ตอนที่ 146 สั่งสอนชี้แนะ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ภารกิจฝึกอบรมเด็กฝึกของแคลนนี้ไม่มีกำหนดการหรือรูปแบบที่ตายตัว ผู้สอนสามารถถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบใดก็ได้ ตามความพึงพอใจของเขา
ตอนนี้เด็กฝึกในคลาสเรียนของเฟิร์สรู้สึกหวาดหวั่นใจเป็นอย่างมาก พวกเขากลัวว่าการกระทำก่อนหน้านี้จะกลายเป็นการยั่วยุที่ทำให้ตัวตนที่เทียบได้กับแรงค์ S ไม่พอใจ
ต้องรู้ไว้ว่าสำหรับเวเนเตอร์ทั่วประเทศ แรงค์ S นั้นเป็นตัวตนระดับสูง และเป็นตัวตนที่มีอยู่ไม่มาก เรียกได้ว่าแรงค์ S เพียงคนเดียวสามารถเทียบได้เท่ากับกองกำลังทหารนับพัน
ต่อให้พวกเขาเด็กฝึกเหล่านี้สามารถก้าวขึ้นไปยังขอบเขตดาราแดงได้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับแรงค์ S ก็ยังต้องแสดงความเคารพอยู่ดี
ชนชั้นแรงค์ S หากไม่เป็นดาราแดงเก้าแฉกก็ต้องเป็นผู้มีความสามารถพิเศษที่เหนือชั้น
ภายในแคลนนิวโฮปภาคเหนือก็มีแรงค์ S อยู่ไม่กี่คนเท่านั้น
แต่เด็กหนุ่มตรงหน้านี้ก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น เชื่อได้ว่าหากในอนาคตเขาสามารถบ่มเพาะไปถึงระดับดาราแดงเก้าแฉกได้ ความสามารถของเขาจะต้องถูกจัดอยู่ในแรงค์ SS หรือเหนือกว่านั้นอย่างแน่นอน
“นี่ตอนนั้นพวกเราเป็นบ้าอะไรกันเนี้ยถึงได้ไปดูถูกตัวตนแบบนี้” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในห้องเรียน
ตอนนี้ภายห้องนั้นเหนือเพียงแต่เด็กฝึกสามสิบกว่าคนและเฟิร์สเท่านั้น
เด็กฝึกคนหนึ่งพลันลุกขึ้นและเอ่ยขึ้นมา “คุณเฟิร์สวัน การกระทำก่อนหน้านี้พวกเราต้องขออภัยด้วย”
“ไม่เป็นไร พวกนายแค่ไม่รู้เท่านั้น” เฟิร์สเอ่ยตอบด้วยท่าทางที่เรียบสงบเหมือนดังเริ่มแรก
“เอาล่ะ ทีนี้พวกนายก็ได้เห็นแล้วว่าการต่อสู้นั้นไม่จำเป็นต้องมีระดับขั้นการบ่มเพาะที่สูงกว่าก็สามารถเอาชนะได้ ฉันรู้ว่าพวกนายเองก็มีความสามารถเช่นกัน บางคนในที่นี้สามารถเผชิญหน้าต่อสู้กับดาราแดงด้วยตัวคนเดียวด้วยซ้ำ”
“เพราะคุณเป็นผู้มีความสามารถพิเศษใช่รึป่าวคะ?” เด็กฝึกหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าผู้มีความสามารถพิเศษของโลกนี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่หากฉันเป็นผู้ฝึกฝนการต่อสู้ในอีกศาสตร์หนึ่งอย่างช่ำชอง นั่นอาจหมายความว่าฉันเป็นผู้มีความสามารถพิเศษก็ได้ ... แล้วพวกคุณล่ะ?” เฟิร์สเอ่ยตอบด้วยท่าทีที่สบายๆ
“พวกเราบางคนก็เป็นผู้มีความสามารถพิเศษเหมือนกัน” เด็กฝึกคนนั้นหันไปทางเด็กฝึกที่ท่าทางมีอายุหน่อย
ต้องรู้ไว้ว่าในหมู่เด็กฝึกดาราขาวเก้าแฉกเหล่านี้ นอกจากจะมีผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะแล้วก็ยังมีผู้ที่มีความสามารถพิเศษเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ผู้มีความสามารถพิเศษนั้นจะมีอายุมากหน่อยเพราะพวกเขาต้องใช้เวลาดูดซับแกนสปีริตที่ยาวนาน ไม่เหมือนกับผู้มีพรสวรรค์ที่ดูดซับได้อย่างรวดเร็ว
เฟิร์สยิ้มและเอ่ย “ทำไมพวกคุณถึงคิดว่าตัวเองเป็นผู้มีพรสวรรค์แล้วจะไม่สามารถเป็นผู้มีความสามารถพิเศษได้?”
“คุณหมายความว่าอย่างไร?” เหล่าเด็กฝึกผู้มีพรสวรรค์พลันเบิกตากว้างขึ้น แม้แต่ผู้มีความสามารถพิเศษก็ยังสนใจ
“ที่ฉันพูดก็คือพวกคุณเองก็สามารถเป็นผู้มีความสามารพิเศษได้เช่นกัน เพียงแค่คุณฝึกฝนศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้”
“คำพูดของคุณไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครคิด แต่มันยากมาก” เด็กฝึกผู้มีพรสวรรค์คนหนึ่งกล่าว
“แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่ผ่านความยากลำบาก หรือพวกคุณเคยชินกับการบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็วแล้ว เกรงกลัวในการฝึกฝนบางอย่างอย่างยาวนาน”
คำพูดของเฟิร์สได้กล่าวแทงใจเด็กฝึกหลายคน ในขณะเด็กฝึกที่มีความสามารถพิเศษหลายคนต่างเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
ตอนนั้นเองเด็กฝึกคนหนึ่งก็พูดออกมาอย่างไม่พอใจ “ไม่ใช่ว่าคลาสนี้คือการชี้แนะการทะลวงขอบเขตการบ่มเพาะไม่ใช่หรอครับ ผมว่าหัวข้อที่คุณพูดในตอนนี้ไม่เกี่ยวกับมัน”
เขาเอ่ยออกมาอย่างกล้าหาญ เด็กฝึกผู้มีพรสวรรค์คนนี้มีฐานะเป็นหลานของแรงค์ S คนหนึ่ง เขาจึงไม่ได้เกรงกลัวต่อเฟิร์ส
“ใช่แล้ว อย่างนั้นฉันก็ขอโทษด้วย เอาล่ะ ... ต่อไปนี้ฉันจะมาพูดเรื่องการทะลวงขอบเขตของฉันก็แล้วกัน” เฟิร์สกล่าวออกไปอย่างไม่ถือสา มิหนำซ้ำยังเอ่ยขอโทษออกมาอีกด้วย นั่นหมายความว่าเขาเป็นคนใจกว้างกับเรื่องนี้
“ตามจริงแล้วฉันเองก็ยอมรับว่าการทะลวงขอบเขตของฉันเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว และฉันก็ไม่รู้ว่าเหตุใดมันถึงทะลวง ... แต่ในเมื่อวันนี้ฉันได้รับหน้าที่มาชี้แนะพวกคุณ ฉันก็ควรมีอะไรให้พวกคุณบ้าง”
ตอนนั้นเองมวลหมู่บรรยากาศทั้งห้องก็เปลี่ยนไป แรงกดดันอันไร้รูปร่างพลันกดทับลงมา
เหล่าเด็กฝึกต่างแตกตื่นกับบรรยากาศเช่นนี้ มันคือสิ่งที่พวกเขาไม่อาจบรรยายออกมาได้
“แรงกดดันแบบนี้ ฉันเหมือนถูกหินก้อนใหญ่กดทับเอาไว้”
“นี่หรอ? แรงกดดันของเวเนเตอร์แรงค์ S ทรงพลังเกินไปแล้ว”
“นั่นเขากำลังจะทำอะไรกัน?”
เด็กฝึกหลายคนไม่สามารถมองความคิดของเฟิร์สได้ออก และตอนนี้พวกเขาก็ได้รับรู้แล้วว่าฝีมือของเฟิร์สนั้นเป็นของจริง
เด็กฝึกบางคนยังลอบหัวเราะให้กับตัวเองที่ในตอนแรกเขาคิดจะท้าประลองกับคนๆ นี้
แรงกดดันที่ไม่ต่างจากการเผชิญหน้ากับปีศาจแบบนี้ ใครกันจะสามารถต้านทานเอาไว้ได้
เฟิร์สก้าวเดินออกมาช้าๆ ผู้คนทั้งห้องต่างรู้สึกเหมือนเขากลายเป็นกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งที่เป็นต้นตอของแรงกดดันที่น่าอึดอัดนี้
“พวกคุณเห็นถึงพลังที่ไร้รูปนี้หรือไม่?” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างเนิบๆ
ทว่ากลับไม่มีใครคิดที่จะเปล่งเสียงออกมา
พวกเขาต้องใช้พลังกายและสมาธิอย่างหนักเพื่อรับมือกับแรงกดดันเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาอาจจะสลบลงไปแน่
“แน่นอนว่าพูดคุณต้องไม่เห็นมัน” เฟิร์สยิ้มออกมา
แล้วตอนนั้นเองพลังกดดันทั้งหมดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ผู้คนมากมายรู้สึกปลอดโปร่งราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก
“แล้วถ้าเป็นพลังรูปแบบนี้ล่ะ” เฟิร์สยื่นมือข้างหนึ่งออกไปข้างหน้าแล้วโบกออกไปเบาๆ
ผู้คนมากมายรู้สึกเหมือนพลังที่แข็งแกร่งเคลื่อนผ่านดุจสายลม แล้วสิ่งของที่อยู่ในห้องนั้นก็ลอยขึ้นกลางอากาศอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“ขะ ... เขาเป็นผู้ใช้พลังจิตอย่างนั้นหรอ?”
“มิน่าล่ะ เขาถึงสามารถต่อสู้กับคุณกรรไกรเงาจนสามารถเอาชนะได้”
หลังจากที่อบิสปรากฏขึ้นมาบนโลก เวเนเตอร์ที่สามารถใช้พลังจิตได้ก็ถูกส่งเสริมจนกลายเป็นพลังที่น่าหวาดหวั่น จริงอยู่ที่หลายคนในโลกสามารถใช้พลังจิตได้ แต่มีจำนวนน้อยมากที่จะใช้พลังแบบนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประยุกต์ใช้ในการต่อสู้ได้
ว่ากันว่าในเวเนเตอร์ร้อยอันดับแรกของโลกก็มีผู้ใช้พลังจิตอยู่จำนวนหนึ่งเช่นกัน บางคนกระทั่งพึ่งตื่นจากนิทราพลังจิตของเขาก็ถูกรับรองว่าอยู่ในแรงค์ SSS แล้วก็มี
ดังนั้นผู้ใช้พลังจิตจึงถูกจัดอยู่ในทำเนียบยอดฝีมือที่ใช้พลังลึกลับเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ทว่าตอนนั้นเองเฟิร์สกลับส่ายศีรษะไปมาแล้วเอ่ยว่า
“นี่ไม่ใช่พลังจิตหรอก แล้วผมเองก็ไม่ใช่ผู้ใช้พลังจิตด้วย แต่พลังที่ผมควบคุมอยู่นี้ก็เป็นพลังที่ไร้รูปร่างอีกรูปแบบหนึ่ง สิ่งที่ผมต้องการชี้แนะพวกคุณ ไม่ใช่การแสดงพลังที่ผมมี แต่ผมต้องการให้พวกคุณได้สัมผัสถึงพลังที่ไร้รูปร่างเหล่านี้”
“เอาเป็นว่า ... พวกคุณรู้จักการฝึกกำลังภายในหรือไม่? ภายในร่างกายของมนุษย์เราจะมีเส้นชีพจรที่ส่งผ่านพลังปราณไปทั่วร่างกาย คนทั่วไปอาจจะไม่สามารถสัมผัสหรือควบคุมพลังปราณนี้ได้ แต่ถ้าคุณทำได้คุณก็จะกลายเป็นผู้ฝึกฝนพลังปราณ แต่ผมไม่ได้พูดเรื่องเหล่านี้เพื่อให้พวกคุณฝึกฝนพลังปราณ แต่ ...”
เฟิร์สหยุดพูดไป แล้วยื่นมือขวาออกมา
เข็มสีแดงปรากฏกลางฝ่ามือของเขา แล้วเข็มนั้นก็ล่องลอยอยู่รอบๆ กายของเขา ไม่ต่างไปจากสิ่งมีชีวิต
เมื่อเขาสะบัดฝ่ามือออกไปเบาๆ เข็มเล่มนั้นก็หมุนวนแล้วขยายใหญ่ขึ้นราวกับเป็นเสาต้นหนึ่งกลางห้อง
“สิ่งนี้เรียกว่าการควบคุมพลัง มันไม่ใช่ทักษะที่ผมมี แต่เป็นการถ่ายทอดพลังสปีริตเข้าไปแล้วทำให้มันขยายใหญ่ขึ้นตามที่เราต้องการ เมื่อคุณสามารถควบคุมพลังของไอเทมสปีริตได้แล้ว การจะสำรวจพลังสปีริตภายในร่างก็จะง่ายขึ้น อย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ผมฝึกฝนคือรูปแบบของการฝึกปราณ แต่ผมเปลี่ยนจากพลังปราณให้กลายเป็นพลังสปีริตเท่านั้น เมื่อสามารถควบคุมพลังสปีริตได้อย่างใจนึกการจะตีฝ่าคอขวดของขอบเขตก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้”