หนิงเฟยหลงพึมพำถึงความหลังทว่าก่อนที่ความโศกเศร้าจะเต็มไปมากกว่านี้ วิฬารทมิฬก็ดูเหมือนไม่อยากให้เขาระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ นานนัก มันใช้โอกาสนี้เข้ามาโจมตีเขาอย่างฉับพลัน
แม้ว่ามิติมายาจะถูกทำลายแต่ท่าร่างที่คล่องแคล่วของวิฬารทมิฬยังคงอยู่หนิงเฟยหลงกลับมามีสีหน้าที่เยือกเย็น เขาฟันกระบี่เด็ดขาด พลังกระบี่ปะทุขึ้นทำให้รู้สึกถึงความคมที่หาใดเปรียบ
ฟับ !
วาดกระบี่ราวกับหั่นเต้าหู้วิฬารทมิฬดวงตาเบิกโพลงด้วยความกลัวสุดขีดในช่วงชีวิตสุดท้ายหนิงเฟยหลงไม่แม้แต่จะมองร่างศพที่ถูหั่นเป็นสองซีก
เขาเลื่อนมือออกไปอย่างง่ายแกนสัตว์อสูรของวิฬารทมิฬก็เข้ามาอยู่ในมือของเขาแล้วอีกข้างก็ชี้ออกคลื่นพลังหยวนราวกับกระบี่พุ่งทะลวงหัวใจของสัตว์อสูรเขาเก็บโลหิตของมันกลับมาด้วย
“แกนสัตว์อสูรระดับห้าแต่ฝีมือจริงคงจะเทียบได้กับเข้าสู่พิภพขั้นสามวิฬารตัวนี้เป็นสัตว์อสูรระดับห้าจริง ๆพวกมันน่าสะพรึงกว่าเจ้าวัวบ้าในมิติปริศนาเสียอีก ไม่คิดว่าสัตว์อสูรนอกจากจิ้งจอกขาวแล้วเจ้าวิฬารตัวนี้ก็ใช้ได้ด้วย”
เขามองแกนสัตว์อสูรอย่างพอใจแล้วจึงเก็บลงไปในแหวนมิติจากนั้นก็ตรงไปยังสหายทั้งสอง ก่อนจะวาดฝ่ามือเป็นวงกลมมือซ้ายยกขุนทำมุทราชี้ขึ้นฟ้าคลื่นพลังไร้สภาพก็กระจายตัวออกครอบคลุมพวกเขาทั้งสามไว้
หนิงเฟยหลงถ่ายทอดพลังจิตให้กับเฟิงเหลยอีกฝั่งหนึ่งก็ถ่ายทอดพลังหยวนให้กับโต่วเยี่ยนฉวี่ใช้เวลาหนึ่งเค่อเขาก็หยุดถ่ายทอดพลังนั่งปรับลมหายใจโคจรลมปราณทักษะฉิงคงถูกกระตุ้นใช้ในทันที
พลังฟ้าดินถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างของหนิงเฟยหลงอย่างบ้าคลั่งพลังทั้งสองในร่างต่างตื่นการเติมเต็ม
ปึง!
พลังในร่างถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์หนิงเฟยหลงลืมตาขึ้นก็เห็นสหายทั้งสองค่อย ๆ เปิดเปลือกตาอย่างยากลำบากขึ้นมา
“เกิด..เกิดอะไรขึ้น?”เฟิงเหลยเอ่ยถาม ร่างกายก็รู้สึกปวดเมื่อยไม่ธรรมดาโต่วเยี่ยนฉวี่ก็ดูท่าจะเป็นเช่นนั้น
หนิงเฟยหลงเล่าเรื่องราวก่อนหน้าให้ฟังใบหน้าทั้งสองก็กระตุกเป็นครั้งคราวยิ่งรู้ว่าผู้ที่ลอบโจมตีเป็นสัตว์อสูรระดับหน้าก็ยิ่งซีดทั้งสองหันไปมองสัตว์อสูรที่ถูกฟันขาดครึ่งแววตาก็เกิดความซับซ้อนแต่เมื่อหันไปเห็นศพมนุษย์ที่ไร้หัวอยู่ใกล้ ๆ ดวงตาก็ลุกโชนด้วยโทสะ
“คนพวกนี้ช่างน่ารังเกียจนักไม่แม้แต่จะกล้ามาเผชิญหน้าตรง ๆ คำว่าอัจฉริยะนั้นยกยอพวกมันมากเกินไป”โต่วเยี่ยนอดที่จะสบถออกมาไม่ได้ เฟิงเหลยก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างถึงที่สุดพวกเขาเกือบตายเพราะไอ้เจ้าโง่สองตัวนี่เลยนะ
หนิงเฟยหลงได้แต่หัวเราะแห้งเมื่อเห็นสหายที่พึ่งรอดจากความตาย มีอารมณ์มาโกรธคนตายเขาก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว อย่างน้อย ๆ วันนี้เขาก็ปกป้องสหายได้
“ทีนี้เราจะเอาไงต่อ?”โต่วเยี่ยนฉวี่กลับมามีอารมณ์เรียบสงบแล้วหลังจากสบถไปหลายคำ
“เดินทางต่อเราจะยังไม่พักที่นี่ รับไป” หนิงเฟยหลงโยนแกนสัตว์อสูรให้โต่วเยี่ยนฉวี่ทว่าไหนเลยนางจะกล้ารับนี่เป็นผลงานของหนิงเฟยหลงที่ลงแรงเองทั้งนั้น
“ข้ารับไม่ได้หรอก”นางยื่นกลับมาให้เขา
“รับไปเถอะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เมื่อถึงเวลาพวกเจ้ายังคงต้องช่วยข้า” หนิงเฟยหลงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนโต่วเยี่ยนฉวี่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเก็บแกนสัตว์อสูรลงไปในแหวนมิติ
“ข้าเป็นหนี้เจ้าแล้ว...”
“อย่าได้กังวลเราเป็นสหายกัน” หนิงเฟยหลงยิ้มให้โต่วเยี่ยนฉวี่ ใบหน้าของหญิงสาวหม่นลงนางหลบหน้าไปแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาด้วยรอยยิ้มเบาบางเฟิงเหลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นโคลงศีรษะเล่น
ทั้งสามเดินทางเข้าไปในป่าลึกเข้าไปในหุบเขาที่มีแสงเงินประหลาดสาดส่อง
สายตาของหนิงเฟยหลงก็เหลือบไปเห็นแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ด้านหน้า
“หุบเขาแสงเงิน”
“หืม?”เฟิงเหลยและโต่วเยี่ยนฉวี่ก็ตามไปดู แผ่นศิลาดูเก่าแก่และธรรมดามากแต่ชื่อนี้ช่างสอดคล้องกับสถานที่อย่างยิ่ง “หุบเขาแสงเงิน”
สามสหายไม่ได้หยุดอยู่หน้าหุบเขานานนักพวกเขาเดินเข้าไปในหุบเขาอย่างระมัดระวัง บรรยากาศตอนกลางคืนทำให้รู้สึกวังเวงแต่เพราะพวกเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์จึงช่วยไม่ได้ที่จะไม่หวาดกลัว
หุบเขาแสงเงินกว้างใหญ่มากอันที่จริงมันใหญ่กว่าหุบเขาเยียนด้วยซ้ำไป ในอดีตหุบเขานี้ถือว่าอยู่ในเขตแดนของอาณาจักรจ้าวเป็นหนึ่งในสี่หุบเขาขึ้นชื่อของดินแดนทางเหนือที่ขึ้นชื่อเรื่องสัตว์อสูรที่ดุร้าย
“ไม่คาดว่าการเดินทางแบบสุ่มจะพาเรามาถึงที่นี่ได้”หนิงเฟยหลงพึมพำด้วยรอยยิ้ม เมื่อที่นี่มีสัตว์อสูรมาก สัตว์ระดับห้าก็คงหาได้ไม่ยากอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีอีกสักสามถึงสี่ตัว
“เหวินเหลียงระวังด้วยทางข้างหน้ามีสัตว์อสูรหลายสิบตัวกำลังมุ่งมาทางนี้!” เฟิงเหลยกวาดจิตสัมผัสไปก็แทบหน้าซีดสัตว์อสูรพวกนั้นไม่มีเจตนาที่ดีแน่นอน
หนิงเฟยหลงเรียกเกราะและกระบี่มาไว้ในมือเตรียมพร้อมโต่วเยี่ยนฉวี่รวบแส้เพลิงในมือไว้แน่น ในใจก็ลอบก่นด่า“บ้าจริงหุบเขานี่มันอันตรายเกินไปแล้ว”
ลมหายใจเข้าออกของทั้งสามกระชั้นขึ้นเมื่อพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน
คลื่นเสียงโหดร้ายป่าเถื่อนสะท้อนออกมาพร้อมๆ กัน ขณะเดียวกันดวงจันทร์สีเงินก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด เปล่งแสงแดงฉานลงมาเบื้องล่างทวีความดุร้ายเพิ่มขึ้นให้กับฝูงสัตว์อสูร
ใบหน้าคนทั้งสามก็ถมึงทึงจนน่ากลัวโชคดีที่พวกเขาส่วนใหญ่มีฝีมือพอตัว ดังนั้นแม้จะตะลึงกับภาพเบื้องหนา ก็ไมไดทำให้พวกเขาตื่นตระหนกนัก
หนิงเฟยหลงกระโดดขึ้นไปยืนบนต้นไม้สายตามองออกไปด้านหน้า แสงสีเลือดกำจายเต็มนัยน์ตาเขา สัตว์อสูรพวกนี้ตัวใหญ่มากมีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าสิบตัวกำลังมุ่งมาทางนี้ รังสีชั่วร้ายทะยานขึ้นฟ้าดวงจันทร์สีเลือดก็ยิ่งเข้มข้นไปอีกหลายส่วนเขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะจัดการกับสัตว์อสูรพวกนี้ยังไง?
ขณะที่หนิงเฟยหลงกำลังตะลึงอยู่นั้นเสียงแหวกอากาศก็ดังมาจากทางด้านหลัง
“เหวินเหลียงมีคนตามพวกเรามา”เฟิงเหลยรีบเอ่ย พวกเขาต้องหาทางแก้โดยไว ทางหนึ่งเผชิญกับสัตว์อสูรอีกทางปะทะกับกองกำลังด้านหลัง ที่เรียกว่ากองกำลังเพราะมันมากันนับสิบคนทีเดียว
“เราจะเข้าปะทะกับสัตว์อสูรพวกนี้ไม่ได้ข้ารู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา นอกจากนี้หัวหน้าของพวกมันก็ยังไม่ปรากฏตัวต่อให้พวกมันส่วนใหญ่เป็นระดับสี่ แต่ก็เพียงพอจะขยี้พวกเราได้ด้วยจำนวนเท่านี้ถอยดีกว่าไม่ต้องสนใจทั้งคนทั้งสัตว์อสูร”
หนิงเฟยหลงทะยานร่างไปทางซ้ายของตนอย่างไวเขาจะใช้อ้อมกลับหลังไปโดยไม่ปะทะกับคนที่ตามมา เฟิงเหลยโต่วเยี่ยนฉซี่ก็ตามไปอย่างเร็ว
สักพักการต่อสู้ที่โหดร้ายจากเส้นทางด้านหลังก็เกิดขึ้นรัศมีพลังปราณ รังสีชั่วร้ายก็ปะทุอย่างรุนแรง เฟิงเหลยโต่วเยี่ยนฉวี่ก็สูดหายใจอากาศเย็นยะเยือกเข้าไปโดยไม่รู้ตัวเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเสียงกรีดร้องที่น่าสยดสยอง...
ทั้งสามหยุดลงบนเนินเขาเล็กๆ พอที่จะส่องลงไปเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือด ดวงตาทั้งสามฉายแววตื่นตะลึงในเวลานี้แม้แต่จอมยุทธ์เข้าสู่พิภพขั้นสามก็ยังยากจะเอาตัวรอดเมื่อต้องเผชิญกับสัตว์อสูรจำนวนขนาดนี้
“เหวินเหลียงเราควรทำอย่างไร?”โต่วเยี่ยนฉวี่มองหนิงเฟยหลงขอความคิดเห็น แม้ว่าการกำจัดคู่แข่งไปจะดีแต่หากว่าต้องเผชิญกับสัตว์อสูรมากขนาดนี้พวกเขาเองก็รับไม่ไหว
“ลองสังเกตสถานการณ์ไปก่อนพวกเขาคงไม่ได้มากลุ่มเดียว” หนิงเฟยหลงคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ
“อืม”พอได้ยินคำพูดของหนิงเฟยหลงเฟิงเหลยและโต่วเยี่ยนฉวี่ก็พยักหน้าเบา ๆสายตายังคงจดจ่อกับการต่อสู้นั้น
การต่อสู้ดำเนินไปหนึ่งเค่อดูเหมือนว่ากองหนุนของกลุ่มนั้นจะมาแล้ว ในบรรดากลุ่มต่าง ๆ พวกเขาก็มีพันธมิตรที่คอยช่วยเหลือกันเป็นการรวมตัวอย่างหลวม ๆ
“นั่นอย่างไรมาช่วยถึงสองกลุ่มน่าจะพอจัดการกับกลุ่มสัตว์อสูรนี้ได้อยู่บ้าง”เฟิงเหลยชี้ไปก็หัวเราะอย่างสบายใจ เมื่อครู่เขาเกร็งไปหน่อย
การต่อสู้ที่ชุลมุนยืดเวลาออกไปเกือบหนึ่งชั่วยามดูท่าสัตว์อสูรจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำล้มตายลงจำนวนมาก เหลือเพียงสัตว์อสูรระดับสี่ระยะปลายสุดแต่นั่นก็หมายถึงสัตว์อสูรที่ทรงพลังนับสิบตัว
ข้างฝั่งมนุษย์เมื่อต่อสู้เนิ่นนานตันเถียนก็เริ่มว่างเปล่าการต่อสู้จึงทำได้เพียงยื้อเวลาไปเรื่อย ๆ
โฮก!!!!
เสียงคำรามที่ทำเอาแผ่นดินไหวโยกก็ปะทุขึ้นจากฝั่งสัตว์อสูรจากนั้นก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นในฝูงสัตว์อสูรหนิงเฟยหลงหันขวับไปมองแหล่งที่มาของความวุ่นวาย ดวงตาเขาก็ฉายแววเคร่งเครียด ที่จุดนั้นเขาสัมผัสไดถึงรังสีพลังโหดเหี้ยมรุนแรงหลายจุด รังสีพลังแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรธรรมดาหลายขุมจากการคาดเดาพวกมันน่าจะมีมีพละกำลังพอกับจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพเลยทีเดียว
“ถึงเวลาแล้วมุ่งความสนใจไปที่สัตว์อสูรระดับห้าตัวนั้นที่เหลือไม่ต้องสนใจเราต้องสังหารสัตว์อสูรตัวนั้นให้ได้ก่อน” นี่เป็นการอาศัยจังหวะเวลาฉกชิงที่ดีอย่างแน่นอนฝูงนกขมิ้นมาแล้ว
แต่ทันใดนั้นเองด้านหลังของสัตว์อสูรระดับห้าก็มีสัตว์อสูรอีกตัวโผล่เข้ามามันแผ่รัศมีไม่ต่างไปจากตัวแรกเลย
“แย่แล้วมันมีสองตัวเฟิงเหลยโต่วเยี่ยนฉวี่พวกเจ้ารับมือตัวซ้าย ข้าจะจัดการตัวขวาเอง” หนิงเฟยหลงกระแทกเท้ากระโจนขึ้นฟ้าอย่างเหี้ยมหาญมือขวากุมแน่น คลื่นหยวนก่อตัวเป็นหมัดขนาดใหญ่กระแทกเข้าไปบนหัวของสัตว์อสูร
ปัง!
“หึเจ้ามนุษย์โง่” สัตว์อสูรตัวนั้นเหลือบมองหนิงเฟยหลงอย่างเย็นชา ก่อนจะแหงนหน้าอ้าปากคลื่นหยวนก็พุ่งออกมาจากปากเป็นลำแสงปะทะเข้ากับหมัดหยวนอย่างจัง
การโจมตีของสัตว์อสูรทำให้หนิงเฟยหลงจำต้องร่นถอยม่านตาเขาหดเกร็ง “เข้าสู่พิภพขั้นห้าไม่ด้อยไปกว่านั้น”สัตว์อสูรตนนี้แข็งแกร่งกว่าวิฬารทมิฬด้านนอกนั่นมากถ้าอย่างนั้นอีกตัวก็คงไม่ต่างกันมากนักเฟิงเหลยและโต่วเยี่ยนฉวี่สมควรไม่ใช่คู่มือ
หนิงเฟยหลงเห็นร่างสัตว์อสูรตัวนี้อย่างชัดเจนแล้วมันมีรูปร่างคล้ายกับหมาป่าทั่วกายปกคลุมไปด้วยขนยาวใบหน้าดุร้ายแผ่กลิ่นอายแห่งความโหดเหี้ยม!