ภายในห้องลับแห่งหนึ่ง
ชายชราแปลกหน้าพร้อมผู้ติดตาม ผู้ซึ่งกำลังรอคอยการมาถึงของใครบางคนอย่างใจเย็น โดยการนั่งชมภาพวาดหญิงสาวนางหนึ่ง
“แอ๊ด”
เสียงประตูลับเปิดออก เรียกให้ผู้ที่กำลังนั่งรอต้องหันไปมองช้าๆ
“คารวะท่านเสนาบดีซูขอรับ” ชายชราเอ่ยออกมา ใบหน้าปกคลุมไปด้วยผ้าผืนบาง หากแต่หนวดเคราขาวที่ยาวออกมานั้น ช่างบ่งบอกสถานะได้เป็นอย่างดี
ชนเผ่าทุ่งหญ้าก่อนที่จะกลายเป็นแคว้นจิ้นนั้น เป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ เผ่าหนึ่ง หลังจากเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น
เมื่อชนเผ่าทุ่งหญ้าได้ให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์และมากความสามารถ ทำให้ผู้นำของชนเผ่าสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้และค่อยๆ ขยายอาณาเขตของแคว้นตนเองไปเรื่อย ๆ
หากแต่ความต้องการที่ไม่หยุดยั้งของเหล่าทายาท ก็ทำให้แคว้นจิ้นมักใหญ่ใฝ่สูงและต้องการยึดครองดินแดนข้างเคียงอย่างแค้วนจ้าวและแคว้นต้าเฉียง
“หากฝ่าบาทเข้ามายุ่งเรื่องนี้ แผนการที่พวกเราวางไว้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้” เสนาบดีซูเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ใบหน้าชราเคร่งเครียดยามเอ่ย
ในขณะที่ผู้ติดตามของชายชรา ค่อยๆ บรรจงรินน้ำชาให้เสนาบดีซูช้าๆ ด้วยความเคยชิน ราวกับว่านี่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่อีกฝ่ายพบเจอกัน
“ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใด ท่านถึงเจาะจงว่าต้องเป็นนาง เหตุใดชนเผ่าทุ่งหญ้าจึงถึงต้องการตัวนางมากกว่า สตรีคนอื่นๆ ทั้งที่นางก็เป็นเพียงแค่บุตรสาวของ พ่อค้า มิได้มีฐานะและชาติตระกูลที่ยิ่งใหญ่ อีกที่สำคัญยังไร้พลังปราณ เป็นเพียงสตรีไร้ค่าผู้หนึ่ง” เสนาบดีซูยังคงเอ่ยออกมา แสดงให้เห็นถึงสีหน้าแห่งความลำบากใจ
ด้วยมิอยากให้บุตรสาวที่อยู่ในตำแหน่งซูกุ้ยเฟย ต้องเดือดร้อน หากแต่ตำแหน่งและอำนาจที่จะได้จากข้อเสนอของแคว้นจิ้นก็ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน
“สตรีในคำทำนายย่อมคู่ควรให้พวกข้าแย่งชิงมา หญิงสาวที่เกิดมาพร้อมกับพลังอันแข็งแกร่ง” ชายแคว้นจิ้นเอ่ยออกมา
“หากได้เลือดของและพลังของนางมา จะสามารถมอบความยิ่งใหญ่ให้กับชนเผ่าของข้าได้”
“เลือดของนางเช่นนั้นหรือ” ซูเหวินหยงเอ่ยถามออกมา สีหน้าแปลกใจ ดวงตาเบิกว้าง ยามเมื่อได้ยิน
“ใช่ ป่าม่านหมอกได้ถูกปกคลุมไปด้วยอักขระบางอย่าง และเลือดของนางก็สามารถทำลายเกราะที่ล้อมรอบป่าม่านหมอกได้ ท่านไม่ต้องการเช่นนั้นหรือทรัพยากรในป่านั้นนะ” ชายจากแคว้นจิ้นเอ่ยจุดอ่อนของอีกฝ่ายออกมา ความโลภอย่างไรเล่าที่สามารถชนะทุกสิ่งใด แม้กระทั่งทรยศแคว้นตนเอง
“และที่สำคัญยังเป็นทายาทของชนเผ่าทุ่งหญ้า เช่นนั้นก็สมควรแล้วที่นางจะตอบแทนบ้านเกิดตนเอง หึหึ” เสียงหัวเราะที่ทุ้มและแหบดังออกมาอย่างน่าขนลุก
“เมื่อกี้ท่านพูดว่าอย่างไรนะ” ใบหน้าชราหันไปมองอีกฝ่ายด้วยความไว เมื่อได้รับรู้เรื่องราวบางอย่าง
“ทายาทของชนเผ่าเช่นนั้นหรือ ได้อย่างไรกัน”
“มารดาของนางคือชนเผ่าทุ่งหญ้า ที่หลีกหนีมานานแล้ว”
“อ่า เช่นนั้น จึงต้องเป็นนางสินะ” ใบหน้าชราพยักขึ้นลงอย่างเข้าใจ
“ใช่”
“แล้วเราจะทำเช่นไรต่อไปดี ในเมื่อเรื่องนี้มีฝ่าบาทเข้ามาเกี่ยวข้องและดูท่าแล้ว ฝ่าบาทคงจะมียินยอมให้แคว้นตาเฉียงเชื่อมสัมพันธไมตรีกับชนเผ่าทุ่งหญ้าเป็นแน่ เห็นได้จากการที่พระองค์ดึงอีกสองแคว้นเข้ามาเกี่ยวข้องในวันนี้”
“หากมิได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ข้าไม่สนว่าวิธีไหน แต่อย่างไรสตรีผู้นั้นก็ต้องกลับคืนมายังดินแดนของนาง เพื่อความยิ่งใหญ่ของชนเผ่าทุ่งหญ้า”
“ขอรับ”
“ไปบอกบุตรสาวของเจ้าให้ดำเนินแผนการต่อไป”
“ขอรับ”
หลังจากกลับจากท้องพระโรงวังหลวงของแคว้นต้าเฉียงแล้ว จวินเทียนหลงและเป่ยจินไม่ได้ตรงกลับจวน หากแต่เขาได้ชวนนางไปยังร้านขายเครื่องประดับร้านหนึ่งในเมือง
ยามเมื่อพวกเขาย่างเท้าเข้าไปยังร้านเครื่องประดับ หลงจู๊ที่มีหน้าที่ดูแลร้านก็ได้ตรงดิ่งเข้ามาหาและทำความเคารพทันที
“คารวะนายท่าน และฮูหยินขอรับ ต้องการอันใดบอกข้าน้อยได้เลย ข้าน้อยจะดูแลพวกท่านเป็นอย่างดี” หลงจู๊หนุ่มเอ่ยอย่างนอบน้อม ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ไม่เพียงแค่นั้นแต่ประโยคทักทายที่ทำเอาสะดุ้งกันไป
“ปะ...” เป่ยจินกำลังจะเอ่ยปฏิเสธออกมา
หากแต่คนข้างกายนางตอนนี้กลับชอบใจยิ่งนัก สังเกตได้จากใบหูที่เริ่มแดงระเรื่อและประโยคที่ไร้การแก้ตัวนั้น
“อะ...อืม นำทาง ข้าต้องการปิ่นปักผม”
‘เขาช่าง...เจ้าเล่ห์เสียจริง’
“ปิ่นหรือขอรับรอข้าสักครู ข้าจะไปนำมาให้ขอรับ ร้านของเรามีปิ่นมาใหม่ งามมากขอรับนายท่าน” เอ่ยจบหลงจู๊ก็รีบวิ่งกลับไปหลังร้านทันที
“อืม” เทียนหลงเอ่ย
ทั้งสองคนในตอนนี้จึงเดินชมเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ รอ ชมไปได้สักพัก เป่ยจินเองที่สงสัยว่าเทียนหลงต้องการอันใดกันแน่จึงเอ่ยถามออกมา
“นี่ ท่านจะซื้อปิ่นไปไหนหรือเจ้าค่ะ” ใบหน้างามเงยหน้าขึ้น แววตาใสซื่อจับจ้องไปยังอีกฝ่ายอย่างคาดคั้น
จวินเทียนหลงเอง แม้จะอยู่มานานมากนัก แต่ไม่ว่าจะเป็นโลกนี้หรือโลกใบก่อน เขาก็ยังมิเคยไปเดินร้านของประดับและซื้อให้กับหญิงสาวคนใด นางคือคนแรก
“ให้เจ้า” ช่างทำให้ข้าขัดเขินเก่งเสียจริง หึ
“ให้ข้าทำไมกัน” แววตาประกายเจ้าเล่ห์เอ่ยถามอีกครา แต่คราวนี้ใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอบยิ้มบางเบา
จวินเทียนหลงจึงรับรู้ว่าตนเอง กำลังโดนเย้าหยอกจากนางเป็นแน่ จึงเอ่ยตอบกลับบางประโยคออกไป ทำเอาคนที่กำลังรอฟังคำตอบถึงกับนิ่งงันไปทันที
“เพียงอยากสะสมสมบัติเจ้าสาวให้มากหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ใบหน้าจริงจังยามที่มองไปยังนาง
“กึก”
“ท่าน...” คนที่โดนตอบกลับมาในตอนนี้ ราวกับว่าโลกของนางหยุดหมุนไปชั่วขณะ คล้ายกับว่าตอนนี้นางกำลังโดน...จีบอยู่
ใบหน้าที่ประเดี๋ยวชมพูประเดี๋ยวขึ้นสีแดงระเรื่อนั้น ช่างทำให้คนที่กำลังมองอดที่จะเอ็นดูมากขึ้นหน่อยจริงๆ
“ตึก ตึก ตึก”
“มาแล้วขอรับนายท่านฮูหยิน” นับว่าเสียงระฆังพักยก มาช่วยชีวิตของนางไว้ทัน เมื่อเสียงของหลงจู๊ดังขึ้น