ได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า

    บทที่ 42 อนาตอเลยา

    บทที่42

    อนาตอเลยา

             

            เรามาถึงเมืองที่ชื่อว่าเมืองปามุกเท่าที่จำได้จากสมุดแผนที่ สถานที่นี้คือเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ของอนาตอเลยาสถาบันป้องกันประเทศกับวิทยาลัยดังๆ อยู่ที่นี่หลายแห่ง

            ห่างจากเมืองนี้ไม่ไกลเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่รับเรือจากแคว้นอื่นๆในเมืองหลวงแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ มีคนมากมาย วุ่นวายจนเวียนหัว

            ที่พักซึ่งคุเรไนจัดไว้เป็นที่พักติดรั้วมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ของปามุกแต่เดิมโรงแรมนี้เป็นหอพักนักศึกษาเก่า พอหอย้ายไปและตึกนี้กลายเป็นของเอกชนจึงเอามาสร้างโรงแรมโดยคงลักษณะเดิมของอาคารไว้

            จากหน้าต่างห้อง มองเห็นนักเรียนเดินอยู่ริมรั้วสถานศึกษาด้านในยังมีนักเรียนกำลังซ้อมขี่ม้า ยิงเวทมนตร์เปรี้ยงปร้างใส่กันม้าของพวกเขาไม่ตกใจ ทั้งยังดูเหมือนจะช่วยคนขี่รุกไล่ฝ่ายตรงข้ามด้วยเป็นภาพที่เห็นแล้วรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ในโลกเวทมนตร์แล้วจริงๆ

            เราค้างกันคืนหนึ่ง วันถัดมา คุเรไนขอให้ฉันอยู่ในห้องไปก่อนระหว่างเขาไปจัดการธุระฉันไม่ได้ถามว่าเขาจะไปทำอะไร

            เขาซื้ออาหารทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายไปทั้งวันและกลับมาประมาณหกโมง บอกว่าแวะคุยงานกับทูตโทโคโยะประจำอนาตอเลยาเรื่องต่างๆซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องความขัดแย้งคุกรุ่นระหว่างซิงกวนกับโทโคโยะ

            เขาเล่าว่าโทโคโยะมีการส่งนักเรียนมาที่อนาตอเลยาและมีการแลกเปลี่ยนสินค้าหลายอย่างหากมีสงครามกับซิงกวนที่เป็นทางผ่าน จะกระทบทั้งการค้าทั้งความสัมพันธ์

            “คุเรไนดูเรื่องการเรียนต่อต่างประเทศเหรอคะ”ฉันถาม

            “อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นคนดูแลเรื่องนี้โดยตรงไหนๆ มาแล้วจึงช่วยถามไถ่ให้เท่านั้น” เขาตอบ “ที่สำคัญ ออกไปเที่ยวกันเถอะ! ขลุกอยู่แต่ในห้องก็น่าเสียดาย ที่อนาตอเลยานี้ไม่มีใครกล้าทำอะไรเราหรอก”

            เขาพาบุกเข้าไปในตลาดที่มีคนคับคั่งมีแต่คนตัวสูงจนฉันดูเป็นเด็กตัวจ้อยไปเลย

            เขาพาฉันเดินมาถึงริมแม่น้ำบริเวณลานกว้างที่เต็มไปด้วยนกพิราบ มีร้านอาหารกลางแจ้งอยู่ริมน้ำ พอมองดีๆจะพบว่าครัวของร้านอาหารและตัวร้านทั้งหมดอยู่บนเรือสีแดง ตัวเรือตกแต่งหรูหราที่นั่งทั้งหมดอยู่บนฝั่ง มีคนนั่งรับประทานบนโต๊ะเหล็กดัดและถังไม้หมักเหล้ามีคนต่อคิวซื้อยาวเหยียด

            “คอยดูนี่นะ”คุเรไนผู้ทำหน้าที่เป็นไกด์เฉพาะกิจจับศอกฉัน พาเดินแซงคิวขึ้นไปดื้อๆ “ฮัมซาข้ามาเอาที่สั่งไว้”

            “สั่งอะไร...? มั่วแล้วเพื่อนข้า”ชายชื่อฮัมซาพูดไปก็ใช้มืออวบๆ ยื่นอาหารให้ลูกค้า เขาสวมเสื้อสีแดงทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำปักดิ้นทองผมสั้นเกรียนและไว้หนวดเหนือริมฝีปาก เป็นคนร่างท้วมและคล่องแคล่ว

            ร้านนี้ขายแซนด์วิชที่อัดแน่นด้วยผักเช่นผักกาดและหัวหอมโรยด้วยอะไรสักอย่างที่ฉันเดาว่าน่าจะเป็นสมุนไพรแห้ง มีเนื้อปลากำลังถูกย่างเสียงดังฉู่ฉ่าส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

            “ไม่เอาน่า เจ้าลืมแล้วรึเพื่อนเกลอ?ข้ายังอุตส่าห์จำสมัยที่เจ้าเดินตกน้ำระหว่างกำลังถือแซนด์วิชปลามานั่งกินกับพวกข้าได้อยู่เลยก่อนจากกัน ข้าขอให้เจ้าเลี้ยงแซนด์วิชปลาสักชิ้นหากเราได้พบกันใหม่”

            พ่อครัวเงยหน้าขึ้นมือที่กำลังจะยื่นอาหารให้ลูกค้าค้างไป ลูกค้าต้องยื่นตัวข้ามช่องว่างระหว่างเรือกับลานตลาดมาดึงมันออกจากมือเขาเอง

            “เคลน?! ล้อเล่นน่า เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอก!!!”ฮัมซาอุทานเสียงดัง “เฮ้ พี่น้อง ข้าขอตัวสักครู่”

            มีเสียงบ่นกันระนาวเพราะลูกค้าเยอะแต่ไม่มีใครห้ามระหว่างพ่อครัวผ่าขนมปังทรงยาวสองก้อน เอาปลาย่างใส่ก้อนละครึ่งตัวจากนั้นยัดผักและโรยสมุนไพรแห้ง ไม่ได้ราดซอสอะไรเลย เขายื่นให้ฉันกับคุเรไนคนละอันก่อนจะก้าวลงจากเรือกวักมือเรียกพวกเราไปนั่งบนม้านั่งหินริมน้ำที่ถ้าหงายไปนี่คือตกน้ำสถานเดียว

            “ข้าเพิ่งมาถึงเมื่อวานตอนค่ำๆมาถึงแล้วหลับเป็นตาย ตื่นเช้ามาก็ต้องไปทำงานจึงเพิ่งได้แวะมา” คุเรไนบอก

            “คนรักเจ้ารึ?” ฮัมซาบุ้ยมาทางฉัน

            “เพื่อนข้าเอง ข้าพานางมาเที่ยว”

            “คนทางใต้? ใบนางหน้าเหมือนชาวอาร์เซีย”

            “นางมาจากซิงกวน”

            “อ๋อ ที่เดียวกับ... มันชื่ออะไรนะ คนหน้านิ่งๆที่ชอบไปไหนมาไหนกับเจ้าตลอดเวลา ชื่อจำยากๆ... นิงลอง?”

            “หนิงหลง”คุเรไนต่อยต้นแขนอีกฝ่ายแรงๆ จนเห็นไขมันกระเพื่อม “แซนด์วิชปลาย่างเจ้ายังหอมเหมือนเดิมคิดถึงสมัยเรียนชะมัด”

            “ที่เจ้ากับนิงลองโดดเรียนมากิน”

            “เจ้าก็โดดฝึกงานเหมือนกันไม่ต้องมาพูด”

            ทั้งสองหัวเราะครื้นเครง คุเรไนแตะแขนฉันและดึงฉันเข้าไปมีส่วนร่วมในบทสนทนา

            “นางเพิ่งเคยลองปลาย่าง”

            “ฮะๆๆ!!! คิดถูกแล้วที่พามาร้านของครอบครัวข้า! พวกเราทำแซนด์วิชปลาที่อร่อยที่สุดในอนาตอเลยาข้าพูดเลย” เขาชูนิ้วยิ้มให้ฉันเพราะคิดว่าฉันฟังไม่ออก ฉันวางแซนด์วิชในห่อกระดาษสีขาวและหยิบพัดขึ้น“นางจะทำอะไร?”

            “ขอบคุณค่ะ น่าอร่อยมาก” ฉันหันพัดไปทางคุเรไน

            “นางบอกว่าขอบคุณ น่าอร่อยมาก”ชายหนุ่มช่วยแปลให้ “ความจริงนางฟังเจ้ารู้เรื่อง เพียงแต่นางพูดไม่ได้”

            “โธ่เอ๋ยหวังว่ามหาวิทยาลัยเวทจะมีคาถาที่ช่วยนางได้...”

            “อันที่จริงข้าไม่ได้มาเรื่องนั้นแต่ความคิดน่าสนใจดี ข้าจะลองถามดู” เขาพยักหน้า “แม่นาง รีบทานก่อนมันเย็น”

            ฉันพยักหน้าและหยิบแซนด์วิชปลาขึ้นกัดขนมปังชวนให้นึกถึงขนมปังซับเวย์มันไม่ได้แข็งนอกนุ่มในเหมือนขนมปังฝรั่งเศสที่กินแล้วทิ่มเหงือก มีความเหนียวนุ่มรสจืดๆ ผักหวานกรอบ มีกลิ่นหอมใหญ่ขึ้นจมูก ปลารสชาติเหมือนปลาทูเพียงแต่ตัวมันใหญ่ ปรุงรสด้วยเกลือและเครื่องเทศ ปลาสดเนื้อแน่น หนังปลาถูกย่างจนกรอบเค็มหน่อยๆ และหอมอร่อย รสชาติทั้งหมดผสมกันลงตัวพอดี ยิ่งพอหิวๆ ยิ่งอร่อย

            “ท่าทางนางจะชอบ ข้าดีใจ”ฮัมซาระเบิดหัวเราะ “ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้เช่นนี้ ปลาย่างร้านข้าไม่มีกลิ่นคาวรสชาติอร่อยลงตัว คัดแต่ปลาสดเนื้อแน่นขนาดได้มาตรฐาน เราเป็นอันดับหนึ่งร้านขายดีที่สุดในปามุก”

            “นี่ๆ ข้าไม่ได้มาเสียนานแถวนี้มีอะไรดี? เอาแบบที่กินแล้วลืมความทุกข์ไปหมดสิ้น”คุเรไนกินหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

            “อะไรดี? ภัตตาคารหัวสูงนั่นก็ยังอยู่ในฐานะคนทำอาหารด้วยกัน ข้าว่าร้านนั้นอร่อยจริง สั่งชุดนักท่องเที่ยวของมันสิ แล้วสั่งเคบับหม้อดิน”

            “อ๊ะ จริงด้วย เคบับหม้อดิน แม่นางต้องไปลองแล้ว! ข้าไม่ได้มีโอกาสลองสมัยอยู่ที่นี่! ไปเร็วๆ ก่อนคนจะเริ่มเยอะ”  

            “ฮะๆๆ!พรุ่งนี้ถ้าเจ้ายังอยู่ก็แวะมาล่ะ ข้าอยู่ร้านทั้งวัน!”ฮัมซาตบเข่าฉาดหนึ่ง “อ้อแล้วถ้านางยกระดับจากสหายร่วมเดินทางเป็นคนรักเมื่อไหร่ก็บอกข้าด้วย!”

            ฉันสะดุ้งโหยง แต่คุเรไนแค่หัวเราะ

            “พูดจาเหลวไหลน่า ข้าไปดีกว่า!”

            คุเรไนโบกมือลาเพื่อนเก่าพาฉันเดินทะลุตลาดที่วุ่นวาย เห็นอาคารหนึ่งตั้งสูงตระหง่านท่ามกลางร้านรวงที่ให้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในเซตถ่ายหนังย้อนยุคพวกเราเดินเข้าไปในร้าน เสื้อผ้าแบบตะวันออกของเราดูเตะตา

            “จองไว้หรือเปล่าขอรับ?”พนักงานในเสื้อแขนยาวสีขาวและเสื้อกั๊กสีดำถาม

            “ไม่ได้จอง ตอนนี้ยังไม่เย็นมากพอจะมีสักสองที่ไหมเพื่อน?” คุเรไนพูดแบบกันเอง

            “มีอยู่ชั้นบนขอรับเชิญขึ้นบันไดทางนั้น”

            เราขึ้นบันไดวนไปถึงชั้นบนได้ยินเสียงพูดคุยดังอื้ออึง เห็นประตูกระจกสีที่เป็นทางเข้าห้องน้ำก่อนจะหันไปเห็นพนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาเชิญ

            “สองที่เชิญทางนี้”

            เราถูกพาตัวไปที่นั่งริมหน้าต่างตอนนี้ปิดกระจกไว้เพราะข้างนอกหนาว มีลมอุ่นปล่อยออกมาจากช่องระบายอากาศเล็กๆ

            คุเรไนบอกว่าเวลาฤดูหนาวร้านแถวนี้จะมีเตาผิงแอบซ่อนไว้ตามมุมต่างๆถ้าเป็นในศาสนสถานที่สร้างจากหินจะต้องจุดเตาล่วงหน้ากันเป็นวันเพื่อให้พื้นและผนังหินดูดซึมความอุ่นเข้าไป

            คุเรไนสั่งอาหาร ส่วนฉันก้มหน้างุดรู้สึกแปลกๆ กับสายตามากมายที่เหลือบมองมาทางนี้อย่างน้อยความรู้สึกของคนรอบข้างที่สัมผัสได้ก็มีแต่ความรื่นเริงของการมาทานอาหารและความสนอกสนใจฉันจึงไม่อึดอัดมากนัก

            “การทานอาหารเป็นส่วนหนึ่งของงานข้าแต่แม่นางคงรู้สึกแปลกๆ กับการนั่งทานภัตตาคารกับบุรุษสองต่อสอง”เขาตีความสีหน้าฉันไปอีกแบบ “...จะว่าไปก็เป็นสถานการณ์ชวนเข้าใจผิดจริงๆหวังว่าแม่นางจะไม่ถือสา”

            “ข้าไม่ได้หน้าตาดีพอจะเป็นภรรยาทูตไม่มีใครเข้าใจผิดหรอกค่ะ”

            คุเรไนหัวเราะพรืด

            “อย่ากล่าวเช่นนั้น ท่านน่ารัก”ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริง ฉันมองเขาตาโต เห็นเขานั่งเท้าคาง มือปิดปากหันหน้ามองชายพุงพลุ้ยโต๊ะข้างๆ “...ถ้าเรียวมองท่านแล้วเอาแต่เห็นรั่วหลาน ข้าอยากให้ท่านจำไว้ว่าข้าจะมองท่านที่เป็นท่านอยู่เสมอ”

            คุเรไน...

            “ข้าสนุกกับการทำตัวเป็นคุเรไนที่ไม่ใช่บุตรชายตระกูลคามิอาสึมะไม่ใช่ทูต ไม่ใช่หน้าตาของโทโคโยะพูดอีกอย่างคือตอนนี้ที่ได้กลับมาเที่ยวถิ่นเก่ากับท่าน ข้าสนุกมาก” พูดจบก็ยืดตัวขึ้น“อาหารมาพอดี”

            ชายหนุ่มหันไปสนใจอาหารตรงหน้าทำราวกับไม่ได้พูดอะไร


     

    คล้ายกับเรื่องได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า ที่คุณอ่าน