ตอนที่ 40
ก้าวกระโดด
ซวงเอ๋อร์เดินนำหานเฟิง กระทั่งลงมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ห้องโถงมืดมิด ซวงเอ๋อร์กระทำบางอย่าง ทำให้เพลวเพลิงสีม่วงถูกจุดขึ้นโดยรอบ ตรงกลางจึงมองเห็นเป็นแท่นหินขนาดใหญ่ ซวงเอ๋อร์สั่งให้หานเฟิงนำร่างที่ไร้วิญญาณของจิ้งจอกสาวไปวางนอนไว้บนแท่นนั้น ก่อนที่หานเฟิงจะถอยกายออกมานั่งชิดขอบผนังห้องด้านหนึ่ง มองดูซวงเอ๋อร์ที่ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของเผ่าพันธ์นาง มองเห็นเปลวเพลิงสีม่วงถูกจุดขึ้นมาบนร่างที่ไร้วิญญาณของจิ้งจอกสาว จากนั้น เสียใสของซวงเอ๋อร์ก็กล่าวสวดบทเพลงเป็นบทภาษาที่มันฟังไม่เข้าใจ หากฟังดูแล้ว ช่างเศร้าสลดหดหู่ยิ่ง มองดูเปลวไฟสีม่วงที่ลามเลียร่างที่ไร้วิญญาณ มองดูอยู่ชั่วครู่ ความเหน็ดเหนื่อยก็พาให้มันผลอยหลับไป...
รู้สึกตัวอีกครา กลับพบว่าตนมานอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ เหลียวมองดูเครื่องเรือนเครื่องใช้รอบกาย ก็รู้สึกว่าคุ้นตายิ่ง กระทั่งที่ม่านกระโจมแหวกออก ก่อนที่ร่างเล็กแบบบางของซวงเอ๋อร์ในชุดขนสัตว์สีน้ำตาลจะเดินเข้ามา จึงค่อยทราบว่า ที่แท้เป็นตนนอนอยู่ในกระโจมของนาง หากแต่จำได้ว่า ก่อนหลับไป ตนมิใช่อยู่ที่ตรงนี้
“ ท่านหลับไหลไปสามวันสามคืน”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ
“ สามวัน!!!...”
หานเฟิงทวนคำ สัมผัสได้ถึงพลังในกายที่เต็มเปี่ยม ทั้งระดับพลังยังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นย่อย กลับเป็นการต่อสู้เป็นตายตั้งแต่ครั้งที่อยู่ในตำหนักอัคคี รวบกับที่สู้กับเถาหนามก่อนหน้านี้ จึงช่วยยกระดับพลังของมันขึ้นมา ทำให้ในยามนี้ ระดับพลังของมันเพิ่มขึ้นมาเป็นปราณบาดาลขั้นที่สองแล้ว แต่นั้นกลับไม่อาจทำให้มันรู้สึกยินดีแต่อย่างใด เพราะยังคงช้าเกินไป ช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น
“ ขอบใจเจ้าช่วยดูแล แต่ ข้าคงต้องไปแล้ว”
หานเฟิงกล่าวพร้อมกับก้าวเท้าลงจากเตียง ทั้งสายตาและคำพูดที่มันมีต่อซวงเอ๋อร์ แลดูอบอุ่นเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น
“ ไปแล้ว?...” ซวงเอ๋อร์ทวนคำ สีหน้าของนางหม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ
“ ให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
หานเฟิงนิ่งเงียบมองดูเด็กสาวตรงหน้า หากยังมิทันได้กล่าวคำใด ก็เห็นว่านางเปิดปากกล่าวคำขึ้นต่อแล้ว
“ ข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว ผู้อื่นในเผ่าของข้าตกตายสิ้น”
หานเฟิงยิ้มบางกล่าวตอบกลับไปว่า “ แต่ที่ข้าจะไปนั้นไกลยิ่ง ทั้งการเดินทางยังยากลำบากยิ่ง เจ้าไหวหรือ?”
“ ข้าไหว” ซวงเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับแววตาที่สาดประกายวาดหวัง
“ เช่นนั้นก็เก็บข้าวของเถอะ เจ้าคงจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกนานทีเดียว”
ซวงเอ๋อร์ยิ้มแย้มยินดี ไม่กล่าวคำใดก็รีบวิ่งไปหอบเอาชุดผ้าที่คล้ายจะเตรียมไว้ตั้งแต่แรกออกมา หานเฟิงเห็นเข้าก็ได้แค่ยิ้มบางส่ายหน้า แต่เห็นว่าสาวน้อยมิได้ทุกข์ตรมเพราะการจากไปของมารดาแล้ว ก็รู้สึกยินดี
“ เจ้ากลับเตรียมการไว้พรักพร้อมยิ่งนัก หากข้าไม่พาเจ้าไปด้วยจะทำเช่นไร”
“ อย่างไรท่านก็ต้องพาข้าไป เพราะท่านไม่อาจทอดทิ้ง ผู้อาวุโสของท่าน ให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง”
หานเฟิงได้ยินคำก็เลิกคิ้วกล่าวถาม “ ไหนเลยจะมีผู้อาวุโสได้”
“ ข้าอย่างไรเล่าผู้อาวุโส หากนับกันตามศักดิ์ ลองหยั่งคำนวนจากอายุขัยของมนุษย์แล้ว สมควรที่ข้า จะอาวุโสกว่าท่านอยู่หลายรุ่นนัก”
หานเฟิงคิ้วกระตุก “ ไหนเลยที่ตัวเจ้าอายุเพียงเท่านี้จักเป็นผู้อาวุโสของข้าได้”
“ ไฉนไม่ได้?”
“ คิดไปกับข้ายังคงต้องเรียกหาข้าเป็นพี่ใหญ่ มิเช่นนั้น...”
หานเฟิงกล่าวมิทันจบความ จิ้งจอกน้อยซวงเอ๋อร์ก็พลันกล่าวขึ้นอย่างยินดี
“ ตกลง พี่ใหญ่”
เห็นท่าทางยินดีของนาง ก็พาให้หานเฟิงส่ายหน้าอีกครา เป็นมันมิเคยมีน้องชายหรือน้องสาวมาก่อน ย้อนอดีตกลับมาครานี้ กลับได้น้องสาวต่างเผ่าพันธ์มาผู้หนึ่ง ก็มิรู้ว่าเป็นโชควาสนาหรือคราเคราะห์ของมัน
“ เช่นนั้นก็ส่งข้าวของของเจ้ามา ข้าจะเก็บพวกมันไว้ในแหวนมิติ”
ซวงเอ๋อร์ยื่นห่อสัมพาระของนางส่งมาให้ หานเฟิงชมดูก็เห็นว่ามีแต่ชุดขนสัตว์อย่างที่นางสวมใส่อยู่มากมาย จึงขบคิดไปว่า ถึงหมู่บ้านยังคงต้องหาชุดคลุมมาปิดซ่อนหู และหางที่เป็นจิ้งจอกให้กับนาง
“ พี่ใหญ่ ข้าคิดว่าของสิ่งนี้คงเป็นของท่าน”
คำกล่าวของซวงเอ๋อร์เรียกให้หานเฟิงหันมอง ก่อนจะเห็นเป็นดาบสีเงินที่มันทำหายไป
“ ข้าพบเจอมันในหุบเขา”
“ ขอบใจเจ้า นี่เป็นอาวุธของข้าเอง” หานเฟิงรับมาอย่างยินดี อย่างน้อยๆ หากเกิดเหตุร้ายในภายหน้า มันก็ยังคงมีอาวุธดีๆเอาไว้ใช้รับมือต่อกร
หานเฟิงเก็บทุกอย่างลงไปในแหวนมิติ ซึ่งเกือบจะทำให้พื้นที่ในแหวนมิติของมันเต็ม จากนั้น มันจึงกล่าวขึ้นต่อว่า
“ หากไม่มีใดแล้ว เจ้าก็ออกไปก่อน”
“ ทำไม?”
“ ข้าจะผลัดเปลี่ยนชุด หรือเจ้าคิดชมดู”
“ ค คนบ้า คนวิตถาร” ซวงเอ๋อร์กล่าวพร้อมวิ่งออกนอกกระโจมไปด้วยใบหน้าที่แดงฉานเขินอาย
เมื่อหานเฟิงผัดเปลี่ยนชุดใหม่จนแล้วเสร็จ ก็เดินออกไปสมทบกับซวงเอ๋อร์ที่รออยู่นอกกระโจม
ซวงเอ๋อร์มองดูหานเฟิงที่เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่สะอาดสะอ้าน แต่ยังคงเป็นชุดผ้าสีดำ จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้น
“ ท่านไม่มีชุดเสื้อผ้าสีอื่นแล้วหรือ?”
“ มี แต่ข้าชอบสีดำ”
เห็นนางเพียงกระพริบตาปริบๆมองดู หานเฟิงจึงกล่าวถามขึ้นต่อ
“ เจ้ายังมีใดต้องทำอยู่อีกหรือไม่?”
“ ยังมี ข้าจะพาท่านไปยังสถานที่หนึ่ง”
“ เป็นที่ใด?” หานเฟิงกล่าวอย่างงุนงงสงสัย
“ ฮิๆ ตามมาแล้วท่านจะรู้”
ซวงเอ๋อร์กล่าวอย่างมีลับลมคมใน นางวิ่งนำออกไปในทิศทางเดียวกับช่องทางเดินลับ
กระทั่งที่หานเฟิงเดินตามนางมาหยุดอยู่หน้าผนังผา ยังคงเป็นผนังผา หากเป็นคนละที่กับครั้งที่แล้ว
“ ข้าเองก็ไม่เคยเข้าไปมาก่อน”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้น ยิ่งพาให้หานเฟิงงุนงง ว่านางต้องการให้มันไปพบเจอกับสิ่งใด
“ เป็นข้ารู้จักมันจากความทรงจำที่ตกทอดมา ซึ่งมีเพียงจ้าวหุบเขาของแต่ละรุ่นเท่านั้น จึงมีสิทธิเข้าไปรับโชควาสนาในสถานที่แห่งนี้”
หานเฟิงได้ฟังคำ “ โชควาสนา” ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนใจขึ้นมา เห็นซวงเอ๋อร์เดินทะลุผนังผาเข้าไป จึงรีบก้าวเท้าติดตามไปอย่างรวดเร็ว
กระทั่งที่เข้ามาแล้ว จึงพบว่า มิใช่ทางเดินใต้ดินเช่นครั้งที่แล้ว หากเป็นขั้นบันไดหิน ที่ลาดชันขึ้นไปจนสุดสายตา ทั้งสองสาวเท้าก้าวเดินขึ้นบันไดไป กระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุด คนทั้งสองก็ก้าวขึ้นมาจนสุดทาง
ภาพเบื้องหน้าที่หานเฟิงมองเห็น คือลานหินกว้าง เบื้องล่างคือผาสูงที่ผืนดินอยู่ไกลห่างออกไปจนผืนป่าดูเล็กจ้อย ส่วนที่กลางลานหิน มองเห็นเป็นข่ายอาคมอักขระ หานเฟิงไม่เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงนี้ มันจึงไม่ทราบว่าเป็นข่ายอาคมอันใด
“ เป็นที่นั่น” ซวงเอ๋อร์ชี้ไปที่ข่ายอาคมขนาดใหญ่กลางลานหิน ก่อนจะกล่าวอธิบายขึ้นว่า
“ เป็นข่ายอาคมที่ท่านทวดวางเอาไว้ จุดนี้เป็นเส้นชีพจรขุนเขา”
“ ชีพจรขุนเขา!!!” หานเฟิงกล่าวแทรกขึ้นเสียงดัง เพียงเท่านี้ มันก็ทราบแล้วว่าเป็นข่ายอาคมใด จึงพลันให้สองตาลุกวาว
“ เช่นนั้นเป็นข่ายอาคมประเภทกักเก็บรวบรวมกระแสปราณ”
ซวงเอ๋อร์พยักหน้ารับ “ อาคมนี้เรียก ภูติจิ้งจอกแสวงหา”
หานเฟิงลอบกลืนน้ำลาย หากมันได้สูบกลืนปราณที่เก็บสะสมไว้ในข่ายอาคมนี้ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้มันฝ่าทะลุขอบเขตถัดไป แต่…
“ แล้วเจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม?”
หานเฟิงกล่าวขึ้น ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะตระหนักดีว่า ปราณที่กักเก็บสะสมไว้ในข่ายอาคมนี้ มิใช่สิ่งที่จะกลายมาเป็นของตน
“ ข้าคิดมอบมันให้แก่ท่าน”
“ ให้ข้า!!! จะได้อย่างไร มันเป็นสมบัติของเผ่าจิ้งจอกเจ้า”
“ ทั้งเผ่าเหลือเพียงแค่ข้า ส่วนข้าจะคิดใช้มันเช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับข้าแล้ว”
“ มันดีกว่าหากเจ้าได้ใช้กับตัวเอง” หานเฟิงมองดูจิ้งจอกน้อยที่ยามนี้ระดับพลังยังคงอ่อนด้อยกว่ามันนัก
“ หากให้ข้าใช้ จะสูญเปล่ายิ่ง เพราะอย่างมากที่สุด ก็เพิ่มระดับพลังให้กับข้าได้แค่ปราณรับรู้ขั้นที่สิบ”
“ หืม!!! ไฉนเป็นเช่นนั้น?”
“ เพราะเผ่าปีศาจข้ามิได้เป็นเช่นมนุษย์ท่าน มิอาจใช้กำลังบังคับฝ่าทะลุขอบเขตของระดับพลังขึ้นไป มีเพียงต้องรอ ให้กาลเวลา นำพาขอบเขตพลังให้ขยายออกไปด้วยตัวเอง ”
“ กลับเป็นเช่นนั้น...”
หานเฟิงกล่าวอย่างแปลกใจ เป็นมันเข้าใจมาโดยตลอด ว่าที่เผ่าพันธ์ปีศาจฝึกฝนระดับพลังได้เชื่องช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสติปัญญาที่ไม่อาจเทียบเคียงได้กับมนุษย์
“ อื่ม... ท่านดูอย่างมารดาข้า ท่านแม่นั้นอยู่ในขอบเขตปราณนภา เป็นเพราะท่านมีอายุกว่าสามพันปี”
“ สามพันปี!!!”
หานเฟิงรู้สึกเหลือเชื่อ มันไม่คิดว่าจิ้งจอกสาวที่แลดูงดงามเยาวัยผู้นั้นจะมีอายุมากถึงสามพันปี
“ ถูกแล้ว ปีศาจจิ้งจอกมายาข้า ทุกๆหนึ่งพันปีจะมีหางงอกเพิ่มเข้ามาหนึ่งหาง ซึ่งท่านแม่นั้นมีสี่หาง เป็นเพราะท่านมีชีวิตอยู่มาแล้วกว่าสามพันปี”
หานเฟิงจึงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เดิมมันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเกี่ยวกับเผ่าพันธ์ปีศาจอยู่ก่อนแล้ว มันเพียงแค่เคยได้ยินได้ฟัง จากที่คนอื่นๆเขากล่าวต่อๆกันมา
“ ทีนี้ ท่านก็เข้าไปนั่งที่กลางข่ายอาคม แล้วข้าจะกระตุ้นอาคมปล่อยคลายลมปราณที่กักไว้ออกมา”
“ ให้เจ้าเข้าไปก่อน ไว้ที่เหลือข้าค่อยเข้าไป”
ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้ากล่าวว่า “ ไม่ได้ หากเปิดใช้แล้วไม่อาจหยุดยั้งกลางคัน ดังนั้น เป็นท่านเข้าไปจึงประเสริฐสุด”
หานเฟิงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปนั่งขัดสมาธิที่ใจกลางข่ายอาคม ก่อนที่เสียงของซวงเอ๋อร์จะดังขึ้นมาอีกครั้งว่า
“ ตามความทรงจำ ข่ายอาคมนี้ใช้เวลาสามร้อยปี จึงสามารถกักเก็บได้จนเต็ม ทั้งปราณที่กักเก็บสะสมไว้ในข่ายอาคมนี้มากมายยิ่ง ขนาดท่านแม่ที่พึ่งบรรลุปราณนภา เข้ามาดูดซับเพียงแค่สองครั้งก็บรรลุปราณนภาขั้นที่สิบ”
“ ปราณนภาขั้นสิบ!!!”
“ ถูกแล้ว หากนับจากครั้งล่าสุดที่ท่านแม่เข้าไปดูดซับ นี่ก็ผ่านไปราวสองร้อยปีพอดี”
หานเฟิงคิดคำ “ สองร้อยปี” หากไม่ทราบว่า ปราณที่กักเก็บไว้สองร้อยปีจะมากมายเพียงใด แต่ไม่ต้องรอให้มันขบคิด เพราะเห็นอีกที ซวงเอ๋อร์ก็ร่ายมนต์จิ้งจอกปลดคลายอาคมออกมาแล้ว
หานเฟิงที่นั่งอยู่กลางข่ายอาคม จึงพลันสัมผัสได้ถึงกระแสปราณธรรมชาติที่ไหลบ่าเข้ามาราวกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันขัดสมาธิตั้งมั่น โคจรเคล็ดวิชานิรนามภาควัฏสวรรค์อย่างเต็มกำลัง สัมผัสได้ถึงกระแสปราณที่ไหลซึมเข้าไปตามรูขุมขน เติมเต็มเข้าไปในเส้นลมปราณที่ใหญ่หนากว่าปกติ ที่ยิ่งมา ลมปราณที่ไหลทะลักเข้าไปก็ยิ่งมาก เมื่ออัดแน่นเข้าไปจนเต็มเส้นลมปราณ ก็พลันระเบิดตัวขยายออกไป
บังเกิดเป็นเสียง “ ป่งงง…” ดังขึ้นในจิตสำนึก เพียงไม่กี่อึดใจ ระดับพลังกลับเพิ่มขึ้นมาแล้วหนึ่งขั้นย่อย จากนั้น กระบวนการเดิมก็วนซ้ำ ผ่านไปอีกครู่ใหญ่เสียงการระเบิดขยายตัวของเส้นลมปราณก็ดังก้องขึ้นมาอีก แล้วก็วนไปเช่นนี้ หากการระเบิดขยายตัวของเส้นลมปราณในรอบถัดๆมา มิได้รวดเร็วเหมือนในช่วงแรก ทั้งยิ่งมา กลับยิ่งเนิ่นนาน ซึ่งเป็นเพราะขนาดของเส้นลมปราณ ที่ขยายใหญ่ขึ้น กระแสลมปราณที่ไหลบ่าเข้าไปในความเร็วที่คงที่จึงต้องใช้เวลามากขึ้นในทุกครั้งครา
และแล้ว ดวงตะวันก็สิ้นแสง ดวงจันทร์สุกสกาวขึ้นมาแทนที่ หานเฟิงยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ ขัดสมาธิดูดซับลมปราณ ส่วนซวงเอ๋อร์ หลังจากที่เปิดอาคมให้กับหานเฟิงจนแล้วเสร็จ นางก็ไปนั่งเหม่ออยู่ริมผา ก้มหน้ามองหุบเขาอันเป็นที่อยู่อาศัยมากว่าสิบสองปีของนาง หากทว่า นางกำลังจะจากมันไปแล้ว ในหุบเขาไม่หลงเหลือผู้ใดอยู่อีก ทุกผู้คนจากนางไปแล้ว หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำ และหยาดน้ำตาที่หลังริน
“ ท่านแม่…”
เสียงกล่าวที่แผ่วเบาของซวงเอ๋อร์ หากแฝงไว้ด้วยความรู้สึกโหยหาที่มากท้นจนมิอาจสรรหาคำกล่าวใดมาอธิบาย
รุ่งเช้ามาเยือน หานเฟิงยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับ กระทั่งยามเที่ยงที่ดวงตะวันตั้งฉากก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น ยามเย็นมาเยือนอีกครั้ง ก็ยังคงไม่มีใดเปลี่ยนแปลง ซวงเอ๋อร์ที่เฝ้ารอคอยก็หาได้มีท่าทีเร่งร้อนแต่อย่างใด
วันคืนหมุนเปลี่ยน ย่างเข้าสู่เช้าของวันที่สาม ในที่สุด หานเฟิงก็ลืมตาขึ้น แววตาสาดประกายไปด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม จับจ้องมองริ้วแสงอรุโณทัยที่เบื้องหน้า มันฉีกยิ้มกว้าง สัมผัสได้ถึงระดับพลังของตัวเองที่เพิ่มขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด
“ ขอบเขต ปราณปฐพีขั้นที่ห้า...”