ราตรีเหนือหอเมฆาเทียนหลิง…ยังไม่สิ้นสุด
แสงโคมแดงนับพันดวงยังคงส่องสะท้อนผิวน้ำด้านล่างราวกับหมู่ดาวที่ตกลงสู่พื้นพิภพ
เสียงพิณดังแผ่วคลอไปกับเสียงลม
อ่อนโยน
งดงาม
แต่ภายใต้ความงดงามนั้น—
กลับมีบางอย่างหนักอึ้งแฝงอยู่เงียบ ๆ
หลังจากบทสนทนาของอัจฉริยะทั้งห้า
หลังจากแรงกดดันและรอยยิ้มที่ซ่อนคมดาบ
ผู้คนในงานเริ่มแยกย้ายพูดคุยกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
บ้างหัวเราะ
บ้างประจบ
บ้างกำลังคำนวณผลประโยชน์ในใจ
นี่คืองานเลี้ยง
และในเวลาเดียวกัน—
มันก็คือสนามรบอีกรูปแบบหนึ่ง
เสี่ยวชวนเดินออกจากโต๊ะสุราช้า ๆ
เขาไม่ได้สนใจสายตารอบข้างนัก
เพราะหลังผ่านการฝึกหนึ่งเดือนในหุบเขาแห่งความตาย
เสียงผู้คนเหล่านี้…
กลับเบาราวสายลม
ม่านแดงพลิ้วไหวเบา ๆ ขณะเขาเดินผ่านระเบียงยาวของหอเมฆาเทียนหลิง
เบื้องล่างคือมหานครที่ไม่เคยหลับใหล
โคมไฟ
ตลาดยามราตรี
เสียงหัวเราะ
เสียงพ่อค้า
เสียงเกือกสัตว์อสูร
ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวา
ต่างจากเขา
ที่ในหลายครั้ง…
กลับรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ห่างจากโลกเหล่านี้มากขึ้นทุกที
ลมกลางคืนพัดผ่าน
กลิ่นสุราจาง ๆ ลอยมากับสายลม
เสี่ยวชวนหยุดยืนตรงระเบียง
มือข้างหนึ่งพาดบนราวไม้สีดำ
สายตามองออกไปไกล
เงียบ
นิ่ง
เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
หรืออาจ…
ไม่คิดอะไรเลย
ในหัวของเขาเงียบกว่าปกติ
แม้แต่นักพรตไร้หน้า
หรือเซวียนซา
ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
บางครั้ง—
ความเงียบก็ไม่ใช่ความสงบ
แต่มันคือ “ความเหนื่อย”
“เจ้าชอบมายืนทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายอยู่คนเดียวแบบนี้หรือไง?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
เสี่ยวชวนหันกลับไป
หลิงเอ๋อเดินเข้ามาช้า ๆ
นางยังสวมชุดสีแดงอ่อนเหมือนเดิม
เรือนผมถูกรวบไว้หลวม ๆ
ดวงตากลมโตสะท้อนแสงโคมดูสดใสกว่าผู้คนในงานหลายเท่า
ในมือของนางถือเหยือกสุรามาด้วย
“ข้าแค่เดินผ่านมา”
นางพูดทันที
เร็วเกินไป
เหมือนกลัวอีกฝ่ายเข้าใจผิด
เสี่ยวชวนมองนางเงียบ ๆ
ก่อนตอบเรียบ ๆ
“อืม”
“อืมอะไรของเจ้า?”
หลิงเอ๋อขมวดคิ้ว
“ข้าบอกว่าเดินผ่านมา”
“ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร”
“…”
นางชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนเดินมานั่งตรงระเบียงอีกฝั่งอย่างหงุดหงิด
“คนอะไรพูดน้อยชะมัด”
ลมกลางคืนพัดผ่านอีกครั้ง
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างทั้งสอง
แต่กลับไม่อึดอัดนัก
หลิงเอ๋อแอบเหลือบมองเสี่ยวชวน
เด็กหนุ่มในชุดดำยังคงมองออกไปด้านนอก
สายตาลึก
เงียบ
และโดดเดี่ยวอย่างประหลาด
นางเริ่มรู้สึกว่า—
ตั้งแต่กลับจากการฝึกครั้งนี้
เขาเปลี่ยนไปจริง ๆ
ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งขึ้น
แต่เหมือน…
ห่างจากผู้คนมากขึ้นด้วย
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
นางถามขึ้นเบา ๆ
เสี่ยวชวนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ไม่รู้”
หลิงเอ๋อเลิกคิ้ว
“ไม่รู้?”
“อืม”
“บางครั้งคนเราก็แค่เหนื่อย…จนไม่อยากคิดอะไร”
หลิงเอ๋อชะงัก
เพราะนี่อาจเป็นประโยคที่ “เหมือนมนุษย์” ที่สุดที่นางเคยได้ยินจากเขา
นางเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนยื่นเหยือกสุราให้
“ดื่มไหม?”
เสี่ยวชวนรับมา
กลิ่นสุราแรงพุ่งขึ้นทันที
แต่กลับมีความหวานบาง ๆ แฝงอยู่
“สุราดอกท้อ?”
“อืม”
หลิงเอ๋อพยักหน้า
“ข้าแอบเอามาจากคลังของท่านน้า”
“ถ้าถูกจับได้คงโดนด่าอีก”
เสี่ยวชวนหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นแผ่วมาก
แต่หลิงเอ๋อกลับนิ่งไป
เพราะนี่เป็นครั้งแรก…
ที่นางเห็นเขาหัวเราะจริง ๆ
ไม่ใช่ยิ้มเย็น
ไม่ใช่ยิ้มมุมปาก
แต่เป็นเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ฟังดูผ่อนคลายอย่างแท้จริง
หัวใจของนางสั่นแปลก ๆ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
จึงรีบหันหน้าหนีทันที
“หัวเราะอะไรของเจ้า?”
“ไม่มีอะไร”
“ข้าว่าเจ้าต้องเหนื่อยจนเพี้ยนแล้วแน่ ๆ”
เสี่ยวชวนยกสุราขึ้นดื่มอีกคำ
รสหวานปนขมไหลผ่านลำคอ
คล้ายชีวิตของผู้ฝึกตน
ได้บางอย่าง
ก็ต้องเสียบางอย่าง
“เจ้าเคยกลัวไหม?”
หลิงเอ๋อถามขึ้น
เสี่ยวชวนมองนาง
“กลัวอะไร?”
“ไม่รู้สิ…”
นางเม้มปากเล็กน้อย
“อย่าง…การแพ้”
“การตาย”
“หรือการอยู่คนเดียว”
ลมพัดผ่านระเบียง
ชายเสื้อสีดำของเสี่ยวชวนพลิ้วเบา ๆ
เขาเงียบอยู่นาน
ก่อนตอบช้า ๆ
“ตอนเด็ก ๆ ข้ากลัวทุกอย่าง”
“แต่พอผ่านอะไรมาเยอะ…”
“คนเราจะเริ่มชิน”
หลิงเอ๋อมองเขานิ่ง
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
เสี่ยวชวนยิ้มบาง
แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูเหงาอย่างประหลาด
“ตอนนี้…”
“ข้าแค่ไม่อยากอ่อนแอ”
เงียบ
หัวใจของหลิงเอ๋อหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เพราะนางรู้ดี
คนที่พูดแบบนี้…
มักเคยสูญเสียอะไรบางอย่างมาก่อน
และส่วนใหญ่—
มักไม่มีใครช่วยเขาได้ทัน
“เจ้าควรพักบ้าง”
เสียงใหม่ดังขึ้นจากด้านหลัง
ทั้งสองหันไปพร้อมกัน
หลิงเปาเดินเข้ามาช้า ๆ
เด็กสาวในชุดสีฟ้าอ่อนถือกล่องยาเล็ก ๆ มาด้วย
ใบหน้าของนางอ่อนโยนเช่นเดิม
แต่สายตา…
กลับเฉียบคมเกินกว่าจะมองเป็นเด็กสาวธรรมดา
นางเดินมาหยุดตรงหน้าเสี่ยวชวน
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“ชีพจรเจ้าปั่นป่วน”
“และลมปราณยังไม่เสถียร”
“ฝืนตัวเองมากเกินไปแล้ว”
หลิงเอ๋อหันขวับ
“อะไรนะ?”
เสี่ยวชวนถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าไม่เป็นไร”
“คนที่พูดแบบนี้…”
หลิงเปามองเขาตรง ๆ
“ส่วนใหญ่ใกล้ล้มทั้งนั้น”
เสี่ยวชวนเงียบ
หลิงเปาค่อย ๆ เปิดกล่องยา
กลิ่นสมุนไพรเย็นสดชื่นลอยออกมา
“กินเสีย”
“จะช่วยลดการบาดเจ็บภายใน”
เสี่ยวชวนรับยาไปโดยไม่พูดอะไร
หลิงเอ๋อเริ่มมองเขาด้วยสายตาเปลี่ยนไป
“เจ้าบาดเจ็บตั้งแต่เมื่อไร?”
“เรื่องเล็กน้อย”
“นี่เจ้าชอบพูดว่าเรื่องเล็กตลอดเลยหรือไง!?”
นางเริ่มขึ้นเสียง
“ถ้าจะตายขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ!?”
เสี่ยวชวนชะงักเล็กน้อย
เพราะน้ำเสียงนั้น…
ฟังดูเหมือนโกรธ
แต่ลึกลงไปกลับคล้ายกำลัง “เป็นห่วง”
เขาหลับตาลงช้า ๆ
ก่อนตอบเบา ๆ
“ข้ายังตายไม่ได้หรอก”
“ยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ”
หลิงเปามองเขาเงียบ ๆ
นางมองออก
เด็กหนุ่มตรงหน้า…
กำลังแบกอะไรไว้หนักเกินวัย
แต่คนแบบนี้
มักไม่ยอมให้ใครช่วยง่าย ๆ
“เสี่ยวชวน”
หลิงเปาเรียกเบา ๆ
“บางครั้ง…”
“การมีใครสักคนช่วยแบกบ้าง”
“ไม่ใช่เรื่องน่าอาย”
เสี่ยวชวนชะงัก
ลมกลางคืนพัดผ่านอีกครั้ง
แสงโคมสีแดงสะท้อนใบหน้าของทั้งสาม
งดงาม
เงียบสงบ
ราวกับช่วงเวลานี้…
โลกภายนอกทั้งหมดได้หยุดลงชั่วคราว
และเป็นครั้งแรกในรอบนานปี
ที่เสี่ยวชวนรู้สึกว่า—
บางที
การยืนอยู่คนเดียวตลอดเวลา
อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ ก็ได้
แต่ในวินาทีนั้นเอง—
เสียงของนักพรตไร้หน้าดังขึ้นในหัวเบา ๆ
“เจ้ากำลังเริ่มผูกพัน…”
“และนั่น…อันตรายที่สุด”
เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ
เพราะเขารู้ดี
บนเส้นทางผู้ฝึกตน
คนที่มีสิ่งต้องปกป้อง…
มักเป็นคนที่เจ็บที่สุดเวลาสูญเสีย
เสียงพิณในหอเมฆาเทียนหลิงยังคงดังต่อเนื่อง
นุ่มนวล
อ่อนหวาน
ราวกับต้องการกลบซ่อนกระแสอันตรายที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในงานเลี้ยงแห่งนี้
หลังบทสนทนาบนระเบียง
เสี่ยวชวนกลับเข้ามาภายในห้องโถงอีกครั้ง
แสงโคมแดงยังส่องสว่างทั่วทั้งชั้นเจ็ด
เงาผู้คนเคลื่อนไหวไปมา
ขุนนางหัวเราะเสียงดัง
พ่อค้าใหญ่ยกจอกสุราเข้าหากัน
เหล่าศิษย์อัจฉริยะจับกลุ่มสนทนา
ทุกอย่างดูเหมือนงานเลี้ยงธรรมดา
แต่ผู้ที่ยืนอยู่จุดสูงพอจะมองเห็น—
ย่อมรู้ดีว่า
คืนนี้…
กำลังมี “การคัดเลือก” เกิดขึ้นเงียบ ๆ
ใครควรเป็นมิตร
ใครควรถูกดึงตัว
และใคร…
ควรถูกกำจัดก่อนเติบโต
ทันใดนั้น—
เสียงหัวเราะหนักแน่นดังขึ้นจากกลางห้อง
“ในเมื่ออัจฉริยะทั้งหลายอยู่พร้อมหน้า…”
“จะมัวนั่งดื่มสุราอย่างเดียวก็คงน่าเบื่อเกินไป!”
ผู้พูดคือเฮยเจิ้นซาน
ประมุขตระกูลเหล็กดำ
ชายร่างใหญ่หัวเราะพลางลูบเครา
เสียงของเขาดังราวระฆังเหล็ก
“ไม่สู้ให้เด็ก ๆ แลกเปลี่ยนวิชากันสักเล็กน้อยเล่า?”
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น
สายตาหลายคู่เริ่มเปลี่ยนทันที
แม้แต่เหล่าประมุขสำนัก…
ยังเริ่มยิ้มบาง ๆ
เพราะทุกคนรู้ดี
“การแลกเปลี่ยนวิชา”
ในโลกผู้ฝึกตน
ไม่เคยเป็นแค่การละเล่น
มันคือการหยั่งเชิง
คือการประกาศศักดิ์ศรี
และบางครั้ง—
ก็เป็นการส่งคำเตือน
จ้าวเทียนหลงยิ้มบาง
“ความคิดไม่เลว”
“เด็กหนุ่มเลือดร้อน…ก็ควรได้ปลดปล่อยบ้าง”
ประมุขสำนักเพลิงสุริยันพยักหน้าเล็กน้อย
ส่วนซ่งเทียนอวิ๋น…
ยังคงจิบชาเงียบ ๆ
เหมือนไม่สนใจอะไรเลย
แต่คนที่รู้จักเขาดีจะเข้าใจ
ชายผู้นี้…
ยิ่งนิ่งเท่าไร
ยิ่งอันตรายเท่านั้น
กลางห้องโถง
พื้นที่กว้างถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
โต๊ะสุราหลายตัวถูกเลื่อน
ม่านแดงถูกผูกขึ้น
เกิดเป็นลานประลองชั่วคราวใต้แสงโคมนับพันดวง
ผู้คนเริ่มขยับเข้ามาล้อมรอบ
สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เหล่าอัจฉริยะหลายคนเริ่มลุกขึ้น
เพราะนี่คือโอกาสสำคัญ
ในการทำให้ชื่อของตนดังขึ้นอีกครั้งก่อนศึกใหญ่จริง
“ใครอยากเริ่มก่อน?”
เฮยเจิ้นซานหัวเราะ
แทบจะทันที—
ชายหนุ่มจากสำนักภูผาทมิฬก็ก้าวออกมา
ร่างสูงใหญ่
แผ่นหลังหนา
พลังลมปราณหนักแน่นราวภูเขา
ถงเยว่
ระดับสร้างแกนพลังขั้นกลาง
เขากวาดสายตามองรอบห้อง
ก่อนยิ้มเย็น
“ข้าอยากขอคำชี้แนะจากสำนักวายุไร้เงา”
ทันใดนั้น—
เสียงมีดสั้นหมุนดัง แกร๊ง
เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ
“น่าเบื่อจริง”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น
แต่ร่างของเขากลับหายไปจากที่นั่งแล้ว
ฟึ่บ—!
สายลมบางเบาพัดผ่าน
ก่อนที่เขาจะไปปรากฏตัวกลางลานประลองราวภูตผี
ผู้คนรอบข้างเริ่มฮือฮาทันที
“เร็วมาก…”
“นี่หรือวิชาของสำนักวายุไร้เงา?”
เฟิงลั่วยิ้มบาง
หมุนมีดสั้นเล่นในมือ
“เริ่มสิ”
ถงเยว่คำรามต่ำ
พื้นหินใต้เท้าแตกกระจายทันที
ตูม—!
ร่างของเขาพุ่งออกไปเหมือนกระทิงคลั่ง
หมัดหนักอัดอากาศจนเกิดเสียงระเบิด
แต่—
เฟิงลั่วเพียงเอียงตัวเล็กน้อย
ฟึ่บ
หมัดนั้นพลาดเป้าไปเพียงเส้นผม
ก่อนที่ประกายเย็นวาบจะปรากฏขึ้น
ฉัวะ—!
ปลายแขนเสื้อของถงเยว่ถูกเฉือนขาดทันที
ทั้งห้องส่งเสียงฮือ
เร็วเกินไป
หลายคนแทบมองไม่เห็นมีดของเฟิงลั่วด้วยซ้ำ
ถงเยว่กัดฟัน
พลังลมปราณระเบิดออกจากร่าง
เกราะหินสีดำเริ่มก่อตัวรอบแขน
แต่เฟิงลั่วเพียงหัวเราะ
“ช้าเกินไป”
ฟึ่บ—!
เงาร่างของเขาหายไปอีกครั้ง
ครั้งนี้—
มีดสั้นปรากฏตรงลำคอของถงเยว่แล้ว
เงียบ
ทั้งห้องเงียบสนิท
เหงื่อเย็นไหลลงข้างแก้มของถงเยว่ช้า ๆ
เฟิงลั่วถอนมีดกลับ
ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีรอบห้อง
แต่หลายคน…
เริ่มสีหน้าเคร่งเครียด
เพราะตอนนี้พวกเขาเห็นแล้วว่า
เฟิงลั่ว—
อันตรายกว่าข่าวลือมากนัก
ฮั่วเจินมองฉากนั้นเงียบ ๆ
ดวงตาคมดุจเปลวเพลิงหรี่ลงเล็กน้อย
ส่วนเสี่ยวชวน…
ยังคงนั่งนิ่ง
เขาสังเกตทุกการเคลื่อนไหว
ทุกจังหวะลมหายใจ
ทุกการไหลของลมปราณ
เสียงของนักพรตไร้หน้าดังขึ้นในหัวช้า ๆ
“เด็กคนนั้นเร็ว…”
“แต่ยังไม่ถึงขั้นไร้ช่องโหว่”
เสี่ยวชวนไม่ตอบ
เพราะเขามองออกเช่นกัน
เฟิงลั่วเร็วมาก
แต่ทุกครั้งที่เปลี่ยนทิศทาง
ลมปราณจะสั่นเพียงเสี้ยวพริบตา
คนทั่วไปไม่มีวันเห็น
แต่—
ดวงตาไร้หน้าของเขาเห็น
ทันใดนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“แล้วเจ้าล่ะ?”
จ้าวหรงยิ้มบางพลางมองเสี่ยวชวน
“หรือจะเอาแต่นั่งดู?”
สายตาทั้งห้องหันมาทันที
เสี่ยวชวนเงยหน้าช้า ๆ
จ้าวหรงยังยิ้ม
แต่แววตาเย็นเฉียบ
“ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกัน”
“ว่าเด็กที่ทุกคนพูดถึง…”
“มีดีแค่ไหน?”
หลิงเอ๋อขมวดคิ้วทันที
“จ้าวหรง เจ้าจะหาเรื่องไม่เลิกใช่ไหม?”
เพ่ยเหยาคิดในใจ ‘หาที่ตาย…’
จินเยว่อมยิ้มบางๆ
“ข้าเพียงอยากเปิดหูเปิดตา”
จ้าวหรงหัวเราะเบา ๆ
“หรือว่า…”
“ศิษย์เอกสำนักกระบี่ฟ้าครามไม่กล้า?”
พรึ่บ
แรงกดดันบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
เสี่ยวชวนวางจอกสุราลงช้า ๆ
เสียงกระทบโต๊ะเบามาก
แต่กลับทำให้หลายคนเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
เขาลุกขึ้น
ชายเสื้อสีดำพลิ้วไหวเบา ๆ
ก่อนเดินเข้าสู่กลางลานอย่างสงบ
ไม่มีแรงกดดันระเบิดออกมา
ไม่มีลมปราณสะเทือนฟ้า
แต่ทุกก้าว…
กลับมั่นคงจนน่ากลัว
ฮั่วเจินเริ่มมองเขาจริงจังเป็นครั้งแรก
เฟิงลั่วหยุดเล่นมีด
แม้แต่มู่ชิง…
ยังละสายตาไม่ได้
เสี่ยวชวนหยุดกลางลาน
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“ใครจะมา?”
จ้าวหรงยิ้มทันที
เขารอจังหวะนี้มานานแล้ว
แต่ก่อนจะก้าวออกไป—
เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นก่อน
“ข้าเอง”
ชายหนุ่มร่างสูงจากสำนักเพลิงสุริยันเดินออกมา
เฉินเลี่ย
หนึ่งในศิษย์ระดับสูงของสำนักเพลิงสุริยัน
ระดับสร้างแกนพลังขั้นกลางขั้นสุดยอด
เขามองเสี่ยวชวนนิ่ง
“ข้าอยากเห็นวิชาของสำนักกระบี่ฟ้าคราม”
เสี่ยวชวนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“เชิญ”
เงียบ
ลมกลางคืนพัดผ่านม่านแดง
แสงโคมไหวเอน
ก่อนที่—
ตูม—!
เฉินเลี่ยจะระเบิดลมปราณเพลิงออกมา
เปลวไฟสีแดงเข้มห่อหุ้มแขนทั้งสองข้าง
อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงทันที
ผู้คนรอบลานเริ่มถอยห่าง
“ดี!”
เฮยเจิ้นซานหัวเราะลั่น
“แบบนี้สิถึงเรียกว่างานเลี้ยง!”
เฉินเลี่ยพุ่งออกไปก่อน
หมัดเพลิงฉีกอากาศเกิดเสียงคำราม
เร็ว
หนัก
รุนแรง
แต่เสี่ยวชวน—
ยังไม่ขยับ
จนกระทั่งหมัดเข้ามาใกล้เพียงก้าวเดียว
ฟึ่บ
ร่างของเขาเอียงเพียงเล็กน้อย
หมัดเพลิงพลาดผ่านปลายเสื้อไปนิดเดียว
ก่อนที่เสี่ยวชวนจะก้าวสวนเข้าไป
เร็วเกินคาด
นิ้วทั้งสองแตะลงบนข้อมือของเฉินเลี่ยเบา ๆ
พรึ่บ—!
ลมปราณเพลิงสั่นสะเทือนทันที
เฉินเลี่ยสีหน้าเปลี่ยน
เขารีบถอย
แต่เสี่ยวชวนไม่ตาม
เพียงยืนอยู่ที่เดิมเงียบ ๆ
ทั้งห้องเริ่มนิ่ง
เพราะคนที่มองออก…
เริ่มเข้าใจแล้ว
เมื่อครู่—
เสี่ยวชวนสามารถตัดจังหวะลมปราณของเฉินเลี่ยได้
แม้เพียงชั่วขณะ
แต่นั่นหมายความว่า
หากเขาเอาจริง
เมื่อครู่…
เฉินเลี่ยอาจแพ้ไปแล้ว
ฮั่วเจินหรี่ตาลงช้า ๆ
เปลวเพลิงในดวงตาราวกับลุกแรงขึ้นเล็กน้อย
ส่วนซ่งเทียนอวิ๋น—
ยังคงนั่งนิ่ง
แต่จอกชาในมือ…
หยุดลงแล้ว
เฉินเลี่ยกัดฟัน
พลังเพลิงระเบิดขึ้นอีกครั้ง
“ยังไม่จบ!”
ตูม—!
เปลวไฟพุ่งกระจายรอบลาน
เสียงฮือดังขึ้นจากผู้ชม
แต่ครั้งนี้—
เสี่ยวชวนขยับแล้ว
ฟึ่บ
ร่างของเขาหายไปจากจุดเดิม
รวดเร็ว
เงียบ
ราวเงาในความมืด
ก่อนจะปรากฏตัวด้านข้างเฉินเลี่ยในพริบตา
มือขวายกขึ้นช้า ๆ
กรงเล็บกระดูกทมิฬ—
ปรากฏเพียงเสี้ยววินาที
ฉัวะ—!
แขนเสื้อของเฉินเลี่ยถูกฉีกขาดทันที
เลือดเส้นบางปรากฏขึ้นบนไหล่
เงียบ
ทั้งลานเงียบสนิท
เสี่ยวชวนลดมือลงช้า ๆ
ไม่ได้ตามซ้ำ
ไม่ได้ปล่อยพลังต่อ
เขาเพียงกล่าวเรียบ ๆ
“พอแล้ว”
ลมกลางคืนพัดผ่านอีกครั้ง
เปลวเพลิงรอบตัวเฉินเลี่ยค่อย ๆ ดับลง
และในวินาทีนั้นเอง—
ทุกคนในหอเมฆาเทียนหลิงเริ่มเข้าใจแล้วว่า
หลินเสี่ยวชวน…
ไม่ใช่เพียงม้ามืดธรรมดา
แต่คือสัตว์ร้ายอีกตัว
ที่กำลังซ่อนเขี้ยวเล็บอยู่เงียบ ๆ ในงานเลี้ยงแห่งนี้