน้าหากพวกเราได้เจอกันอีกครั้งข้าจะได้เรียกได้ถูกต้อง"
ได้ยินดังนั้นชายชราก็กลับไปมีท่าทีที่เรียบเฉยอารมณ์ของเขานั้นเริ่มสงบลงอีกครั้ง
"หากเป็นยามปกติข้านั้นไม่ยอมที่จะให้ผู้ใดที่ต่อปากต่อคำมีลมหายใจต่อไปได้ยิ่งเป็นเจ้าแล้วย่อมไม่ใช่ตัวตนที่ข้าจะใส่ใจเพียงข้าพ่นลมหายใจออกมาก็สามารถทำให้เจ้านั้นไร้ตัวตนได้แล้วแต่เห็นแก่ที่เจ้าเป็นประโยชน์ต่อข้า ข้านั้นจะปราณีแก่เจ้าสักครั้งหนึ่ง สารเลวน้อยจำไว้ให้ดีชื่อของข้านั้นคือ ****จอร์มุนกานต์**** "
เพียงแค่เอ่ยนามนี้ออกมา ชื่อนี้ก็ทำให้อากาศรอบๆนั้นเกิดการบิดเบี้ยว กลิ่นอายแห่งความมืดนั้นแผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณ ทั้งหอคอยมหาเวทย์นั้นเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงอย่างไม่มีเหตุผล
เพียงแค่ชื่อของชายชราก็สามารถทำให้หอคอยมหาเวทย์สั่นสะเทือนได้แล้วไม่คาดว่าตัวตนในอดีตของเขานั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด
การที่ชายชราเรียกมหาจักรพรรดิโซโลมอนว่าคนสารเลวได้คาดว่าในอดีตของเขาคงมีความรุ่งโรจน์อยู่ไม่น้อยถึงสามารถด่าว่าโซโลมอนได้โดยที่ไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยแบบนี้
นับได้ว่าชายชราที่มีชื่อว่าจอร์มุนกานต์นี้เป็นตัวตนที่อันตรายผู้หนึ่ง
“หากข้าสามารถหากุญแจแห่งโซโลมอนมาให้เขาได้หลังจากนั้นข้ายังจะปลอดภัยอีกหรือไม่ ชายชรานี้คงจะไม่ทำการเสร็จศึกฆ่าขุนพล?” เมอร์ลินนั้นครุ่นคิดอยู่ในใจ ภายในใจของเขานั้นเกิดความสั่นไหว เมื่อได้สัมผัสกับพลังของจอร์มุนกานต์เขานั้นตกอยู่ในความคิดของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ครานั้นเขาก็เลิกที่จะคิดฟุ้งซ่าน
“เรื่องในอนาคตอีกหน่อยค่อยว่ากัน”เมอร์ลินคิดและแสดงท่าทีที่นิ่งเฉย
"ไปได้แล้วสารเลวน้อยอย่าทำให้ข้าขุ่นเคืองไปมากกว่านี้” เสียงตวาดของจอร์มุนกานต์ทำให้เมอร์ลินเลิกฟุ้งซ่านอย่างจริงจัง
"ข้าจะไปเดี๋ยว" เมอร์ลินนั้นมีท่าทีที่อ่อนน้อมเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้เขานั้นตระหนักได้ถึงพลังที่แท้จริงของจอร์มุนกานต์เมื่อครู่ การขู่ฆ่าของชายชรานั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อยชายชรานั้นมีความสามารถที่จะทำมัน
จบคำของเมอร์ลินจอร์มุนกานต์ก็ค่อยพับเปลือกตาลง ชายชรานั้นกลับไปสงบนิ่งอีกครั้งหนึ่ง
แต่เดี๋ยวก่อน! เขายังลืมบางสิ่งที่สำคัญไป
"หยุดก่อน ท่านจอร์มุนกานต์! ... อย่าพึ่งหลับไป ... แล้วข้าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร? เมื่อท่านยังไม่คลายม่านพลังให้ข้า ... ท่านจอร์มุนกานต์ ... จอร์มุนกานต์... เจ้าแก่บ้าจอร์มุนกานต์!"
ไม่ทันเสียแล้ว...จอร์มุนกานต์นั่นนิ่งสนิทไปเสียแล้ว
ดูเหมือนว่าต่อให้เมอร์ลินจะด่าทออย่างไรก็ไม่สามารถปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาได้
“นี่ข้าต้องรอเขาตื่นอีกแล้วหรอเนี้ย!”
ใบหน้าของเมอร์ลินนั้นเหมือนกับกำลังกินยาขม