ในระหว่างที่หลินเทียนกำลังเดินทางกลับนั้น ตัวเขาได้พบกับเหล่านักผจญภัยรวมถึงนักเรียนจอมเวทมากมาย พวกมันส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับหลินเทียนมากนัก ความสนใจส่วนใหญ่ของพวกมันล้วนแล้วแต่ตกไปอยู่ที่องุ่นสีเลือดทั้งสิ้นพวกมันต้องแข่งกับเวลาก่อนที่คนอื่นจะแย่งชิงไป แต่พวกมันนั้นหารู้ได้ว่า องุ่นสีเลือดที่มีจำนวนที่สุดแสนจะน้อยนิดหนึ่งในนั้นได้ตกอยู่ในกำมือของหลินเทียนแล้ว และไม่เพียงแค่นั้นองุ่นสีเลือดจากจำนวนทั้งหมดล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในกำมือของมู่หลานหลานแล้วทั้งสิ้นด้วยความช่วยเหลือจากท่านปู่ท่านย่าของนาง การเดินทางออกจากป่าพฤกษาหมื่นปีหลินเทียนในตอนนี้นั้นใช้เวลาออกไปจากที่นี่ไม่มากนักอันเป็นผลมาจากระดับพลังที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เวลาใช้ทักษะวิชาเหยียบย่ำพระจันทร์ขั้นที่ 5 ความเร็วของมันในยามนี้นั้นสามารถเพิ่มขึ้นได้เป็นเท่าตัว“อ้าวเจ้าหนุ่ม ทำไมเจ้าถึงรีบออกมาไวนัก แต่ก็เอาเถอะเจ้ามีชีวิตรอดกลับมาก็ดีแล้ว” ผู้อาวุโสของโรงเรียนจอมเวทผู้เฝ้าประตูป่าพฤกษาหมื่นปีกล่าวทักทายกับหลินเทียนอย่างเป็นกันเอง เมื่อพบว่าเจ้าหนุ่มรุ่นเยาว์ผู้นี้กลับมาได้รวดเร็วนักทั้งที่เมื่อวานตนเองพึ่งได้กล่าวเตือนเจ้าหนุ่มนี่อยู่เลย“ขอบคุณท่านอาวุโสที่เป็นห่วง” หลินเทียนเองก็ตอบรับอย่างเป็นกันเองเพราะตัวของเขานั้นทราบดีว่าผู้อาวุโสผู้นี้นั้นเป็นห่วงตนถึงได้พูดเช่นนี้ แต่ใครจะไปคาดคิดได้ว่ารุ่นเยาว์เช่นเขาจะได้องุ่นสีเลือดอยู่ในครอบครองหากให้พูดตามตรงที่หลินเทียนได้มันมานั้นมันไม่ใช่มาจากความสามารถของตัวเขาเอง เพื่อทักทายกันจนเสร็จสิ้นแล้วหลินเทียนก็รีบเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้ในทันทีในระหว่างที่ตัวของเขากำลังเดินผ่านผู้อาวุโสนั้นสีหน้าท่าทางของมันถึงกับตื่นตะลึง“หืม…มันจะเป็นไปได้อย่างไรเมื่อคราวก่อนที่เราพบเจอกับมันพลังของมันไม่ใช่อยู่ในระดับนี้นิ หรือว่าเจ้าหนุ่มนั่นมันจะได้องุ่นสีเลือดขึ้นมาจริง” ผู้อาวุโสอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้เกี่ยวกับภาพเหตุการณ์ที่ตนเองได้พบเจอครั้งเมื่อพบเจอกับหลินเทียนพลังของเขานั้นช่างอ่อนด้อยนัก แต่เพียงชั่วข้ามคืนพลังของเขานั้นกับเพิ่มขึ้นไปอีกหลายระดับ มีเพียงแค่วิธีเดียวเท่านั้นที่สามารถเพิ่มระดับพลังของตนเองได้รวดเร็วถึงเพียงนี้นั่นก็คือการกลืนองุ่นสีเลือดเข้าไปนั่นเอง“เห้อ อายุของเจ้าเด็กนี่ยังน้อยนักการที่ตัวมันจะเข้าไปเป็นศิษย์ฝ่ายในก็ไม่ใช่เรื่องยาก” ผู้อาวุโสอีกท่านนึงกล่าวชมหลินเทียนออกมาจากใจจริง เมื่อได้พบเห็นเด็กหนุ่มผู้มากไปด้วยความสามารถเช่นนี้“เจ้าหนุ่มนี่มีนามว่าอะไรอย่างงั้นเหรอ” ดูเหมือนว่าตัวของเขานั้นจะติดใจในตัวหลินเทียนเป็นพิเศษพร้อมทั้งต้องการที่จะจับตาดูความก้าวหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้“เจ้าเด็กนี่มีนามว่าหลินเทียนและข้าก็เชื่อว่าเจ้าเด็กนี่มันจะต้องกลืนองุ่นสีเลือดไปแล้วแน่ๆก่อนหน้านี้พลังของมันอ่อนด้อยยิ่งนัก” ผู้อาวุโสผู้เฝ้าประตูกล่าวตอบกับสหายของตนในทันที เพราะตัวของมันเองก็รู้สึกชื่นชอบในตัวหลินเทียนเช่นกัน น้อยคนนักที่จะให้ความสำคัญหรือนอบน้อมกับเวรยามเฝ้าประตูเช่นพวกมันถึงจะขึ้นชื่อว่าผู้อาวุโสแต่ตำแหน่งของพวกมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนัก“อะไรนะ เจ้าเด็กนั่นหลินเทียนอย่างงั้นเหรอ” ผู้อาวุโสอีกท่านนึงกล่าวออกมาด้วยความตื่นตกใจเพราะตัวของมันดูเหมือนว่าจะได้ยินข่าวคราวอะไรบางอย่างจากหลินเทียนมา“เจ้ารู้จักเจ้าเด็กนี่ด้วยอย่างงั้นเหรอ”“ทำไมข้าจะไม่รู้จัก มันคือเจ้าเด็กไม่รักดีที่กล้าไปท้าประลองกับรุ่นเยาว์คนนึงผู้ที่มีพลังถึงจอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 9 ทั้งที่ตัวของมันนั้นเป็นเพียงแค่จอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 2 เท่านั้น เจ้าเด็กนี่มันช่างโง่เขลาเสียจริง”“มีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยอย่างงั้นเหรอ แต่เอาเถอะข้าจะลงพนันข้างเจ้าเด็กหลินเทียนหมดตัวเลย” ผู้อาวุโสผู้เฝ้าประตูป่าพฤกษาหมื่นปีกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ ถึงแม้ว่าพลังของเจ้าเด็กหนุ่มนี่ในยามนี้นั้นจะเป็นรองไปบ้างแต่หากว่าตัวมันเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ที่แท้จริงนั้นนี่ก็นับว่าไม่เป็นปัญหาอะไร
ณ ห้องทำงานของฉินอู๋โหย่วทางด้านของหลินเทียนนั้นเมื่อตนเองกลับมาถึงโรงเรียนจอมเวทตัวของเขาก็ไปเข้าพบกับฉินอู๋โหย่วในทันทีเพื่อที่จะรายงานเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับมัน“ข้าไม่อยากจะเชื่อจริงๆหลินเทียนว่าเจ้าจะหามันพบจริงๆ” ฉินอู๋โหย่วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นยินดี ตัวของมันก็อุส่าคิดที่จะทำใจไว้แต่แรกแล้วว่าครั้งนี้เจ้าเด็กหนุ่มนี่มันจะต้องคว้าน้ำเหลวเป็นแน่แต่ใครมันจะไปคาดคิดได้ว่าเจ้าเด็กนี่มันจะไปหาองุ่นสีเลือดพบเข้าจริงๆ หากเป็นตัวมันต้องออกไปหาด้วยตัวเองก็นับว่ายากเย็นอยู่ไม่น้อย“เหอ เหอ แท้จริงแล้วมีคนให้มันกับข้ามา หากหาด้วยความสามารถของตัวเองนั้นเกรงว่าจะคว้าน้ำเหลว” หลินเทียนบอกกล่าวกับอาจารย์ฉินอู๋โหย่วไปตามตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้“มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยอย่างงั้นเหรอ หรือมันผู้นั้นที่ให้ผลองุ่นสีเลือดกับเจ้าเขาจะเสียสติไปแล้ว” อาจารย์ฉินอู๋โหย่วพูดออกมาด้วยความที่ไม่อยากจะเชื่อ นั่นเป็นเพราะเจ้าของสิ่งนี้นั้นมันมีมูลค่ามากจนเกินไปถึงไม่ใช่กับตัวเองก็น่าที่จะส่งมันออกไปประมูล ไม่แน่ว่าราคาค่างวดของมันนั้นอาจจะมากถึง 1 ล้านเหรียญทองก็เป็นได้ ทางด้านตัวของหลินเทียนนั้นตัวเขาก็ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากมายนัก“ท่านอาจารย์ฉินอู๋โหย่วในฐานะที่ท่านเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญอักขระที่เก่งกาจที่สุดของทวีป ท่านช่วยตรวจาสอบที่ร่างกายของข้าทีเพราะตัวข้าในยามนี้นั้นโดนอักขระชนิดหนึ่งเข้า” หลินเทียนนั้นไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าตัวตนเยี่ยงฉินอู๋โหย่วจะสามารถช่วยแก้ไขอักขระคำสาปเช่นนี้ได้ทางด้านฉินอู๋โหย่วไม่พูดอะไรให้มากความเขารีบตรวจสอบอักขระที่ถูกฝังอยู่ภายในร่างกายของหลินเทียนในทันที ใบหน้าของมันในยามนี้นั้นถึงกับขมวดคิ้วแน่นหลังจากนั้นไม่นานมันถึงกับหลุดหัวเราะดังลั่น
“กร๊ากกก ฮ่า ฮ่า นี่เจ้าหนุ่มเจ้าไปโดนผู้ใดทำร้ายมา ข้าไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีผู้ที่ใช้วิชาอักขระกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วย” ตัวตนของผู้ใช้วิชาอักขระนั้นสูงส่งเป็นอย่างมาก แม้แต่ตัวตนเช่นฉินอู๋โหย่วเองมันก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีผู้ที่จะนำวิชาอักขระมาใช้กับเรื่องไร้สาระเช่นนี้“วางใจเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าเองอักขระปัญญาอ่อนเช่นนี้มีหรือที่ตัวตนเช่นข้าจะทำอะไรไม่ได้” ฉินอู๋โหย่วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจอย่างถึงที่สุด มือของมันค่อยๆพยายามแก้อักษรอักขระอย่างช้าๆทีล่ะตัวหลังจากนั้นไม่นานคิ้วของมันถึงกับขมวดชิดแน่น สีหน้าของมันถึงกับซีดเผือดด้วยความไม่อยากจะเชื่อ“บ้าหน่า..เจ้าบัดซบนั่นมันเป็นใครกันถึงกับสามารถใช้อักขระโบราณเช่นนี้ได้ ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าอักขระที่สุดแสนจะอัปลักษณ์เช่นนี้มันถึงกับผูกเข้าไปถึงแก่นวิญญาณของเจ้าอีกด้วย ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยจะมีผู้ที่นำอักขระโบราณมาใช้กับเรื่องไร้สาระเช่นนี้” สีหน้าของฉินอู๋โหย่วในยามนี้นั้นถึงกับไม่สู้ดีอย่างถึงที่สุด มันอยากรู้เสียเหลือเกินว่าคนผู้นั้นเป็นใครกันแน่ แต่ที่แน่ๆเขาจะต้องเป็นหนึ่งในผู้ที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นไปได้“ว่าไงท่านอาจารย์ฉินอู๋โหย่วท่านพอมีวิธีที่จะช่วยเหลือข้าได้รึไม่” หลินเทียนกล่าวถามด้วยความอยากรู้“เห้อ…ช่างน่าอายนัก” ฉินอู๋โหย่วบอกกล่าวกับหลินเทียนหลังจากนั้นตัวของมันก็นิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน